3 เหตุการณ์ความเสียสละของหงส์แดงต่อเพื่อนร่วมโลกดั่งแก่นแท้ของเพลง YNWA

รู้หรือไม่? 15 มีนาคม 1892 หรือ 128 ปีที่แล้ว คือวันที่ก่อกำเนิดสโมสรลิเวอร์พูลอย่างไม่เป็นทางการ

ปัญหาเรื่องค่าเช่าสนามแอนฟิลด์ระหว่างประธานสโมสรเอฟเวอร์ตันกับ จอห์น โฮลดิ้ง เจ้าของสนามแอนฟิลด์ ทำให้เอฟเวอร์ตันย้ายไปอยู่ที่กูดิสัน พาร์ค คุณจอห์นไม่ต้องการให้สนามถูกทิ้งร้าง จึงฟอร์มทีมฟุตบอล ลิเวอร์พูล เอฟ.ซี. ขึ้นมา เข้าร่วมแลงคาสเชอร์ลีก คว้าแชมป์และได้สิทธิเข้าแข่งในฟุตบอลลีกดิวิชั่น 1 ในปีถัดมา

73 ปีต่อมา เพลง You’ll Never Walk Alone ได้กลายมาเป็นเพลงประจำสโมสรลิเวอร์พูล แม้ว่ามันจะถูกใช้ในหลายสโมสรทั่วยุโรป แต่ไม่มีสโมสรใดที่จะมีชื่อเสียงและสร้างมนต์ขลังให้แก่ YNWA ได้เท่ากับลิเวอร์พูลอีกแล้ว

“คุณจะไม่มีวันเดินเดียวดาย” ไม่ได้เป็นแค่ประโยคบอกเล่าที่เอาไว้กล่าวเอาเท่ห์ หากแต่มันซ่อนอัตลักษณ์และบุคลิกของลิเวอร์พูลไว้ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน กล่าวได้ว่า ผู้ที่ต้องการจะประสบความสำเร็จกับลิเวอร์พูลจะต้องมีคำว่า YNWA ลึกซึ้งอยู่ในหัวใจเสียก่อน

ระหว่างบรรทัดต่อไปนี้คือ เหตุการณ์สำคัญที่จะพาผู้อ่านไปสัมผัสมนต์ขลังของประโยค You’ll Never Walk Alone

1. ผู้ประทับตรา YNWA ลงบนหน้าบันทึกประวัติศาสตร์สโมสรลิเวอร์พูล

ย้อนกลับไปในปี 1959 สโมสรลิเวอร์พูลอยู่ในระดับดิวิชั่น 2 มา 6 ปี ร้างแชมป์ 13 ปี เมืองลิเวอร์พูลก็กลายเป็นเมืองท่าที่แทบร้าง หลังจากที่แมนเชสเตอร์ขุดคลอง ทำท่าเรือของตัวเอง ทำให้เรือขนส่งแทบทุกลำเปลี่ยนจุดหมายไปยังท่าที่เดินทางสะดวกและทำมาค้าขายง่ายกว่า

สโมรลิเวอร์พูลอยู่ในสภาพที่ไม่มีอะไรเลย ไม่มีน้ำประปา หลังคาสนามไม่ได้รับการซ่อมแซมมากว่าสิบปี ไม่มีน้ำรดสนาม กลุ่มผู้เล่นชุดใหญ่ก็เป็นทีมผสมระหว่างผู้เล่นทั่วไปและทีมสำรอง บอร์ดบริหารไม่กล้าลงทุนเพิ่มให้สโมสร สิ่งเดียวที่มั่นคงแข็งแรงไม่แพ้ใครคือ “ศรัทธาจากแฟนบอล” นั่นคือภาพที่บิลล์ แชงคลี่ย์ต้องเผชิญในวันแรกที่ก้าวเท้าเข้าสู่สโมสร

ลิเวอร์พูลเป็นเมืองท่าที่เต็มไปด้วยชนชั้นแรงงานที่ใช้ชีวิตอยู่แบบไร้ความหวัง ผู้จัดการทีมชาวสก๊อตแลนด์รู้ว่าสิ่งเดียวที่จะเปลี่ยนทุกอย่างได้คือ “ฟุตบอล” แม้ไม่ใช่บ้านเกิด แต่เขาก็รู้สึกถึงความเป็น “บ้าน” ได้ทันที มีความผูกพันและเชื่อมั่นในสายสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งระหว่างสโมสรฟุตบอลและแฟนบอล

