สบัดปีกหงส์สะเทือนดวงดาว

หนึ่ง.ปฏิวัติแนวรับวงการลูกหนัง

28 ธันวาคม 2017 ลิเวอร์พูลประกาศเซ็นสัญญากับเฟอร์กิล ฟานไดก์ด้วยราคาสูงถึง 75 ล้านปอนด์ เซ็นเตอร์แบ็กย้ายมาจากสโมสรเซาแธมป์ตันพร้อมกับคำปรามาสและบูลลี่ “มีเงินอย่างเดียวไม่ได้นะ ต้อง ‘โง่’ ด้วย”

20 กรกฎาคม 2018 ลิเวอร์พูลจ่ายเงินเป็นสถิติโลกอีกครั้ง ด้วยการเซ็น อลิซอน เบ็กเกอร์ ผู้รักษาประตูทีมชาติบราซิลมาจากสโมสรโรม่า 67 ล้านปอนด์

ทั้งคู่ถูกตั้งคำถามเดียวกันในตอนเริ่มต้น “แพงขนาดนี้ จะรับมือกับความกดดันไหวมั้ย?” “รู้ว่าเก่ง แต่มันจะคุ้มเหรอ? ถูกกว่านี้ก็มีนะ”

ช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ราคาค่าตัวของนักฟุตบอลเติบโตทะลุเพดาน สโมสรที่มีเจ้าของระดับมหาเศรษฐีลงทุนระดับร้อยล้านยูโรเพื่อที่จะเสริม “โคตรกองหน้า” “เจ้าแห่งปีก” หรือ “สุดยอดเพลย์เมกเกอร์” เข้าไปยกระดับทีม แต่ไม่มีใครคิดว่าการลงทุนหนักกับกองหลังจะคุ้มค่า โดยเฉพาะเมื่อมองไปที่ผลงานของ จอห์น สโตนส์ และ ดาวิด ลุยซ์ สองเซ็นเตอร์แบ็กราคา 50 ล้านปอนด์  หรือแม้กระทั่งชโกดราน มุสตาฟี่ที่อาร์เซนอลจ่ายหนักถึง 35 ล้านปอนด์ เพราะว่าเซ็นเตอร์แบ็กเป็นตำแหน่งที่แบกรับความกดดันสูง ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจทำให้ทีมเสียประตูและจะถูกจดจำไปในฐานะนักฟุตบอลจอมเฟอะฟะ เหมือนกับที่ เดยัน ลอฟเรน กองหลังราคา 20 ล้านปอนด์ของลิเวอร์พูลโดนเย้ยหยันมาตลอด

ทว่า ฟาน ไดก์คือผู้เปลี่ยนแปลงมุมมองที่มีต่อผู้เล่นแนวรับ ผลงานการยกระดับสโมสรลิเวอร์พูลของเขาได้แพร่อิทธิพลกองหลังไปทั่วยุโรป ฟาน ไดก์ไม่ใช่แค่เล่นเกมรับอย่างแข็งแกร่งสุดพลัง หรือเติมขึ้นไปโหม่งทำประตู แต่ยังสามารถเซ็ตบอลช่วยแนวรุก จัดระเบียบแผงผู้เล่น ส่งออร่าไปทั่วสนาม

แน่นอนว่าใคร ๆ ก็อยากชิงฟาน ไดก์ไปจากลิเวอร์พูล ติดอยู่ที่ตรงที่มูลค่าของเขานั้นสูงระดับ 200 ล้านปอนด์ และความจงรักภักดีที่แสดงออกมาอย่างชัดเจนก็เป็นการปฏิเสธความเป็นไปได้ในการย้ายสโมสรโดยไม่ต้องสืบ ทำให้สโมสรระดับท็อปเริ่มมองหาเซ็นเตอร์แบ็กรุ่นใหม่ที่จะสามารถเล่นได้ในระดับเดียวกัน เกิดการลงทุนระดับ 70-80 ล้านปอนด์ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น มัทไธจ์ เดอลิกต์ – 68 ล้านปอนด์, ลูคัส แอร์นานเดส –70 ล้านปอนด์, แฮร์รี่ แมกไกวร์ – 85 ล้านปอนด์

ลิเวอร์พูลย่างเท่าดึงฟานไดซ์เข้าทีมด้วยสถิติโลกเพียงครั้งเดียวก็เปลี่ยนมาตรฐานของการซื้อกองหลังบนโลกฟุตบอลได้ !

ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของราคา ลิเวอร์พูลยังสร้างนิยามใหม่ให้กับการเล่นแนวรับ ไล่ตั้งแต่ตำแหน่งผู้รักษาประตูถึงฟูลแบ็ก พวกเขามีส่วนอย่างมาก (มาก ๆ) ในการสร้างโอกาสทำประตูของทีม

ถ้าเทียบกับฟุตบอลเยอรมันสมัยก่อนที่เคยมีตำแหน่ง “ลิเบโร่” (กองหลังที่เป็นจุดเริ่มต้นของการทำเกมรุก) 1 คนในแผงหลัง ลิเวอร์พูลตอนนี้มีผู้เล่นที่ทำหน้าที่คล้ายลิเบโร่อย่างน้อย 3 คน (เพราะขึ้นอยู่กับว่าเซ็นเตอร์ที่ยืนคู่ฟานไดซ์วันนั้นเป็นใคร) นอกจากนี้ ลิเวอร์พูลยังทำให้ตำแหน่ง “สวีปเปอร์ คีปเปอร์ (Sweeper Keeper – ตำแหน่งผู้รักษาประตูที่ยืนชิดกับตำแหน่งแนวรับของทีมเพื่อมีบทบาทกับทีมมากกว่าผู้รักษาประตูทั่วไป นอกจากนั้นยังมีบทบาทในการออกบอลจากจังหวะสวนกลับของทีมแบบที่อลีสซงเคยทำร่วมกับซาลาห์ในเกมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด)” กลายเป็นที่นิยมมากขึ้น ผู้รักษาประตูที่ยืนติดเส้นเริ่มตกยุค ผู้รักษาประตูยุคใหม่ต้องกล้าตัดสินใจ รับผิดชอบพื้นที่ไกลกว่ากรอบเขตโทษ และมีส่วนร่วมกับการเปิดเกมรุก

แตร์ สเตเก้น, อลิซอน เบ็กเกอร์, เอเดอร์ซอน, จิอันลุยจิ ดอนนารุมมา, อังเดร โอนานา คือผู้รักษาประตูระดับท็อปยุคใหม่ที่เล่นด้วยสไตล์ สวีปเปอร์ คีปเปอร์

สอง.ปฏิวัติความเชื่อ

ลิเวอร์พูลเคยเป็นทีมที่หมดท่าหากโดนขึ้นนำแล้วต้องเผชิญหน้ากับนักเตะทีมคู่แข่งยืนตั้งแถวเป็นกำแพงสองชั้น ทว่า ในช่วงเวลาที่น่าสิ้นหวังนั้น นักฟุตบอลลิเวอร์พูลชุดนี้สามารถเปลี่ยนมันเป็นความท้าทาย พวกเขาไม่ปล่อยให้โอกาสในการได้ครอบครองบอลสูญเปล่า ออกอาวุธสารพัดจนสามารถเอาชนะได้ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง

“เมื่อตอนที่นิวคาสเซิลของผมลงเล่นกับลิเวอร์พูล นักเตะของเราที่ว่าวิ่งเร็วแล้วก็เร็วสู้เขาไม่ได้ ทางเดียวที่จะคว้าอะไรสักอย่างได้คือการเล่นเกมรับให้แน่นที่สุด ปัญหาคือ คุณไม่สามารถรักษาความเหนียวแน่นให้เป็นปึกแผ่นไว้ได้ตลอด หากปล่อยให้โดนไล่บี้ตลอดเวลา เป็นไปไม่ได้เลยที่จะเล่นเกมรับอย่างเดียว 90 นาที ดังนั้นก็ต้องลองสร้างสรรค์ด้วยเกมสวนกลับ คุกคาม ทำอะไรก็ได้ให้พวกเขากังวล”

“คุณต้องพยายามหนีการเพรสซิ่งให้ได้ ต้องมีความเร็ว มีทักษะในการเล่นริมเส้นในพื้นที่สุดท้าย ถ้าทำไม่ได้ ก็ต้องกลับมาสู้กันด้วยความแม่นยำในการผ่านบอล ซึ่งไม่มีทางเหนือกว่าพวกเขา ที่สุดแล้ว พวกเขาจะเหนือกว่าคุณ เร็วกว่า และแข็งแรงกว่าด้วย” – ราฟา เบนิเตซเปิดเผยแผนเอาชนะลิเวอร์พูล ที่สรุปความได้ว่า “แทบเป็นไปไม่ได้” (หากไม่มีกรรมการ หรือกรรมเวรคอยช่วย)

ลูกทีมของเจอร์เก้น คล็อปป์ทำให้การ “คัมแบ็ก” กลายเป็นอัตลักษณ์ประจำตัว ปกติแล้วการพลิกกลับมาชนะคืออะไรที่ยิ่งใหญ่ แต่สำหรับลิเวอร์พูลในตอนนี้ มันคือความเชื่อมั่นในกลุ่มแฟนบอลว่า “หากเราส่งใจไป นักเตะจะส่งชัยชนะกลับมาเสมอ”

