จิบข่าวหงส์แดง (12 พฤษภา 63)

1.สิ่งที่เปลี่ยนไปในเกมฟุตบอลหลังกลับมาแข่งต่ออีกครั้ง

คนอังกฤษมีความเชื่อแปลกๆ พวกเขาคิดว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ตามมนุษย์เราไม่มีทางสกัดกั้นสามสิ่งในชีวิต(ที่กำลังจะกล่าวถึงต่อไปในบรรทัดต่อไป) ได้อย่างเด็ดขาด

หนึ่งคือ ภาษี สองคือ วาระสุดท้ายของชีวิตและสาม ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก

หลังจากรัฐบาลอังกฤษสลับจากไฟแดงมาเป็นไฟเขียวบนถนนของวงการลูกหนังเมืองผู้ดี พรีเมียร์ลีกก็ออกมาประกาศหลังจากประชุมกันนานห้าชั่วโมงว่า ฟุตบอลจะต้องกลับมาแข่งขันต่ออีกครั้ง และมันจะเกิดขึ้นหลังจากวันที่ 1 มิถุนายนเป็นต้นไปแล้วเท่านั้น อย่างไรก็ดีนี่ไม่ใช่การแข่งขันทีเล่นทีจริง Daily mail รายงานว่า สมาคมฟุตบอลอังกฤษได้ข้อตกลงร่วมกันแล้วว่า พวกเขาจะหาทีมตกชั้น แชมป์เปียน (ที่คุณก็รู้ว่าใคร) และจะไม่มีคำว่า “โมฆะ” เจืออยู่ในพจนานุกรมฉบับพรีเมียร์ทิตยสถานแม้แต่ตัวอักษรเดียว (เพราะพวกเขาพิมพ์ภาษาไทยลงไปไม่ได้)

ทว่าแม้ระบบการตัดสินหาแชมป์และทีมตกชั้นจะยังยึดตามหลักเกณท์เดิม ความจริงแล้วมีหลายสิ่งที่จะถูกปรับเปลี่ยนในเกมการแข่งขัน แต่สิ่งเหล่านั้นคืออะไรบ้าง เลิฟหงส์แดงจะขอเล่าให้ฟัง (จริงๆ คือแปลมาจากสกู๊ปของ Echo อีกที แหะๆ)

หนึ่ง – คนที่ได้รับสิทธิ์ในการเข้าสนามมีใครบ้าง ?

ตามรายงานจากบุนเดสลีก้า (ลีกฟุตบอลที่จะกลับมาแข่งขันก่อนเป็นลำดับแรกในยุโรป) ระบุว่า ในแต่ละสนามสามารถมีจำนวนคนอยู่ในนั้นได้สูงสุดเพียง 322 คน โดยผู้คนเหล่านี้ประกอบไปด้วย

โค้ช,กรรมการ,นักเตะ,ช่างภาพ,เจ้าหน้าที่ตรวจสารกระตุ้น,การ์ดสนาม (เอ้ะ ไม่มีคนดูแล้วยังจำเป็นอยู่หรือ ?),เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย,ทีมสตาฟ และ เด็กเก็บบอล

ในสนามบอลจะถูกแบ่งออกเป็นโซนต่างๆ ในแต่ละโซนห้ามมีจำนวนคนเกินกว่าที่กำหนดไว้ (ราวๆ 115 คนต่อหนึ่งโซน)

สอง – นักเตะต้องใส่หน้ากากเวลาเล่นหรือไม่ ?

ESPN รายงานเมื่อหลายสัปดาห์ก่อนว่า การใส่แมส์กสำหรับนักเตะนั้นอาจเป็นปัญหาในการหายใจ ดังนั้นผู้เล่นทั้ง 11 คนของทั้งสองฝั่งรวมถึงกรรมการที่ป้วนเปี้ยนอยู่ในสนามนั้นจึงได้รับการยกเว้น แต่! ผู้จัดการทีม นักเตะตัวสำรองและทีมสตาฟข้างสนามจะต้องใส่แมส์กด้วยกันทุกคน

สาม – นักเตะดีใจได้ไหม ?

คำตอบคือได้ แต่…ต้องดีใจแบบมีระยะห่าง และสัมผัสกันได้เพียงแค่ข้อศอกและเท้าเท่านั้น (เด็กหงส์ไม่ต้องห่วงครับ รับรองว่ายังไงเสีย ซาดิโอ มาเน่ก็จะคิดค้นท่าเต้น 2 เมตรออกมาให้ ฟิร์มิโน่เอาไปลอกเลียนแบบอยู่ดี)

สี่ – จบ 90 นาทีแล้วเป็นอย่างไรต่อ ?

นักเตะแต่ละคนเดินทางแยกย้ายกลับบ้านหรือโรงแรม ห้ามอาบน้ำในสนาม และต้องทำความสะอาดเสื้อผ้าด้วยตัวเอง

ไม่มีการให้สัมภาษณ์หลังเกมหรือแถลงข่าวก่อนแข่งแบบเดิมอีกต่อไป แต่จะเกิดขึ้นในพื้นๆ ที่จัดขึ้นเป็นพิเศษแทน หลังเกมจบลงนักเตะในแต่ละทีมจะต้องอยู่ในสนาม 4 คน เพื่อทำการสุ่มตรวจสารกระตุ้น

ห้า(สุดท้าย) – มันคงเป็นทัวนาเมนต์ที่ไม่ใช้เวลามากนัก เพราะเพียงแค่ 2 เกมลิเวอร์พูลก็จะปิดฉากทุกอย่างลงแล้ว (ด้วยความมั่นใจ ปีนี้เรามาแน่ครับพี่น้อง, ฮิฮิ)

2.ผมจะแขวนสตั้ดที่ลิเวอร์พูล

นักข่าวจาก Bt Sport ถามแอนดรูว โรเบิร์ตสันว่า ในช่วงสุดท้ายของอาชีพฟุตบอล คุณจะกลับไปเล่นในบ้านเกิดตัวเองอย่างลีกสก๊อตแลนด์ไหม ?