“ไอเดียของผมคือการสร้างลิเวอร์พูลให้กลายเป็นป้อมปราการไร้เทียมทาน หากนโปเลียนมีแนวคิดที่จะพิชิตโลกทั้งใบ แนวคิดของผมก็คือการสร้างลิเวอร์พูลให้ยิ่งใหญ่ และยิ่งใหญ่กว่าเดิมจนกระทั่งทุกคนต้องยอมพ่ายแพ้ไปเอง”

บ๊อบ เพรสลี่ย์, โจ ฟาแกน, และ รูเบน เบนเนตต์ คือโค้ชผู้สร้างความประทับใจในความจงรักภักดีให้แก่แชงคลี่ย์  จนก่อให้เกิด “บูทรูม” ในตำนานขึ้นมา เขาเปลี่ยนห้องเก็บรองเท้าเป็นที่พูดคุยเรื่องแท็กติกกับสหายหลังฉากคู่ใจ พวกเขาทำงานกันอย่างหนัก และพาทีมเลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุดภายในเวลาเพียงปีเดียว

“ใครที่ไม่ทุ่มเทให้สโมสรและแฟนบอล มันผู้นั้นสมควรถูกจับเข้าซังเต” ประโยคอมตะของแชงคลี่ย์สะท้อนตัวตนของเขาได้อย่างชัดเจน เสียงดัง, โวยวาย, ยโส, ยิ้มกว้าง, ถึงไหนถึงกัน, เอาจริงเอาจัง, ภักดี, และทำงานหนัก สิ่งเหล่านี้ได้กลายมาเป็นอัตลักษณ์ของสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล สโมสรที่เล่นฟุตบอลได้เมามันที่สุดทีมหนึ่ง (แฟนยุคเก่าน่าจะรู้ดีว่า ทำไมถึงเชียร์สโมสรที่ร้างแชมป์นี้)

ปี 1965 บิลล์ แชงคลี่ย์ไปออกรายการ Desert Island Discs ของสำนักข่าว BBC และได้เลือกเพลง You’ll Never Walk Alone ของศิลปิน Richard Rodgers ให้ดีเจเปิดในรายการ หลังจากนั้นเสียงเพลงก็ถูกเปล่งเสียงออกมาจากแสตนด์ฝั่งแฟนบอลลิเวอร์พูลเป็นครั้งแรกในศึกเอฟเอคัพ รอบชิงชนะเลิศ จนกลายเป็นเพลงประจำสโมสรถึงปัจจุบัน

walk on walk on with your hope in your heart and you’ll never walk alone you’ll never walk alone

ปู่บิลล์ แชงคลี่ย์ใช้ดนตรีและฟุตบอลที่บ้าคลั่ง ปลุก “ลิเวอร์พูล” ขึ้นมาอีกครั้ง เมลวู้ดที่เคยรากหญ้ากลายเป็นสนามซ้อมระดับโลก สโมสรฟุตบอลก้าวขึ้นสู่ระดับสูงสุดและยิ่งใหญ่ด้วยสไตล์ฟุตบอลแบบใหม่ เมืองลิเวอร์พูลเองก็กลับมามีชีวิตชีวาหลังจากร้างไร้เพราะเมืองแมนเชสเตอร์สร้างท่าเรือขึ้นมาเป็นของตัวเอง

สำคัญกว่านั้นแชงคลี่ย์คือกุนซือที่ทำให้ความชังของแฟนบอลเหลือไว้แค่บนสนามฟุตบอลเท่านั้น นอกสนาม แชงคลี่ย์มีสายสัมพันธ์ระดับสหายกับสโมสรเอฟเวอร์ตัน และยังเคยยื่นมือให้ความช่วยเหลือสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

