จิบข่าวหงส์แดง (9 พฤษภา 63)

1.ปีหน้าเรามาแน่ – แกรี่ เนวิล

แกรี่ เนวิล อดีตกัปตันแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดที่ปัจจุบันเป็นพันดิตอยู่กับสกายสปอร์ตให้สัมภาษณ์ผ่านรายการหนึ่งด้วยความมั่นอกมั่นใจเต็มสูบว่า “ปีหน้าทีมของผมมาแน่” (ประโยคคุ้นหูจริงๆ ครับ)

เนวิลพูดผ่านรายการ The Football Show on Sky Sport เอาไว้ว่า

“ความยากที่แมนยูไนเต็ดกำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้ก็คือ พวกเขาไม่สามารถลดค่าใช้จ่ายมหาศาลที่ต้องจ่ายให้นักเตะลงได้ แต่มันก็มีข้อดีเหมือนกันนะ เพราะมันทำให้แมนยูไนเต็ดได้เปรียบตรงที่ พวกเขาจะยังคงเก็บนักเตะเอาไว้ในช่วงซัมเมอร์ต่อไปได้

“สำคัญก็คือ ผมว่าช่วงหลังมานี้ยูไนเต็ดค้นพบฟอร์มการเล่นของพวกเขาแล้ว พวกเขาเปรียบเสมือนน้ำที่กำลังจะเต็มแก้วอีกครั้ง จากอดีตที่เป็นเพียงแก้วอันว่างเปล่า และจากเรื่องราวที่กำลังตามหลังลิเวอร์พูล 30 แต้มบ้าบอนั่น พูดจริงๆ ตอนนี้ ผมเริ่มรู้สึกมั่นใจแล้วว่า แมนยูไนเต็ดสามารถกลายเป็นหนึ่งในทีมมีลุ้นแชมป์ได้ในซีซั่นหน้า!

“สิ่งที่ยังขาดในแก้วน้ำใบนี้ก็คือ นักเตะคุณภาพอีกสัก 3-4 คน นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมพวกเขาต้องกลายเป็นผู้ชนะให้ได้ในตลาดฤดูร้อนครั้งนี้”

อันที่จริงแฟนบอลลิเวอร์พูลคงเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่เข้าใจความรู้สึก “ปีหน้าเรามาแน่” ของเนวิลดีที่สุดกลุ่มหนึ่ง (เพราะผ่านช่วงเวลาแห่งความหวังที่ไม่เป็นจริงมานานเหมือนกัน) ดังนั้นเสียเด็กหงส์อย่าไปซ้ำเติมเลยครับ แค่ให้กำลังใจด้วยเสียงหัวเราะ 555 พอเป็นกระสัย…ก็พอแล้ว

2.วิถีซ้อมสุดหินที่ลิเวอร์พูลของร้อบโบ้

หากมองด้วยตาเปล่าแล้ว แอนดี้ โรเบิร์ตสัน คือนักเตะที่มีพลังงานเหลือล้นกดดันและเพรซซิ่งใส่คู่ต่อสู้ไปทั่วสนาม

แต่ทราบหรือไม่ว่าครั้งหนึ่งนักเตะที่เคยฟิตประหนึ่งโดฟยาดองก่อนแข่ง กลับเคยถูก เจอร์เก็น คลอปป์ เรียกว่า “นักเตะขี้โรค (Sick boy)” มาก่อน

เรื่องนี้ แอนดี้ โรเบิร์ตสัน เป็นคนเปิดเผยผ่าน พอสแคสของ Peter Crouch เอาไว้ด้วยตัวเองและเขาเล่าว่า…

“วันแรกที่ผมเข้ามาซ้อมกับลิเวอร์พูลมันนรกแตกมาก ผมจำได้เลยวันนั้นมีนักเตะลิเวอร์พูลอยู่ในสนามประมาณ 6-7 คน เพราะเป็นช่วงพรีซีซั่น และนักเตะชุดผู้ใหญ่คนหนึ่งที่ลงซ้อมกับผมตั้งแต่วันแรกคือแดนนี่ อิงค์