แอนดี้เงียบไปสักพัก เหมือนกำลังใคร่ครวญอะไรสักอย่างก่อนตอบ

“แผนการของผมในเวลานี้คือการเกษียรอาชีพนักฟุตบอลที่ลิเวอร์พูล

“ผมรู้นะว่ามันจะเป็นเรื่องที่ยากพอสมควรเลย แต่มันจะเป็นความสุขของผมถ้าผมได้แขวนสตั้ดกับสถานที่แห่งนี้ สิ่งที่ผมต้องทำก็คือ รักษามาตรฐานของตัวเองให้สูงเอาไว้แบบที่ เจม มิลเนอร์ ทำ ประเด็นก็คือ ผมอยากจะเล่นฟุตบอลให้นานที่สุดตราบเท่าที่จะทำได้ บางทีวันสุดท้ายในอาชีพของผมอาจลงเอ่ยที่สก๊อตแลนด์จริงๆ ก็ได้ ชีวิตมีอิสรภาพเสมอ แต่ภาพฝันของผมคือการกวาดถ้วยแชมป์กับลิเวอร์พูลและลงจากเวทีลูกหนังด้วยบันไดของสโมสรแห่งนี้”

นอกจากวิ่งไม่รู้เหนื่อยและเป็นจอมเกรียนแล้ว เพิ่งรู้ว่าอีกหนึ่งคุณสมบัติของเขายังปากหวานถึงใจอีกนะ

3.ลิกกี้แลมเบิร์ต ขอโทษแฟนบอล

ลิกกี้ แลมเบิร์ต ออกมาเปิดเผยว่า สาเหตุที่ทำให้เขาต้องย้ายออกจากลิเวอร์พูลไปมีสาเหตุหลักคือการมาถึงของ บาโลเตลี่

“ผมกล้าพูดเต็มปากเลยว่า การสูญเสีย หลุยส์ ซัวเรซ ไปจากทีมทำให้เพื่อนร่วมทีมทุกคนตกใจ ทีมพัฒนาขึ้นมากเมื่อมีซัวเรซอยู่ในสนาม ในเวลานั้นผมมองไม่เห็นใครจะมาแทนที่เขาได้เลยสักคน

“แต่รอดเจอร์เห็น เขาดึงบาโลเตลี่เข้ามา วางหน้าเป้าตัวใหม่ของเขาเอาไว้ในตำแหน่งด้านหน้าผม และเสียงในหัวผมก็ดังก้องไปมาว่า เขาเอาใครมาเล่นวะนั่น

“บาโลเตลี่เป็นคนที่น่ารักนะ แต่ก็เป็นคนที่มีนิสัยToxic (เป็นพิษ) ด้วยเหมือนกัน สิ่งที่เกิดขึ้นในสนามซ้อมของเขากับทีมมันห่วยแตกสุดๆ เขาไม่ทุ่มเทพยายามอะไรเลย ความจริงผมเคยรับมือกับนักเตะประเภทนี้มาก่อน แต่กับบาโลเตลี่ เขาคือความเลวร้ายขั้นสุดยอด

“ผมไม่เข้าใจ ทำไมเขาต้องยืนอยู่หน้าผมด้วย มันส่งผลกับผมโดยตรง และส่งผลกับทุกคนในทีมอย่างเห็นได้ชัด

“ผมรู้ดีนะ ในช่วงท้ายกับลิเวอร์พูลฟอร์มการเล่นของผม ยังดีไม่พอ กระทั่งมีอยู่วันหนึ่งรอดเจอร์เรียกผมเข้าไปคุย และเขาก็เริ่มพูดเรื่องการย้ายตัวของผมไปสู่คริสตัลพาเลซ ตอนนั้นผมรู้ตัวแล้วว่า ผมจะไม่ได้รับโอกาสที่ลิเวอร์พูลอีก และมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ หลังจากนั้นสามเดือนผมไม่ได้ลุกออกจากม้านั่งสำรองอีกเลย

“แต่ผมก็ขอบคุณนะ ขอบคุณที่ครั้งหนึ่งเคยได้สวมเสื้ออันทรงเกียรตินั้น มันเป็นเรื่องมหัศจรรย์ของผมที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของลิเวอร์พูล และผมก็เสียใจที่ไม่สามารถเค้นฟอร์มีท่ดีที่สุดของตัวเองออกมาในแอนฟิลด์ได้

จบ – ข่าวหมดแก้วเสียแล้วครับ

วันนี้ดีใจมากๆ ที่พรีเมียร์ลีกมีแววจะกลับมาแข่งต่ออีกครั้ง ผมไม่ขออะไรมากเลย ขอแค่ชนะสองเกมเท่านั้น คำครหาทั้งหมดที่มีมาตลอด 30 ปีจะได้มลายหายไปสักที , จากนั้นก็ถึงคราวที่เราจะใช้ “อย่าเก่งแต่อดีต” กับแฟนบอลบางทีมบ้างแล้วแหละ  แหะๆ

เลิฟหงส์แดง รักคนอ่าน