ลิเวอร์พูลไม่ใช่ทีมที่เล่นฟุตบอลสไตล์ต่อบอลสมบูรณ์แบบได้ในทุกเกม ความสวยงามของฟุตบอลแบบลิเวอร์พูลคือความไม่ยอมแพ้ต่างหาก

โมเดล “ใจสู้” ของลิเวอร์พูลนั้นส่งอิทธิพลไปยังสโมสรต่าง ๆ ทั่วยุโรป ไม่มีใครกล้าการันตีผลฟุตบอลเหย้าเยือนในเลกแรก ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายได้เปรียบหรือเพลี่ยงพล้ำ ภาพประวัติศาสตร์ที่ลิเวอร์พูลพลิกคว่ำบาร์เซโลน่าถูกหยิบยกมาเป็นกรณีตัวอย่างเสมอ

กุญแจสู่นัดชิงแชมเปี้ยนส์ลีกไม่ได้ถูกผูกขาดด้วยสโมสรจากสเปนอีกต่อไปแล้ว บาร์เซโลน่าและเรอัล มาดริดไม่ใช่ทีมผูกขาดแชมป์ยุโรปอีกต่อไปแล้ว

สาม.ปฏิวัติกฏการเงิน

ก่อนที่จะมีการบังคับใช้ Financial Fair Play (FFP) การ “เทคโอเวอร์สโมสร” กลายเป็นเทรนด์ในหมู่มหาเศรษฐี หลายสโมสรพุ่งแตะความสำเร็จเหมือนติดบั้งไฟ ด้วยเงินอัดฉีดจากเจ้าของทีม นั่นทำให้สโมสรเก่าแก่เติบโตไม่ทันเพราะไร้เม็ดเงินในการต่อกรกับทีมเศรษฐีหน้าใหม่

เจ็บไปถึงขั้วหัวใจเพราะหนึ่งในสโมสรเก่าแก่ต้องตกที่นั่งลำบากในยุคทุนนิยมคือ ลิเวอร์พูล

ริค แพร์รี่ อดีตประธานสโมสรลิเวอร์พูลยอมรับความจริงว่าการบริหารทีมแบบครอบครัวไม่สามารถนำพาสโมสรไปกว่าเดิม จึงมีความคิดที่จะขายสโมสร มีนักลงทุนติดต่อไปมากมาย คุณริคพิจารณาแล้วหลงเชื่อในคำสัญญาของ จอร์จ ยิลเล็ต และ ทอม ฮิคส์ ที่จะลงทุนซื้อนักฟุตบอลชั้นนำและขยายสแตนด์ในแอนฟิลด์ สุดท้ายแล้วคู่หูปลิงมะกันไม่ใช่แค่โกหกแต่ยังกู้ยืมธนาคาร จนเกือบทำให้สโมสรล้มละลาย

UEFA เริ่มใช้กฎ “ความแฟร์ทางการเงิน” ในช่วงซัมเมอร์ปี 2011 ไม่นานนักหลังกลุ่มทุน NESV (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น FSG) เข้าเทคโอเวอร์สโมสรลิเวอร์พูลด้วยเงินเพียง 300 ล้านปอนด์ ซึ่งแฟนบอลลิเวอร์พูลไม่มีโอกาสได้เลือกนายใหม่หรือต่อรอง เพราะเหลือเวลาในการชำระหนี้ไม่ถึง 24 ชม. กลุ่ม NESV นำเงินส่วนหนึ่งไปเคลียร์หนี้ 237 ล้านปอนด์ให้ธนาคาร Royal Bank of Scotland ก่อนที่สโมสรจะถูกนำไปขายทอดตลาด

ในช่วงแรกแฟนบอลยังไม่ได้สนใจเรื่อง FFP มากนัก เพราะกว่าที่บทลงโทษแรกจะเริ่มใช้งานก็ปี 2013 สโมสรอื่น ๆ ยังคงลงทุนเสริมนักเตะระดับสถิติ สวนทางกับลิเวอร์พูลที่ถูกบริหารงานด้วยกลยุทธ์ Money Ball เน้นขายส่วนเกิน และเสริมทีมไปตามสภาพผลงานของทีม การไม่สามารถคว้าแชมป์ได้ บวกกับการปล่อยตัวนักฟุตบอลอย่าง หลุยส์ ซัวเรส และสตีเว่น เจอร์ราร์ดทำให้เกิดกระแส “FSG OUT”