“ผมกับอิงค์เข้าทดสอบสิ่งต่างๆ พร้อมกัน แต่ทั้งๆ ที่เขาเพิ่งหายเจ็บกลับมา สภาพร่างกายของอิงค์กลับแข็งแรงกว่าผมมาก และผมรู้สึกราวกับคนป่วยในทุกๆ ครั้งที่เห็นผลการทดสอบร่างกายตัวเอง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเอามันไปเทียบกับผลการทดสอบของเขา

“มีอยู่การเทสหนึ่ง สตาฟจะนำกรวยมาตั้งในแต่ละระยะ ทุกครั้งที่คุณวิ่งไปที่กรวยหนึ่งคุณจะต้องเพิ่มระดับความเร็วขึ้นไปเรื่อยๆ และผมก็เริ่มวิ่ง…การทดสอบจบลง แดนนี่ ชวนผมคุยในขณะที่ผมรู้สึก แทบขาดใจ มันเป็นการซ้อมที่บ้าคลั่ง ผมคิดในใจว่ามันต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่ๆ นั่นคือวันแรกของผม

“โชคดีที่คลอปป์ ไม่ได้อยู่ในสนามซ้อมวันนั้น เขากลับมาที่เมลวู้ดอีกครั้งในวันที่สามของผม เขาแนะนำตัว บลา บลา บลา แต่สุดท้ายเขาเรียกผมว่า “นักเตะขี้โรค” (Sick boy) จากผลทดสอบร่างกายของผมจนได้

“และนั่นทำให้ผมรู้สึกหมดความมั่นใจจริงๆ … ผมคิดว่ามันคงเป็นเพราะ การเล่นในลีกที่ตำกว่ามานาน ผมไม่เคยเจอการฝึกซ้อมของทีมระดับสูงมาก่อนเลย”

ทว่าหลังจากนั้นไม่กี่เดือน แอนดรูว โรเบิร์ตสัน นักเตะที่เคย “เกือบขาดใจ” ในสนามซ้อมก็กลายเป็นนักเตะที่ “ฟิตหมดใจ” ในการแข่งจริงจนได้

3.การกลับบ้านของคาริอุสและคูตินโย่

คาริอุส

หลังจากยื่นฟ้องฟีฟ่าถึงปัญหาการจ่ายค่าเหนื่อยล่าช้าจากเบซิกตัส ล่าสุดเจ้าตัวได้ทำการแยกทางกับเบซิกตัสเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และหากยึดความเข้าใจทั่วไปของแฟนบอลอย่างเราๆ สถานีต่อไปที่คาริอุสจะต้องเดินทางไปนั้น หนีไม่พ้นบ้านเก่าของเขาอย่างลิเวอร์พูล … เพียงแต่

Sport Witness (ที่อ้างอิงสื่อในตุรกีอีกที) รายงานว่า บ้านที่ ลอริส คาริอุสจะกลับไปนั้นมิใช่อังกฤษ แต่เป็นเยอรมันนี  ลีกฟุตบอลผสมเบียร์อย่างบุนเดสลีก้า หรือสถานที่ๆ เขาสร้างชื่อเสียงขึ้นมา

สโมสรที่พร้อมจะเปิดรับคาริอุสเข้าบ้านก็คือ หญิงชรา ฮาธาเบอร์ลิน ด้วยสัญญายืมตัวในซีซั่นหน้า อย่างไรก็ดี ในทางทฤษฏีแล้ว คาริอุส จะต้องกลับมาซ้อมและรับค่าเหนื่อยกับลิเวอร์พูลก่อนเป็นอันดับแรก ตามสัญญาว่าจ้าง ในรายงานฉบับดังกล่าวเขียนทิ้งท้ายให้ สันหลังวาบ ขึ้นมาว่า

