เบื้องหลังการชิงตัว คล็อปป์ ของทีมบริหารลิเวอร์พูลนั้นเป็นอย่างไร ?

ปฏิบัติการจารกรรมนักเจียระไนเพชร

ย้อนเวลาไป 5 ปีที่แล้ว ลิเวอร์พูลช่างเป็นสโมสรที่ดูจืดจางในสายตาของนักฟุตบอลระดับท็อป ชื่อเสียงและมนต์ขลังนั้นเป็นเพียงเรื่องเล่าในตำนาน ความเป็นจริงก็คือ พวกเขาไม่ใช่สโมสรที่น่าฝากอนาคตไว้ ทั้งในแง่ของเพดานค่าเหนื่อยและการลุ้นแชมป์สักรายการ หรือแม้แต่โอกาสในการได้ลงเล่นเคียงข้างสุดยอดนักเตะอย่างสตีเฟ่น เจอร์ราร์ด ก็ไม่มีอีกต่อไปแล้ว

แต่แล้ว ก็มีชายใบหน้าเปื้อนยิ้ม เดินเข้ามาอุ้มเจ้าลิเวอร์เบิร์ดที่กำลังเจ็บปีก ประกาศกร้าวว่าจะพานกตัวนี้บินสูงอีกครั้ง หนุ่มใหญ่นามว่า เจอร์เก็น คล็อปป์ใช้เวลา 4 ปีตามที่สัญญา เปลี่ยนให้สโมสรลิเวอร์พูลกลับมาเป็นทีมที่ดึงดูดนักฟุตบอลดังเดิม (หรืออาจจะมากกว่าที่เคย)

คล็อปป์และลูกทีมของเขาคือกลุ่ม “เบื้องหน้า” ทีประดับผลงานเอกอุ ไม่มีคล็อปป์ไม่มีลิเวอร์พูลในวันนี้

แต่ถ้าไม่มีทีมบริหารสุดโฉดของลิเวอร์พูลก็ไม่มีเจอร์เก็น คล็อปป์ บนบังเหียนหงส์แดงเหมือนกัน

แต่เบื้องหลังการดึงตัว เจอร์เก็น คล็อปป์ มาคุมทีมได้อย่างมหัศจรรย์ ทั้ง ๆ ที่เขา เป็นที่หมายปองของหลายสโมสรในพรีเมียร์ลีกนั้นเป็นอย่างไร ?

อะไรทำให้ไปเสี่ย เฮนรี่ กล่อม เจอร์เก็น จนยอมมาเป็น “ที่เจียระไนเพชร” ให้กับสโมสรปีกหักอย่างลิเวอร์พูล ได้สำเร็จกันแน่ ?

คำตอบเหล่านั้นอยู่ในระหว่างบรรทัดต่อไปนี้

คู่แข่งของลิเวอร์พูลในการจารกรรมชิงตัวเจอร์เก็นประกอบไปด้วย : แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, แมนเชสเตอร์ ซิตี้, บาเยิร์น มิวนิค, ท็อตแนมป์ ฮ็อตสเปอร์ส

เมษายนปี 2014 ช่วงเวลาที่เบรนดัน ร็อดเจอร์สกำลังพาลิเวอร์พูลคั่วแชมป์ลีกสูงสุดของฟุตบอลอังกฤษด้วยความระทึก ห่างออกไปราว 608 ไมล์ เจอร์เก็น คล็อปป์ก็กำลังพาดอร์ทมุนด์ไร้พ่ายในช่วงท้ายของบุนเดสลีกาและมุ่งหน้าสู่รอบชิงเดเอฟเบ โพคาล สโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดซึ่งกำลังจะจบอันดับที่ 7 ของตารางได้ทำการตัดสินใจแล้วว่าเดวิด มอยส์จะไม่ได้ไปต่อ และผู้ที่จะสามารถสืบทอดฟุตบอลสุดมันฉบับท่านเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสันได้ก็คือ ผู้จัดการทีมของโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ในเวลานั้น

รองประธานสโมสรเอ็ดวูดเวิร์ดต่อสายตรงด้วยตัวเองไปถึงเจอร์เก็นคลอปป์ว่า “โรงละครแห่งความฝันคือดิสนีย์แลนด์เวอร์ชั่นผู้ใหญ่ เป็นสถานที่ในตำนานที่มอบความบันเทิงระดับโลกและความฝันที่เป็นจริง” เอ็ด วูดเวิร์ดเปิดการขายที่น่าสนใจสำหรับผู้จัดการทีมทั่วโลก

