สารคดีสีแดง : เบื้องหลังการลาออกจากผู้จัดการทีมของ คิงเคนนี ที่ไม่มีแม้แต่คำอำลา

15:06 น. ของวันที่ 15 เมษายน 1989 โลกลูกหนังได้จารึกเหตุการณ์ครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ฟุตบอล ที่สนามฟุตบอล “ฮิลส์โบโร่” ในเกมการแข่งขันเอฟเอคัพ รอบรองชนะเลิศระหว่าง ลิเวอร์พูล กับ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์

เคนนี่ ดัลกลิช นำทัพหงส์แดงลุ้นดับเบิ้ลแชมป์ในฤดูกาลนั้น เกมที่สนามของสโมสรเชฟฟิลด์ เว้นสเดย์ เริ่มไปได้เพียง 6 นาที ผู้ตัดสินก็สั่งยุติการแข่งขัน เนื่องจากคนดูเข้าไปในสนาม จนเกินว่าที่อัฒจรรย์จะรับไหว

ทว่าไม่ทันการณ์ เสียงเชียร์ดังสนั่นจากด้านใน กระตุ้นให้แฟนบอลด้านนอกพยายามเบียดเสียดเข้าไปชมเกมให้ได้ คนด้านในไม่ออก คนด้านนอกจะเข้า แฟนบอลด้านในเริ่มโดนดันให้ติดกับรั้วเหล็กที่กั้นระหว่างสนามฟุตบอลกับสแตนด์ เมื่อจัดการไม่ได้ เจ้าหน้าที่บางคนจึงหนีเอาชีวิตรอด ปล่อยให้แฟนบอลดิ้นรนกันเอง  ท้ายสุดของเหตุการณ์นั้นมีผู้โชคร้ายร่วม 96 ราย

เหตุการณ์นี้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการฟุตบอล รั้วเหล็กที่กั้นแฟนบอลกับนักเตะถูกถอดออก การเชียร์ถูกเปลี่ยนจากยืนมาเป็นนั่งบนเก้าอี้ รวมไปถึงมาตรฐานความปลอดภัยต่างๆ สโมสรลิเวอร์พูลเองก็มาถึงจุดเปลี่ยงแปลงตลอดการ

ศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 1991 ในขณะที่ลิเวอร์พูลโบยบินอยู่หัวตาราง นำรองจ่าฝูงอยู่ 3 คะแนน กลับมีประกาศที่ทำให้แฟนบอลหงส์แดงทุกคนหัวใจสลาย เมื่อผู้จัดการทีมเคนนี่ ดัลกลิช นักเตะและโค้ชผู้ภักดีกับสโมสรมาตลอดชีวิต ได้ขอลาออกจากการเป็นผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล เขาไม่ทิ้งประโยคอำลาอย่างเป็นทางการเอาไว้เลยแม้แต่คำเดียว

ปริศนาคาใจทั้งหลายถูกเปิดเผยผ่านอัตชีวประวัติ “Dalglish” ที่ตีพิมพ์ในปี 1997

“ฮิลส์โบโร่คือปัจจัยที่สำคัญที่สุดของการตัดสินใจลาออกจากลิเวอร์พูลในปี 1991 ผมถามตัวเองว่า ‘ทำไมผมต้องรู้สึกถึงความกดดัน?’ คนที่อยู่ภายใต้ความกดดันคือคนที่โชคร้ายและครอบครัวของพวกเขาไม่ใช่หรือ ความเป็นจริงแล้ว ผมต้องการที่จะออกจากแอนฟิลด์ตั้งแต่ปี 1990 หนึ่งปีก่อนที่ผมจะลาออก ช่วงเวลา 22 เดือนระหว่างฮิลส์โบโร่และการลาออก ความตึงเครียดมันมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งวันที่เส้นความอดทนขาดสะบั้น

“วันคริสมาสต์ มีตุ่มขึ้นเต็มร่างกายของผม ลามขึ้นหน้ามาบางส่วน ผมต้องไปพบแพทย์ทุกวันเพื่อฉีดยาระงับ”

ในอัตชีวประวัติของดัลกลิชเปิดเผยว่า บางครั้งเมื่อเขาเดินทางถึงสนามซ้อม แต่เขาทำได้เพียงแค่ฉีดยาเมื่ออาการลุกลามขึ้นและเดินทางกลับบ้านเหมือนแอนฟิลด์เป็นโรงฝังเข็ม