“ช่วงเวลาท้ายฤดูกาลของลิเวอร์พูลที่มีคาริอุสกลับมานั้น บางทีนี่อาจเป็นโอกาสครั้งที่สองของคาริอุสในการแก้ตัวกับเจอร์เก็น คลอปป์ก็ได้”

ฟิลลิปเป้ คูตินโย่…

นักเตะที่เดินทางตามหาความฝันกำลังจะได้กลับสู่ลีกที่ทำให้เขาเติบใหญ่อีกครั้ง เพียงแต่ลิเวอร์พูลมิใช่สโมสรที่ต้องการตัวเขา (เหมือนกับตอนที่พยายามจะรั้งเขาไว้ด้วยทุกวิถีทางอีกแล้ว)

นิวคาสเซิ่ลต่างหากที่หยิบยื่นความหวังให้

Mundo Deportivo รายงานเอาไว้ว่า นิวคาสเซิ่ลเป็นทีมเดียวที่จะเข้ามาแก้ปัญหาอิรุงตุงนังของบาเซล่าจากการที่พวกเขาต้องการปล่อยคูตินโย่ออกจากทีม ในราคาที่พอทำเนาได้ หากเจ้าชายของซาอุดิอาราเบีย Mohammed bin Salman ชายผู้ที่รวยกว่าเจ้าของสโมสรแมนเชสเตอร์ซิตี้ 10 เท่าตัวสามารถเข้าเทคโอเวอร์จากเจ้าของนิวคาสเซิ่ลคนเดิมที่บ่นอุบอิบมาตลอดว่า สโมสรฟุตบอลไม่ทำกำไร

หากดีลนี้เกิดขึ้นจริง ฟิลลิปเป้ คูตินโย่จะเดินออกจากรั่วคัมป์นูในราคา 70 ล้านปอนด์ ในขณะที่บาเซโลน่าซื้อเขาเข้ามาในราคาร่วม 142 ล้านปอนด์

(ผู้เขียนใช้สมองส่วนฮิปโปแคมปัสคำนวน เข้าสแควรูทหารสอง อิทติเกท 7 หาครม. เรียบร้อย ก็ได้ความเห็นว่าจะอย่างไรเสียบาเซโลน่าก็ขาดทุนกว่าครึ่งชัดๆ ในดีลครั้งนี้ กระนั้นก็ดีนี่เป็นราคาที่สูงที่สุดแล้วในภาวะเศรษฐกิจซบเซา)

อย่างไรก็ดี คนในโลกฟุตบอลส่วนใหญ่เห็นว่า ทางเดียวที่จะทำให้บาเซโลน่ากลับมาทำกำไรในดีลคูตินโย่ได้ ไม่ใช่การขายเขาออกไปในราคาสูงที่สุดเท่าที่จะสูงได้ แต่เป็นการยอมจ่ายเงินเพิ่มอีก 15 ล้านปอนด์พร้อมส่งจดหมายเปิดผนึกมาถึง เจอร์เก็น คลอปป์ ด้วยจ่าหน้าซองด้วยข้อความที่ว่า

“ถึงเจอร์เก็น … เรื่องการขอซื้อคู่มือการใช้งาน คูตินโย่ ให้เต็มประสิทธิภาพ…”

มีทางนี้ทางเดียวเท่านั้น พวกเขาจึงจะดึงความคุ้มค่าทั้ง 142 ล้านออกมาจากพ่อมดน้อยได้

จบ – ข่าวหมดแก้วเสียแล้ว แหะๆ

สวัสดีวันเสาร์สุดแหงน ทราบกันหรือยังครับว่าอีกแค่ 1 สัปดาห์ฟุตบอลเยอรมันก็จะกลับมาแข่งอีกครั้งแล้ว นับเป็นนิมิตรหมายที่ดีจริงๆ ครับ

#เลิฟหงส์แดง #รักคนอ่าน