แต่คล็อปป์นั่นไม่ใช่ผู้จัดการทีมทั่วไปเขาวิจารณ์งานขายหยาบๆ จากเอ็ดวูดเวิร์ดว่า “ไม่มีเสน่ห์สักนิด” คล็อปป์เปิดเผยกับเพื่อนสนิทว่า เขาไม่ได้ตอบปฏิเสธในทันที เพราะการเดินทางกับเสือเหลืองที่นานถึง 6 ปีนั้นเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าความเปลี่ยนแปลงใกล้จะมาถึงแล้ว

อันที่จริงคล็อปป์เพิ่งต่อสัญญากับสโมสรไปถึงปี 2018 ซึ่งฮันซ์ โจอาคิม วัตซ์เก ซีอีโอของดอร์ทมุนด์รู้ดีว่า ผู้จัดการทีมของเขาเป็นคนที่เคารพในคำสัญญาขนาดไหน เขาจึงกล้าเล่นเกมจิตวิทยาด้วยการบอกว่า “ถ้าอยากจะไป (แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด) เขาก็จะไม่ขวาง” วัตซ์เกปล่อยให้คล็อปป์ได้ไตร่ตรอง จนกระทั่งวันที่ต้องบินไปแข่งที่อลิอันซ์ อารีน่า คล็อปป์ก็ตัดสินใจขอคุยส่วนตัวหลังเกม วัตซ์เกบอกว่าให้คุยกันตอน 4 ทุ่มเพราะเขามีนัดกับลูกสาว นั่นทำให้คล็อปป์พูดสวนไปทันทีว่า “ผมทนกดดันไม่ไหวแล้วครับ ผมปฏิเสธข้อเสนอของเขาไปแล้ว” และคืนนั้นเอง ที่ห้องอาหารในบ้านของวัตซ์เก คล็อปป์ให้คำตอบว่า งานของเขาที่ซิกนาล อีดูนา พาร์ค นั้นยังไม่เสร็จสิ้น เดวิด มอยส์โดนปลดวันที่ 22 เมษายน แต่ความหวังที่จะได้เจ้าของเฮฟวี่เมทัลฟุตบอลก็พังทลาย หลังจากที่เดอะ การ์เดี้ยนปล่อยคำแถลงการณ์ที่แปลจากภาษาเยอรมันว่า “แมนยูไนเต็ดเป็นสโมสรที่ยิ่งใหญ่ และผมรู้สึกชื่นชมกับแฟนบอลที่ยอดเยี่ยม” แต่ “คำมั่นสัญญาของผมที่มีต่อโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์และประชาชน เป็นสิ่งฉีกขาดไม่ได้”

6 เดือนหลังจากนั้น แมนเชสเตอร์ ซิตี้ก็ยื่นข้อเสนอเข้าไป ร่วมถึงท็อตแนมป์ ฮ็อตสเปอร์สที่สอบถามถึงความเป็นไปได้ และคล็อปป์ก็ได้ตอบคำถามเรื่องอนาคตระหว่างก่อนเกมแชมเปี้ยนส์ลีกกับอาร์เซนอล เมื่อสื่อถามถึงโอกาสที่จะย้ายมาอังกฤษหลังหมดสัญญากับดอร์ทมุนด์

“นั่นคือประเทศเดียว ผมคิดว่านะ ที่ผมควรจะไปทำงานหลังจบงานที่เยอรมัน” “เพราะว่าเป็นประเทศเดียวที่ผมรู้ภาษานิดหน่อย ซึ่งมันจำเป็นสำหรับงานของผม แล้วเราค่อยมาดูกันว่า ถ้ามีใครติดต่อมา ค่อยมาคุยกันอีกที”

สำหรับวัตซ์เกแล้ว คำพูดของเหมือนเป็นลางบอกเหตุ ผลงานในฤดูกาลถัดมาของรองแชมป์บุนเดสเข้าขั้นวิกฤติ การสูญเสียเลวานดอฟสกี, อาการบาดเจ็บยกแผงหลัง, โชคชะตา, และความดื้อจะดัน ชิโร อิโมบิเล่ ทำให้ดอร์ทมุนด์หล่นไปอยู่เกือบท้ายตาราง จนกระทั่งคล็อปป์ปรับให้โอบาเมยังมายืนเป็นศูนย์หน้าตัวเป้า พวกเขาจึงไต่อันดับกลับชิงพื้นที่ไปยูโรป้าลีกได้ และนั่นคือหน้ากระดาษสุดท้ายของตำนานผู้ชุบชีวิตเสือเหลืองให้คืนชีพ