ปี 2015 ลิเวอร์พูลกลายเป็นทีมที่ไม่เหลือกองหน้าที่ผลิตสกอร์ได้ สภาพทีมดูไร้อนาคตสุด ๆ ที่สุดแล้วสโมสรประกาศปลดเบรนดัน ร็อดเจอร์สหลังทีมหล่นไปอยู่อันดับที่ 12 แล้วแต่งตั้งเจอร์เก้น คล็อปป์แบบช็อกโลก ตั้งแต่นั้นมา คล็อปป์กับ FSG ก็ทำงานอย่างสอดประสานกัน ค่อย ๆ พัฒนาและเสริมทีมจนมีทั้งนักเตะระดับทีมบัลลงดอร์ในทุกตำแหน่ง

ช่วง 2 ปี หลัง สโมสรดัง ๆ เริ่มมีปัญหากับการควบคุมงบเสริมทีมภายใต้กฎ FFP ไม่ว่าจะเป็น บาร์เซโลน่า, เรอัล มาดริด, เชลซี, ปารีสฯ, เอซี มิลาน, และล่าสุดคือแมนเชสเตอร์ ซิตี้ แต่ภายใต้ความเข้มงวดของยูฟ่าที่ส่งผลกระทบไปทั่วยุโรปนั้น กลับทำให้สโมสรที่บริหารการเงินด้วยระบบบัญชีที่สมดุลมีผลงานในสนามที่แข็งแรงขึ้น (ยกเว้นไว้ทีมหนึ่ง ที่หาเงินเก่งกว่าหาแต้ม) และลิเวอร์พูลก็คือหนึ่งในสโมสรที่ได้รับประโยชน์จากกฎ FFP

ล่าสุด ลิเวอร์พูลได้ออกรายงานการเงินประจำปี 2019 (พฤษภาคม 2018 – 2019) สโมสรมีผลประกอบการพุ่งสูงขึ้นจาก 78 ล้านปอนด์เป็น 553 ล้านปอนด์ แบ่งเป็น Media revenue เพิ่มขึ้นจาก 41 เป็น 261 ล้านปอนด์ Commercial Revenue เพิ่มจาก 34 เป็น 188 ล้านปอนด์ และ Match revenue จาก 3.5 เป็น 84 ล้านปอนด์

ในช่วงเวลาเดียวกันนั้น ลิเวอร์พูลสามารถจ่ายเงินถึง 223 ล้านปอนด์ให้กับนักฟุตบอลอย่าง ฟาบินโญ่, อลิซอน, นาบี เกอิตา, และเซอร์ดาน ชากิรี แล้วยังแบ่งเงินอีก 50 ล้านปอนด์ไปลงทุนสร้างสนามซ้อมใหม่ New Kirkby ที่มีกำหนดการเปิดให้นักเตะทีมชุดใหญ่และเยาวชนลงซ้อมร่วมกันในเดือนมิถุนายนปีนี้

ค่าเหนื่อยรวมของนักฟุตบอลชุดใหญ่เพิ่มจาก 263 ล้านปอนด์เป็น 310 ล้านปอนด์ คิดเป็น 58% ของประกอบการ และกำลังดำเนินการขอใบอนุญาตขยายความจุของแอนฟิลด์เป็น 61,000 ที่นั่งก่อนฤดูกาล 2022/23 จะเริ่ม

ลิเวอร์พูลสามารถเพิ่มงบเสริมทัพ ค่าเหนื่อย และสาธารณูปโภค ในขณะที่ตัวเลขทางบัญชียังเป็นสีเขียว (มีกำไร) ส่วนที่เป็นหนี้นั่น เหลือหนี้กับธนาคารเพียง 12 ล้านปอนด์ (จาก 46 ล้าน) และหนี้ที่ FSG ให้กู้มาสร้าง new Main Stand 100 ล้านปอนด์ ก็ลดเหลือ 79 ล้านปอนด์

นอกเหนือไปจากเงินรางวัลจากการเป็นแชมป์ ส่วนแบ่งถ่ายทอดสดแล้ว ลิเวอร์พูลยังเซ็นสัญญากับพาร์ทเนอร์ใหม่ถึง 9 ราย และล่าสุดคือสปอนเซอร์บนหน้าอกที่เปลี่ยนจาก NB เป็น Nike แล้วคาดการณ์ว่าจะทำให้ลิเวอร์พูลได้เงินสนับสนุนปีละ 80 – 100 ล้านปอนด์

ลิเวอร์พูลทำให้โลกทั้งใบได้เรียนรู้ว่า ฟุตบอลที่ประสบความสำเร็จนั้นไม่จำเป็นต้องอาศัยทุนอัดฉีดจากมหาเศรษฐีก็สามารถครองความยิ่งใหญ่บนโลกลูกหนังได้

END