2.แม้แต่ปีศาจก็ต้องไม่เดินอย่างเดียวดาย

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 1958 เครื่องบินของสายการบินบริติช ยูโรเปี้ยน แอร์เวย์ส เที่ยวบิน 609 กำลังจะนำพานักข่าว ทีมโค้ชและนักฟุตบอลสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด รวม 40 ชีวิต – ที่เพิ่งคว้าผลเสมอจากสโมสรเรดสตาร์ เบลเกรด ทะลุเข้ารอบเซมิไฟนอลรายการยูโรเปี้ยน คัพ – ออกจากกรุงเบลเกรด มุ่งหน้ากลับสู่สนามโอลด์แทรฟฟอร์ด ประเทศอังกฤษ “Busby Babe” ทีมพลังหนุ่มของท่านเซอร์แม็ตต์ บัสบี้ มีคิวกลับไปเตะเกมดิวิชั่นวัน ด้วยใจที่มุ่งจะกลับไปป้องกันแชมป์ลีกสมัยที่ 3

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้น เมื่อเครื่องบินถูกดีเลย์ไปหนึ่งชั่วโมง เหตุเพราะ จอห์นนี่ เบอร์รี่ ลืมพาสปอร์ต ไว้ที่โรงแรม ซ้ำร้าย เครื่องบินรุ่น แอร์สปีด แอมบาสเดอร์ 2 ต้องพักจอดที่สนามบินมิวนิคเพื่อเติมเชื้อเพลิง ท่ามกลางค่ำคืนที่ท้องฟ้าถูกบดบังด้วยลมหิมะ ทัศวิสัยและสภาพอากาศนั้นไม่เป็นใจให้นำเครื่องขึ้น แต่สโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไม่มีเวลา พวกเขาดีเลย์มาหลายวันแล้ว

หลังจากเคลียร์รันเวย์ กัปตัน เจมส์ เธน พบว่าเกจวัดอุณหภูมิผันผวนผิดปกติ หลังจากพักเครื่องได้สามนาทีและพยายามจะนำเครื่องขึ้นในครั้งที่สอง เขาก็พบปัญหาอัตราส่วนน้ำมันมีมากกว่าอากาศซึ่งอาจทำให้เครื่องยนต์เบิร์นจนพัง เขาตัดสินใจยกเลิกการบินชั่วคราว ผู้โดยสารถูกส่งตัวไปพักที่อาคารรับรอง “ทุกเที่ยวบินยกเลิก จะกลับวันพรุ่งนี้” ดันแคน เอ็ดเวิร์ดส์ส่งโทรเลขกลับไปที่แมนเชสเตอร์ แม้จะได้รับคำแนะนำจากวิศวกรให้ยกเลิกเที่ยวบิน แต่กัปตันเธมตัดสินใจเดิมพันครั้งที่สาม เพื่อพาลูกเรือมุ่งสู่ที่หมายให้ทันกำหนดการ ไม่มีผู้โดยสารคนใดมั่นใจในสภาพอากาศและเครื่องบิน

“ไม่น่าจะรอด แต่ไปก็ไป” เลียม วีแลนนักฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดสบถเป็นลาง

เครื่องบินถูกเร่งจนถึงความเร็วกว่า 194 กม./ชม. ลื่นไถลที่ตรงปลายสุดของรันเวย์ ชนเข้ากับรั้วสนามบินหลุดข้ามถนน ปีกซ้ายของเครื่องหมุนฟาดเข้ากับบ้านหลังหนึ่ง  ด้านซ้ายฟาดต้นไม้ ด้านขวากระแทกห้องเก็บข้อง ซึ่งโชคร้ายที่มันดันใช้เก็บยางรถยนต์และน้ำมัน จากนั้นเปลวไฟก็ลุกโชน

ผู้โดยสารร่วม 23 คนไม่มีโอกาสได้อยู่ต่อบนโลกที่วกวนใบนี้ และ 8 คนในนั้นคือนักฟุตบอลของสโมสรแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

เซอร์แมตต์ บัสบี้อาการหนัก เขาฟื้นขึ้นมาเพื่อพบว่าต้องเสียโค้ชและนักเตะไปเกือบยกทีม สภาพร่างกายและหัวใจที่บอบช้ำบวกกับสภาพทีมที่เหลือนักฟุตบอลตัวหลักแค่ 4 คน ทำให้เมอร์ฟี่ ผู้ช่วยของเขาต้องรับหน้าที่ชั่วคราว และได้รับข้อเสนอความช่วยเหลือจากหลายสโมสร