หลังจากฤดูกาล 2015-16 เริ่มต้นได้ไม่นาน มาร์ค โคซิกเก้ เอเย่นต์ส่วนตัวของคล็อปป์ได้รับการติดต่อจากบุคคลที่อ้างว่าเป็นซีอีโอของสโมสรลิเวอร์พูล ‘เอียน อายร์’ ขอเจรจาเรื่องการพาคล็อปป์ไปที่แอนฟิลด์ ด้วยความที่เขาได้รับโทรศัพท์ปลอมมาหลายครั้ง โคซิกเก้จึงขอติดต่อผ่านวิดีโอคอลเท่านั้น เอียน อายร์โทรสไกป์เข้าไปทันที ทำเอาโคซิกเก้เสิร์ชหาหน้าซีอีโอแทบไม่ทัน

นั่นไม่ใช่ครั้งแรกที่ลิเวอร์พูลติดต่อคล็อปป์ ปี 2012 ในระหว่างที่สโมสรควานหาผู้จัดการทีมต่อจากเคนนี่ ดัลกลิช เจอร์เก็น คล็อปป์คือตัวเลือกแรก ๆ ที่สโมสรติดต่อไป แต่ก็เหมือนกับที่สโมสรอื่นโดนปฏิเสธ ไม่มีทางเลยที่คล็อปป์จะทิ้งงานป้องกันด้วยแชมป์บุนเดสลีกาไว้กลางทาง

จนกระทั่งตุลาคม 2015 …

ความเหงาเป็นขั้วบวกขั้วลบ ลิเวอร์พูลกำลังต้องการบุคคลที่เป็นมากกว่าจอมแท็กติก ใครสักคนที่เป็นหนึ่งด้านการปลุกจิตวิญญาณ คนที่จะไม่ได้เป็นเพียงแค่เฮดโค้ชทีมฟุตบอลชุดใหญ่ แต่จะมาเป็นผู้นำ “โปรเจ็กแห่งลิเวอร์พูล” ด้วย ส่วนคล็อปป์นั้นก็กำลังรอที่จะเริ่มต้นเส้นทางสายใหม่ ในสนามฟุตบอลที่มีเสียงแฟนบอลเปล่งเสียงร้องเพลง You’ll Never Walk Alone เพลงที่หล่อเลี้ยงความหลงไหลในเฮฟวี่ เมทัลฟุตบอลมาตั้งแต่เป็นผู้จัดการทีมไมนซ์ 05 และ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์

“ในประเทศเยอรมัน เหลือแค่ตำแหน่งทีมชาติเท่านั้นสำหรับคล็อปป์” มาร์ติน เพื่อนสนิทของคล็อปป์ให้สัมภาษณ์เพื่อลงในชีวประวัติ “Bring the Noise” (by Raphael Honigstein)

“ที่อื่นนอกจากนี้ถือว่าเป็นการถอยหลังลงคลอง แม้แต่บาเยิร์นก็เถอะ คล็อปป์จะออกบินได้ ด้วยอารมณ์ ด้วยความเข้าอกเข้าใจ ด้วยการปลุกเร้า และด้วยการเป็นส่วนหนึ่งของบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่ เมื่อเปรียบเทียบกับดอร์ทมุนด์แล้ว บาเยิร์นไม่ได้มอบสิ่งเหล่านั้นให้เลย ผมนึกออกแค่การไปคุมสโมสรต่างประเทศ สโมสรแบบลิเวอร์พูล”

คริสเตียน ไฮเดล อดีตผอ.กีฬาของสโมนไมนซ์ 05 เปิดเผยว่า คล็อปสนใจภาษาอังกฤษมานานแล้ว เขาเคยขอคำปรึกษาเรื่องการเรียนภาษาเพิ่ม และไฮเดลก็แนะนำไปว่า “คำพูดคืออาวุธของคุณนะ คุณต้องสามารถสร้างความเชื่อได้โดยใช้ภาษาอังกฤษ ถ้าปล่อยให้คนอื่นพูดแทน คล็อปป์จะเป็นคล็อปป์แค่ 70 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นนะ มันไม่ใช่ตัวคุณ”

“ผมจะทำ จะลงเรียนเลย และจะทำให้ได้ด้วย” ความเป็นคนฉลาดทำให้คล็อปป์ใช้เวลาเรียนรู้เร็วมาก “ผมคิดว่าตอนที่พวกเขาติดต่อไป ไม่มีสโมสรอื่นอยู่ในใจเขาเลย เขาชื่นชอบลิเวอร์พูลมาก เขาตื่นเต้นกับงานที่ต้องใช้อารมณ์ร่วม ผมไม่คิดว่าเขาจะไปแมนเชสเตอร์ซิตี้หรือสโมสรแนว ๆ นั้น หรอกนะครับ ถึงแม้ว่าจะต้องการตัวเขามากแค่ไหน” ไฮเดล เปิดเผย

ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การเริ่มต้นฤดูกาลที่ย่ำแย่ของร็อดเจอร์ส ทำให้ FSG เร่งหาผู้จัดการทีมคนใหม่ งานวิเคราะห์จาก เอียน เกรแฮม ผอ.ศูนย์วิจัยของสโมสรบ่งชี้ว่า เจอร์เก็น คล็อปป์แค่ “ซวย” ตอนปีสุดท้ายที่ดอร์ทมุนด์ และเขาคือคนที่เหมาะสมเพียงคนเดียวที่จะสามารถพาลิเวอร์พูลกลับมาทวงบัลลังก์

“เจอร์เก็นทำสำเร็จในระดับประเทศ นั่นคือบุนเดสลีกา และห่างอีกเพียงเกมสองเกมในระดับแชมเปี้ยนส์ลีก ผมคิดว่าคุณภาพของเขาอยู่ในระดับผู้จัดการทีมที่ดีที่สุด ถ้าไม่ที่สุด ก็คือหนึ่งในตองอู และเราก็ชอบฟุตบอลของเขา ทั้งในแง่ของพลังงาน และความมันในเกมรุก เป็นฟุตบอลไฟฟ้าแรงสูง เพราะงั้น จากเซนส์ฟุตบอล มันเป็นการตัดสินใจที่ง่ายและตรงไปตรงมา” ไมค์ กอร์ดอน ประธาน FSG เปิดเผย

กอร์ดอนพยายามที่จะวางชื่อเสียงและความตื่นเต้นที่มีต่อเจอร์เก็น คล็อปป์ไว้ก่อน แล้วทำวิเคราะห์วิจัยด้วยข้อมูลทางฟุตบอล้วน ๆ แต่ยิ่งค้นหาก็ยิ่งหลงไหลในบุคลิกของหนุ่มใหญ่จากแดนอินทรีผงาดฟ้า สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจขอนัดพูดคุย เพื่อให้มั่นใจว่า คล็อปป์ต้องการจะมารับหน้าที่ที่มากกว่าผู้จัดการทีม

1 ตุลาคม 2015 พวกเขามีนัดกันที่นิวยอร์ก คล็อปป์และเอเย่นต์ต้องการเดินทางอย่างเป็นความลับที่สุด เขาใส่หมวกเบสบอลเพื่อปิดบังตัว หนึ่งในเจ้าหน้าที่สนามบินมิวนิก (ซึ่งจำเขาได้) ถามว่า “ไปทำอะไรที่ JFK ครับ?” (ท่าอากาศยานนานาชาติ, สหรัฐอเมริกา) “ไปดูเกมบาสเก็ตบอลครับ” คล็อปป์ตอบทันควัน แต่เอ่อ เกมมันจะเริ่มในอีกสี่สัปดาห์ครั้งหน้า (ก็หวังว่าเขาจะไม่ใช่แฟนบอลลิเวอร์พูลจอมสืบนะ)

คล็อปป์มาถึงแมนฮัตตัน เข้าเช็คอินที่โรงแรมพลาซ่า อเวนิว แบบเงียบ ๆ “คุณพระ ค.. คล็อปป์!” พนักงานต้อนรับอุทานเสียงดัง เดชะบุญสำหรับคล็อปป์ ไม่มีใครเอาข้อมูลลูกค้าคนดังไปแชร์ต่อในทวิตเตอร์

ตอนที่จอห์น ดับเบิ้ลยู เฮนรี่, ทอม แวร์เนอร์, และไมค์ กอร์ดอน เริ่มพูดคุยกับคล็อปป์และเอเย่นต์นั้นมันค่อนข้างเย็นแล้ว หนุ่มร่างใหญ่สร้างความประทับใจให้ทีมบริหารของลิเวอร์พูลตั้งแต่แรกเห็นไปจนถึงการสนทนา ทำให้พวกเขาคุยกันถึงดึกที่สำนักทนายความแล้วก็มีเรื่องคุยกันต่อทั้งวันในวันถัดไปจนกระทั่งไปจบการสนทนาที่โรงแรม พวกเขาคุยกันเพื่อให้มั่นใจว่า “เจอร์เก็น คล็อปป์คือคนที่สำหรับสโมสรลิเวอร์พูล และลิเวอร์พูลคือสโมสรที่ใช่สำหรับเจอร์เก็น คล็อปป์”