“ผมเข้านอน ตื่นเช้าวันถัดมา กลับไปที่สนามและพยายามจะเริ่มต้นใหม่ ผมไม่รู้เลยว่าว่าผื่นพวกนั้นเป็นผลมาจากความเครียดสะสม ความไม่อดทนของผมเริ่มถูกส่งไปที่เด็ก ๆ มันทำให้ผมผิดหวังในตัวเองมากขึ้น ผมไม่ใช่เลยที่จะเห็นใบหน้าที่เจ็บปวดของพวกเขาเมื่อผมตะคอกใส่

“ผมเลิกดื่มมานานแล้วเพราะต้องมุ่งมั่นอยู่กับอาชีพ แต่ก่อนที่ลาออก ผมกลับดื่มไวน์เพื่อที่จะเข้าสังคมกับครอบครัวได้ หลังจากฮิลส์โบโร่ มาริน่า (ภรรยา) ต้องไปเรียนเรื่องการให้คำปรึกษา เพื่อช่วยเหลือผมทางด้านจิตใจ แต่ครอบครัวก็เห็นอยู่ว่าความจมกับอารมณ์นั้น มันบ่งชี้ว่าถึงเวลาแล้วที่ผมต้องพักเสียที

“ผมเริ่มที่จะสงสัยในตัวเองและความสามารถในการตัดสินใจ ในอดีตผมมักจะตัดสินใจถูกมากกว่าผิดและทำต่อไปโดยไม่คิดอะไร แต่ตอนนี้ผมกลับต้องทุกข์ทรมานกับทุกสิ่ง หลังเกมรีเพลย์เอฟเอคัพ 4-4 กับเอฟเวอร์ตัน ผมคือคนเดียวในกูดิสันพาร์คในค่ำคืนนั้นที่รู้ว่ามันจะเป็นคืนสุดท้าย ลิเวอร์พูลต้องการใครสักคนที่สามารถสั่งการได้ ใครสักที่กล้าตัดสินใจ ผมทำมันต่อไปไม่ไหวแล้ว”

หลังจากเคนนี่ ดัลกลิชอำลาทีมไป ลิเวอร์พูลก็ไม่เคยกลับมาสู่จุดเดิมได้อีกเลย แฟนบอลหลายคนกล่าวโทษว่าเขาคือต้นเหตุของความตกต่ำ ไม่ใช่เพราะเหตุการณ์วิบัติในครั้งนั้น แต่เป็นเพราะการตัดสินใจซื้อขายนักเตะที่ไม่ค่อยเป็นไปตามขนบของบิลล์ แชงคลี่ย์

แต่ถึงอย่างนั้น ความเคืองทั้งหลายก็มลายไปในวันที่เขากลับมาช่วยพลิกวิกฤติที่รอย ฮอดจ์สันทิ้งไว้ในปี 2012 เคนนี่พาลิเวอร์พูลยุคตกต่ำคว้าแชมป์ลีกคัพ และแม้ว่าทีมจะจบที่อันดับ 8 ในลีก แต่แฟนบอลก็ยังยินดีที่จะให้เขาสานต่องานที่ทำไม่จบอีกครั้ง ทว่าคิงเคนนี่ไม่สามารถแบกรับความกดดันที่ต้องเจอกับฟุตบอลสมัยใหม่ได้ เขาลาออกครั้งสุดท้าย แต่ครั้งนี้ ไม่มีความโกรธเคืองจากแฟนบอลอีกต่อไป

One a Red, Always a Red คิงเคนนี่คือตำนานผู้เสียสละ น้อยคนที่จะเข้าใจว่า การลาออกในทุกครั้งมันเกิดจาก “ความรัก” ที่มีต่อสโมสรที่มากเกินกว่าจะเห็นสโมสรพังในมือของตัวเอง และที่สุดแล้ว เขาก็ยังคงอยู่เคียงข้างสโมสรในบทบาทอื่นจวบจนถึงปัจจุบัน เพราะในความเป็นจริงแล้ว เคนนี่ ดัลกลิช ไม่เคยทิ้งสโมสรไปไหนเลย