วิเคราะห์ : นานแค่ไหนกว่าที่เจอร์ราดจะเหมาะเป็นกุนซือหงส์แดง ?

ใครคือคนที่เดอะค็อปอยากให้เป็นผู้นำชูถ้วยพรีเมียร์ลีกมากที่สุด ?

คำตอบคือ สตีเว่น เจอร์ราร์ด แม้โอกาสในฐานะนักฟุตบอลกัปตันจะจบลงไปแล้ว แต่ในฐานะผู้จัดการทีมยังคงมีอยู่

หลังจากอำลาทีมไปในปี 2015 เจอร์ราร์ดค้าแข้งครั้งสุดท้ายให้กับสโมสรแอลเอ กาแล็กซี่ ในเมเจอร์ลีก ซ็อกเกอร์ช่วงสั้น ๆ ก่อนจะกลับมาที่ลิเวอร์พูลอีกครั้งในปี 2017 ในฐานะโค้ชอะคาเดมี่ เขาทำงานหน้าที่โค้ชและโรลโมเดลได้เป็นอย่างดีจนสโมสรแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทีมชุดยู 19 สู้ศึก UEFA Youth League 2017/18 (แพ้จุดโทษแมนเชสเตอร์ซิตี้ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย) นั่นคือประสบการณ์ครั้งแรกของเขา

เมษายน 2018 เจอร์ราร์ดได้รับข้อเสนอจากสโมสรเรนเจอร์ส และตัดสินใจอำลาลิเวอร์พูลอีกครั้งไปเป็นผู้จัดการทีมในลีกสก๊อตแลนด์ เปิดตัวสง่างามด้วยการพาทีมชนะในศึกยูโรป้าลีก เขาพาทีมไร้พ่ายใน 12 เกมแรกของทุกรายการ ก่อนจะไปจบสถิติด้วยการพ่ายแพ้ต่อเซลติก แต่สามารถพาทีมกลับมาชนะในศึกโอลด์เฟิร์มดาร์บี้ได้ในวันที่ 29 ธันวาคม 2018 นับเป็นชัยชนะครั้งแรกของเรนเจอร์สนับตั้งแต่ปี 2012

ความสามารถด้านกุนซือของอดีตกัปตันเป็นอย่างไร ?

เจอร์ราร์ดไม่ได้มีงบประมาณเสริมทัพมากมายที่เรนเจอร์ส เขาเคยออกมายอมรับว่ามีงบประมาณในการแย่งแชมป์น้อยกว่า(เซลติก) เป็นเท่าตัว และถึงแม้ว่าเขาและทีมงานจะทำงานหนักมากเพื่อไปถึงเป้าหมาย แต่ปัจจัยทางการเงินก็ยังเป็นสิ่งที่จำเป็น นั่นทำให้เจอร์ราร์ดต้องดึงนักเตะมากมายที่ไม่เป็นที่ต้องการเข้าทีม และมันแสดงให้เห็นความสามารถในการรีดเร้นศักยภาพนักฟุตบอลของเขา

ฤดูกาลที่แล้ว อัลเฟรโด้ โมเรลอส คว้ารางวัลดาวซัลโวของลีก แล้วฤดูกาลนี้ เจอร์เมน เดโฟ วัย 37 ปี ก็ได้เกิดใหม่อีกครั้งในฐานะดาวซัลโซของเรนเจอร์ส เจอร์ราร์ดยังดึงดาวรุ่งที่ไม่รุ่งของลิเวอร์พูลหลายคนไปใช้งาน ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือ เจ้าหนู ไรอัน เคนต์ วัย 23 ปี ที่กลายเป็นกำลังสำคัญของอดีตรุ่นพี่สเกาเซอร์ที่แอนฟิลด์

สไตล์ฟุตบอลของเจอร์ราร์ดนั้นคือเฮฟวี่ เมทัลฟุตบอลของจริง เขานิยมให้ลูกทีมวิ่งเพรสซิ่งในแดนสูง ผลคือพวกเขาทำประตูได้มากที่สุดในลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้ว และยังสามารถปฏิวัติแนวรับอันย่ำแย่ของทีมได้อีกด้วย ช่วงแรกของการคุมทีม การเพรสซิ่งดุช่วยให้เรนเจอร์สมีฟอร์มที่สุดพีค ไร้พ่ายถึง 12 เกมติด แต่เมื่อถึงช่วงหนึ่ง ผลงานของทีมก็ดร็อปลงอย่างน่าประหลาดใจ ก่อนที่เจอร์ราร์ดและแมคอัลลิสเตอร์จะปรับสไตล์ทีม เราจะไปดูกันว่าเกิดอะไรขึ้น

ช่วงแรกของการคุมทีม เจอร์ราร์ดได้รับอิทธิพลจากการทำงานร่วมกับเจอร์เก็น คล็อปป์เป็นอย่างมาก ทว่า การเพรสซิ่งในระบบ 4-3-3 ต้องมีองค์ประกอบที่ค่อนข้างสมบูรณ์ ทั้งเรื่องสภาพร่างกาย การเคลื่อนที่ซ้อนตำแหน่ง และการสื่อสารในทีม เมื่อเวลาผ่านไป เรนเจอร์สก็โดนอ่านออก คู่แข่งเริ่มตั้งรับลึก