นอกเหนือไปจากราชัน ชุดขาวที่ยื่นข้อเสนอให้ทีมปีศาจแดงผู้โชคร้าย ยืมตัว ดิ สเตฟาโน่ ไปใช้งานหนึ่งปี (แต่สมาคมฟุตบอลอังกฤษไม่อนุญาต) ทันทีที่เหตุการณ์ถึงหู บิลล์ แชงคลี่ย์ ผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลก็ได้ยื่นข้อเสนอให้ทีมคู่รักคู่แค้น เลือกนักฟุตบอลจากทีมชุดใหญ่ของเขาถึง 5 คน ไปใช้แบบยืมตัว และจ่ายค่าเหนื่อยให้ทั้งหมด ด้วยความหวังที่จะช่วยให้ยูไนเต็ดฟื้นบังลังก์ได้โดยเร็ว

“ความสัมพันธ์ระหว่างลิเวอร์พูลและยูไนเต็ดไม่มีวันถูกตัดขาด – ความเป็นคู่อรินั้นแรงกล้า แต่ไร้ซึ่งความชิงชัง” – บิลล์ แชงคลี่ย

3.เจอร์เก้น คล็อปป์ การเกิดใหม่ของแชงคลี่ย์

8 ตุลาคม 2015 สโมสรลิเวอร์พูลประกาศแต่งตั้งเจอร์เก้น คล็อปป์เข้ารับตำแหน่งผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลอย่างเป็นทางการ

“ผมจะปลุกจิตวิญญาณของลิเวอร์พูลขึ้นมา ผมจะทำให้ลิเวอร์พูลกลายเป็นทีมที่เอาชนะยากที่สุดในโลก”

“ผมจะพาสโมสรคว้าแชมป์ในอีก 4 ปี” หนุ่มใหญ่ผู้รักในสัจจะ ทำตามคำมั่นสัญญาด้วยการพาลิเวอร์พูลกลับมาคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปี้ยนลีกส์ในรอบ 14 ปี และผู้ที่นำชูถ้วยหูโตอย่างยิ่งใหญ่ก็คือกัปตันทีมเบอร์ 14 นั่นเอง

แม้จะพลาดถ้วยพรีเมียร์ลีกที่รอคอยไปเพียง 1 คะแนน แต่ความผิดหวังนั้นก็เป็นเป็นพลังส่งให้ลูกทีมของเจอร์เก้น คล็อปป์ช่วยกันฝันฝ่าจนขึ้นนำทิ้งห่างรองจ่าฝูงอยู่ 25 คะแนน พวกเขาต้องการเพียง 6 จาก 27 คะแนน หรือชัยชนะ 2 จาก 9 เกม เท่านั้นเอง

ลิเวอร์พูลมีคิวจะลงแข่งเกมที่ 30 กับสโมสรเอฟเวอร์ตันที่กูดิสัน พาร์คในวันจันทร์ที่ 17 มีนาคม 2020 ในขณะที่แมนเชสเตอร์ซิตี้มีแข่งเกมตกค้างกับอาร์เซนอลในวันที่ 14 และเบิร์นลี่ย์ในวันที่ 16 หากพวกเขาพลาดท่าพ่ายแพ้ทั้งสองเกม ลิเวอร์พูลจะเป็นแชมป์ลีกทันที หรือถ้าไม่เป็นอย่างนั้น พวกเขาก็แค่เอาชนะ เอฟเวอร์ตัน และ คริสตัล พาเลซให้ได้ ก็จะได้กลับไปฉลองแชมป์ต่อหน้าแฟนบอลห้าหมื่นสี่พันคนที่บ้านของพวกเรา สนามแอนฟิลด์ ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้น!

แฟนบอลลิเวอร์พูลกำลังตกอยู่ในความสับสนและกังวลกับความไม่แน่นอน ภัยพิบัติที่กำลังลุกลามไปทั่วโลกใบนี้กำลังจะเป็นอุปสรรคเดียวที่ทำให้ความฝันที่รอคอยมา 30 ปี หลุดลอยไป ท่ามกลางกระแสว่า พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้อาจถูกยกเลิก ทุกสิ่งที่ทำมาจะกลายเป็นโมฆะ เพื่อช่วยเหลือชีวิตผู้คน

ท่ามกลางความสิ้นหวังนั้น เจอร์เก้น คล็อปป์คือผู้จัดการทีมคนแรกในโลก ที่ก้าวออกมายืนและประกาศข้อความสำคัญไปยังแฟนลิเวอร์พูลและแฟนบอลทั่วโลก