เสน่ห์ที่ไมค์ กอร์ดอนค้นพบภายใต้รอยยิ้มกว้างของชายร่างใหญ่ คือความสามารถที่หลากหลาย ตั้งแต่การแสดงออกไปจนถึงระดับมันสมอง เขามีความคิดที่เป็นระบบ ชัดเจนและบริสุทธิ์ มีทักษะด้านการสื่อสารแม้ว่าภาษาอังกฤษจะไม่ใช่ภาษาแม่

“ฟุตบอลเป็นมากกว่าระบบ” คล็อปป์อธิบายให้ตัวแทนจาก FSG เข้าใจวิถี “บางครั้งก็มีฝนตก มีการปะทะ เสียงอื้ออึงในสนาม” “ที่สำคัญ ฝูงชนในแอนฟิลด์จะต้อง ‘ถูกปลุก’ ด้วยสไตล์และผลงาน, ต้อง ‘กระตุ้น’ ทีม และในทางกลับกัน จะต้องกลายเป็นเครื่องขยายความอึกทึกในสนามอยู่ตลอดเวลา” นี่คือความหมายของคำว่า ฟุตบอลในจิตวิญญาณจากมุมมองของคล็อปป์

“มันชัดเจนเลยว่าเจอร์เก็น ผู้จัดการทีมฟุตบอลคนนี้ อยู่ในระดับเดียวกันกับผู้นำองค์กรหรือใครสักคนที่คุณจะฝากบริษัทให้ดูแล ผมพูดในฐานะคนที่ใช้ชีวิต 27 ปีเป็นนักลงทุน ได้ทำงานร่วมกับซีอีโอระดับท็อปและผู้นำด้านธุรกิจในอเมริกาและยุโรปมากมาย แน่นอน เขาคือคนที่ใช่สำหรับผม เราก็เลยคุยกันต่อเรื่องสัญญาส่วนตัว แล้วคล็อปป์ก็ขอตัวออกจากวงสนทนาไป” ปล่อยให้เอเย่นต์จัดการ” ไมค์ กอร์ดอนกล่าว

หนึ่งในบุคคลสำคัญ ที่เป็นดั่งเทพีแห่งโชคชะตาระหว่างคล็อปป์และลิเวอร์พูล ก็คือ อุลล่า ซานดร็อค ภรรยาผู้เคยถูกขนานนามว่า “สตรีหมายเลขหนึ่งแห่งบุนเดสลีกา” ในช่วงเวลาที่คล็อปป์พาดอร์ทมุนด์เถลิงแชมป์ลีก 2 สมัย เธอเป็นผู้แนะนำให้เจอร์เก็นปฏิเสธข้อเสนอจากเอ็ด วู้ดเวิร์ด แต่กลับบอกว่า “ลิเวอร์พูลนี่ล่ะ ใช่สำหรับคุณ” มีหรือที่ผู้นำสมาคมพ่อบ้านใจ (ไม่) กล้าจะดื้อรั้น

ปัจจุบันอุลล่าทำงานอาสาสมัครในเมืองลิเวอร์พูล และเขียนหนังสือเด็ก ในวันที่ลิเวอร์พูลเถลิงแชมป์ยุโรป ทวิตเตอร์แชร์ภาพหญิงคนหนึ่งยืนอยู่บนถังขยะท่ามกลางฝูงชน ชูมือขึ้นเป็นสัญลักษณ์ของผู้ชนะ นั่นคือสตรีหมายเลขหนึ่งของลิเวอร์พูลในเวลานี้ เธอยังเป็นคนบอกให้คล็อปป์ต่อสัญญากับทีมไปจนถึงปี 2024 อีกด้วย

“มันเป็นเรื่องแปลก ราวกับว่าเขาถูกสร้างขึ้นมาเพื่อลิเวอร์พูล”

ไมค์ กอร์ดอนส่งข้อความ “ไม่มีคำไหนจะบรรยายความตื่นเต้นของเราได้เลย” ให้เจอร์เก็นหลังการเจรจาบรรลุ ในข้อความตอบกลับ คล็อปป์กล่าวขอโทษที่ไม่รู้จะเลือกใช้คำไหนเหมือนกัน ยกเว้นคำเดียวที่จะแทนความรู้สึกทั้งหมดของเขา ‘ว้าวววววววว’

เหมือนกับแฟนบอลอย่างเรา ที่สบถผ่านหน้าจอในวันที่สโมสรประกาศแต่งตั้งผู้จัดการทีมคนใหม่ “เชี่ยยยยย จริงปะเนี่ย”

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของตำนาน

END