ในเกมที่เจอกับอเบอร์ดีน พวกเขาเจอปัญหาในการเข้าทำใส่คู่ต่อสู่ที่ตั้งกำแพงอยู่หน้ากรอบ คู่แข่งปล่อยให้นักเตะเรนเจอร์สครองบอล แต่ลูกทีมเจอร์ราร์ดไม่ได้มีการเคลื่อนที่กว้างและหลากหลายพอ ต่อมาเจอร์ราร์ดลองเปลี่ยนไปใช้ 3-5-2 ในเกมที่เจอกับมาเธอร์เวล มันได้ผล! การขยายพื้นที่ด้วยฟูลแบ็ก ช่วยพวกเขาขึ้นนำก่อนถึง 3 ประตู ทว่า ความไม่คุ้นเคยในการเล่นหลัง 3 ก็ทำให้กำแพงพังทลาย จอน ฟลานาแกนที่ไม่เคยเล่นเซ็นเตอร์แบ็คมาก่อนโดนเผาจนไหม้

หลังจากนั้น เจอร์ราร์ดและแกรี แมลอัลลิสเตอร์ก็ปรับไปเล่น 4-4-2 แบบเพชร ฟูลแบ็กเติมเกมสูงสนับสนุนเกมริมเส้น กลางสองคนเล่นกันตรงกลาง มีกามาราและเคนต์เป็นตัวสร้างพื้นที่ อาร์ฟิลด์ในบทบาทกลางรุกประสานงานกับกองหน้าอย่างเดโฟและอัลเฟรโด้  เป็นการปรับทีมที่น่าประทับใจ

เมื่อนึกถึงทีมที่ค่อนเต็มไปด้วยข้อจำกัดทางการเงิน สตีเว่น เจอร์ราร์ดทำทีมได้น่าปรบมือไม่น้อย เขาค่อย ๆ พัฒนาให้เรนเจอร์สไปไกลขึ้นในระดับยุโรปโดยเริ่มต้นจาก 4-3-3 ของเจอร์เก็น คลอปป์ มาเป็นฟุตบอลในฉบับของตน

เจอร์เก็น คลอปป์ เคยให้สัมภาษณ์ว่า “สตีเวนก็เหมือนเคนนี (ดัลกลิช) ตรงที่ทั้งคู่ต่างก็จะได้รับการสนับสนุนที่จากแฟนบอลดุจเดียวกัน ถ้าพรุ่งนี้ผมถูกเลิกจ้างแบบสายฟ้าแลบ บางทีเคนนีอาจเป็นตัวเลือกแรกของสโมสร แต่ผมมั่นใจเลยว่าวันหนึ่งสโมสรจะดึงสตีวี่กลับมาจากเรนเจอร์ด้วย

“ถ้าคุณถามว่าใครควรเป็นกุนซือถัดจากผม ผมจะตอบว่าสตีวี่ เขาจะได้รับการยอมรับจากแฟนบอลซึ่งเป็นด่านแรกของกุนซือ และผมจะช่วยเขาทุกวิถีทางที่ทำได้” เจอร์เก็น คลอปป์ เป็นคนที่เข้าใจหัวอกเจอร์ราดดีที่สุดจากการที่เขาเองก็เป็นนักเตะและกุนซือของไมนซ์ 05 มาก่อนเหมือนกัน

แต่นานแค่ไหนกว่าที่เจอร์ราดจะกลับมาเป็นกุนซือลิเวอร์พูลอีกครั้ง ?

คำถามนี้แม้จะถามถึงช่วงเวลา แต่คำตอบขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ พื้นฐานสองสามข้อดังนี้

หนึ่ง – อย่างน้อยที่สุดเขาต้องคว้าแชมป์กับกลาสโลว เรนเจอร์ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งแชมป์ลีกเหนือเซลติก)

สอง – เจอร์เก็น ยังเหลือเวลาอีก 4 ปีในการนำทัพลิเวอร์พูล ในช่วงเวลานี้ เจอร์ราร์ดต้องได้มาคุมสักทีมใดทีมหนึ่งในเกาะอังกฤษหรือลีกระดับท็อปของยุโรป ก่อนที่เส้นทางของเขาจะมาบรรจบกับลิเวอร์พูลอีกครั้ง ในเวลาที่เหมาะสม

สาม – ย้อนกลับไปสมัยที่เคนนี ดัลกลิชเป็นกุนซือให้กับลิเวอร์พูลรอบแรก เขาแบกความกดดันจากอีโก้ของแฟนบอลเอาไว้มากและถูกวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ นาๆ นั่นคือสิ่งที่เจอร์ราดอาจต้องเผชิญ จริงอยู่ที่เขาเป็นกัปตันที่ผู้คนหลงรัก แต่อารมณ์ของแฟนบอลเปลี่ยนง่ายถ้าผลงานในสนามไม่ตอบโจทย์

เจอร์ราดเองก็รู้เรื่องนี้ดี มีนักข่าวเคยถามว่าเขาจะกลับมาเป็นกุนซือลิเวอร์พูลในเร็วๆ นี้ไหม ? เขาตอบว่า “ผมไม่ไร้เดียงสาขนาดที่ว่าจะกลับไปสู่ลิเวอร์พูลในตอนนี้ ผมยังต้องเรียนรู้อะไรอีกมาก และต้องการใส่สมาธิทั้งหมดไปกับเรนเจอร์เสียก่อน”

สตีเว่น เจอร์ราดจะกลับสู่ลิเวอร์พูลในสักวันหนึ่ง ไม่ใช่ในฐานะกัปตัน แต่ในฐานะกุนซือคนหนึ่งที่แฟนบอลไว้ใจให้เขากุมบังเหียนพาลิเวอร์เบิร์ดสยายปีกในโลกฟุตบอลได้!

จบ