“ฟุตบอลคือสิ่งที่สำคัญที่สุดของเรื่องที่สำคัญน้อยที่สุด พวกเราทุกคนต้องทำทุกอย่างเพื่อปกป้องกันและกัน ในครั้งนี้ ผมคิดว่ามันสำคัญกว่าครั้งไหน ๆ พวกเราไม่อยากลงแข่งในสนามที่ไร้ผู้ชม และเราก็ไม่อยากให้เกมต้องถูกหยุด แต่ถ้ามันจะช่วยชีวิตคนไว้ได้ เพียงหนึ่งชีวิต เราจะทำมันโดยไม่ต้องมีคำถาม

“ผมคือผู้จัดการทีมผู้แบกรับอนาคตบนสนามแข่งจัน แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ผู้คนรอบตัว สังคม ประเทศ และในโลก กำลังเผชิญกับความไม่มั่นคง… ผมขอส่งข้อความที่มีแต่เรื่องความปลอดภัย จงให้ความสำคัญกับสุขภาพก่อน ทำสิ่งที่ทำได้ด้วยความเห็นอกเห็นใจกัน กรุณาดูแลตัวเอง และดูแลซึ่งกันและกัน”

นี่คือข้อความจากผู้จัดการทีม ที่กำลังจะสร้างความยิ่งใหญ่ที่สุดให้เป็นเกียรติประวัติของตนเอง ด้วยการพาสโมสรลิเวอร์พูลคว้าแชมป์สูงสุดในรอบ 30 ปีท่ามกลางการจับตาของคนทั้งโลก แต่เขากลับไม่ได้แสดงออกเลยว่ามันจะสำคัญอะไรไปกว่า ชีวิตของผู้คน

หากผลงานที่ทุ่มทั้งหมดที่มีเพื่อแลกมันมากลายเป็นโมฆะ แต่สามารถช่วยหนึ่งชีวิตให้ปลอดภัยได้ เขาก็พร้อมจะแลก

เจอเก้นท์ คล็อปป์สั่งให้ลูกทีมทุกคนกลับไปซ้อมที่บ้านของตนด้วยโปรแกรมที่เตรียมไว้ ทั้งๆ ที่รู้ดีว่า การไม่ได้ลงซ้อมด้วยกัน 3 สัปดาห์นั้น มันอาจจะทำให้ร่างกายของนักฟุตบอลฟิตไม่พอ และกลับมาแข่งด้วยผลงานที่ไม่ได้ดีดังหวังในฤดูกาลที่เหลือ แต่สุขภาพคือสิ่งที่สำคัญที่สุด นักฟุตบอลทุกคนรู้สึกใจสลายกับสิ่งที่เกิด แต่นั่นคือหน้าที่ที่ต้องทำต่อไป

หลังจากนนั้น นักเตะลิเวอร์พูลลงขันบริจาคเงิน 40,000 ปอนด์ ให้ Fans Supporting Foodbanks เพื่อช่วยให้โครงการธนาคารอาหารเพื่อคนยากไร้ดำเนินการต่อไปได้ ในช่วงที่ไม่สามารถดำเนินการตั้งกล่องรับบริจาครอบบริเวณสนามแอนฟิลด์ได้

ไม่มีใครรู้อนาคตหลังจากนี้ แม้จะมีสื่ออย่างเทเลกราฟยืนยันว่า ลิเวอร์พูลจะได้เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก หากการแข่งขันไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ แต่ความเป็นจริงคือ มันเป็นสิ่งไม่แน่นอน ไม่มีใครการันตีเหตุการณ์ได้เลย

สิ่งที่เจอร์เก้น คล็อปป์และลูกทีมทำได้ จึงมีแต่การรอคอยและรักษาร่างกายให้สมบูรณ์ แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็พยายามจะช่วยบรรเทาเหตุการณ์เท่าที่จะทำได้ (ผู้นำ WHO ออกมายกย่องการกระทำของเจอร์เก้น คล็อปป์)

นั้นก็เป็นเพราะคำว่า You’ll Never Walk Alone ที่ถูกฝังอยู่ในสายจิตวิญญาณของผู้ที่สวมเสื้อลิเวอร์พูลทุกคน

แด่เพื่อนร่วมโลกทุกคน คุณจะไม่มีวันเดินเดียวดาย