3 สิ่งที่ลิเวอร์พูลต้องเปลี่ยนเพื่อทลายกำแพง 2 ชั้นของตราหมี

เกมกับแอตเลติโกมาดริดเกมที่หนักหน่วงกว่าการไล่ต้อนบาร์เซโลน่าเมื่อฤดูกาลที่แล้ว

แอตเลติโกมาดริดนั้นขึ้นชื่อเรื่องความเขี้ยวลากดิน ตุกติก และดักตีหัวเก่งที่สุดทีมหนึ่งในยุโรป แม้ว่าจะเป็นทีมที่มักตกม้าในเลกที่สองเป็นประจำ แต่ฟุตบอลสไตล์คาเตนัคโช่ผสมอเมริกาใต้ของดิเอโก้ ซิมิโอเน่เป็นยาขมของทีมจอมบุกอย่างลิเวอร์พูลเสมอ

นั่นทำให้เจอร์เก้น คล็อปป์จำเป็นต้อง “เปลี่ยนแปลง” บางสิ่งเพื่อต่อกรกับแนวรับสุดแกร่งแถมยังเหลี่ยมจัดอีกต่างหาก

การได้เห็นทีมรักพลาดท่าในสนามว่านต๋า เมโตโปรลิตาโน่มา 1-0 ทำให้แฟนบอลลิเวอร์พูลไฟลุกโชน “เดี๋ยวเจอกันที่บ้านตรู”

ทว่าลิเวอร์พูลกลับโดนตราหมีตามหลอนเหมือนฝันร้าย เมื่อบรรดาทีมในพรีเมียร์ลีกต่างพร้อมใจกัน “ก็อปวาง” สูตรพิฆาตแชมป์ by ซิมิโอเน่ ทำเอาถ้วยทองไร้พ่ายและถ้วยเอฟเอคัพหลุดลอยในช่วงเวลาเพียง 3 สัปดาห์

มองในแง่ลบ ลิเวอร์พูลถูกจับทางได้เสียแล้วและเหมือนจะเจอทางตัน

มองในแง่บวก ด้วยคะแนนในลีกที่นำห่างจนไม่ต้องลุ้น ก็ทำให้นักเตะลิเวอร์พูลมีโอกาสที่จะเรียนรู้จากปัญหาที่เกิดขึ้นเพื่อที่จะแกร่งกว่าเดิมและไปได้ไกลกว่าเดิม

ช่วงระยะเวลาไม่ถึงเดือนนั้นแสนสาหัสในความรู้สึกของแฟนบอล ราวกับทุกอย่างกำลังถูกปลิดและปลิวไป ภาพอดีตที่ลิเวอร์เบิร์ดเคยถูกสอยร่วงตกจากฟ้า ในหลายรายการติดต่อกัน มันผุดขึ้นในหัวแบบไม่ได้ตั้งใจ และถึงแม้ว่าลิเวอร์พูลภายใต้การคุมทีมของเจอร์เก้น คล็อปป์ยังไม่เคยตกรอบตัดเชือกรายการฟุตบอลยุโรป แต่รอยแผลยังไม่หายขาดจากการตะปปของหมีเจ้าเล่ห์นั้น ก็เป็นสัญญาณเตือนว่า ลิเวอร์พูลต้องเปลี่ยนแปลงบางสิ่งบางในการต่อกรกับแลตเลติโกมาดริด

มีอยู่ 3 สิ่งที่ลิเวอร์พูลต้องทำหากหวังรักษาแชมป์ UCL

1. โลกใบนี้มันไม่เคยแฟร์

ปัจจุบันลิเวอร์พูลเป็นทีมที่เล่นฟุตบอลแบบแฟร์เพลย์ที่สุด จากการจัดอันดับโดยสมาคมฟุตบอลอังกฤษ พวกเขารั้งท้ายตารางคะแนน “การทำฟาล์ว” ของทุกลีกระดับอาชีพบนเกาะอังกฤษ และแฟร์เพลย์ที่สุดในยุโรป จากการจัดอันดับโดย CIES Football Observatory

นั่นคือสิ่งที่น่าภาคภูมิใจสำหรับแฟนบอลลิเวอร์พูล ทีมที่พวกเขาเชียร์กำลังจะเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก พ่วงด้วยแชมป์แฟร์เพลย์ของลีก และพวกเขาก็กำลังจะเป็นแชมป์แฟร์เพลย์ของยุโรป

แต่มันก็คงไม่ได้รับการพูดถึงหากพวกเขาไม่ได้เข้าชิงแชมเปี้ยนส์ลีก

ไม่ใช่แค่น่าเสียดาย แต่น่าเจ็บใจที่สุด ถ้าคุณได้รู้ว่า การเล่นฟุตบอลแบบใสสะอาด มันกลับย้อนทำร้ายตัวเองแบบไม่รู้ตัว

ลิเวอร์พูลเป็นทีมที่เสียประตูยากมากนับตั้งแต่มี เฟอร์กิล ฟาน ไดก์ และ อลิสซอน เบ็กเกอร์ ก่อนที่จะโดนรังแตน พวกเขาแทบจะเก็บชัยชนะได้ 100% ถ้าไม่ไปพลาดให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ดิวอก โอริกีโดนเตะล้ม แต่กรรมการไม่เป่าหยุดเกม เช่นเดียวกับ ซาดิโอ มาเน่, เทรนต์, ซาลาห์, โจ โกเมซ ที่เคยโดนทำฟาล์วแต่ไม่ได้ฟาล์ว ในขณะที่จอมแกร่งอย่างฟาน ไดก์หน้าเสียและใจลอยหลังจากเบียดแย่งบอลแล้วร่างกายของเคร์ราร์ด เดโลโฟล์ว ปีกวัตฟอร์ดเสียสมดุลจนได้รับบาดเจ็บหนักถูกหามออกจากสนาม

ลิเวอร์พูลของคล็อปป์เป็นทีมที่เล่นกับการของการตัดสินใจของผู้ตัดสินเป็นอย่างมาก ทั้งการเล่นกับไลน์ล้ำหน้าและVAR ดูเหมือนว่าพวกเขาจะคาดหวังกับการตัดสินที่ตรงไปตรงมาและยุติธรรม ซึ่งมันยังมีปัญหาอยู่ เพราะยังใช้ “คน” ซึ่งมีความผิดพลาดควบคุมเทคโนโลยีอยู่

หลายครั้งที่นักเตะลิเวอร์พูลยกมือประท้วงผู้ตัดสินจนเสียสมาธิและกระบวนในแนวรับ จังหวะที่พวกเขาชะงักเพื่อหวังให้มีเสียงนกหวีดเป่าหยุดเกมนั้น เป็นวินาทีสำคัญที่คู่ต่อสู้พอจะทำลายเกมรับสุดแกร่งของลิเวอร์พูลได้ มันเกิดขึ้นบ่อยครั้งจนอดคิดไม่ได้ว่า นี่คือหนึ่งในแท็กติกการเอาชนะแนวรับลิเวอร์พูล ที่ไม่ได้มีใครพูดถึงแต่รู้กันทั่ว (โดยไม่รู้ว่าคล็อปป์รู้ตัวหรือไม่)

นักเตะลิเวอร์พูลไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนไปเล่น dirty football

การเล่นแฟร์เพลย์ที่เป็นสิ่งที่มีคุณค่าและควรทำมันต่อไป หากแต่พวกเขาก็อาจจะต้องยอมรับความจริงว่า ทุกสิ่งเกิดขึ้นได้หากผู้ตัดสินยังไม่เป่าหยุดเกม

เกมกับแอตเลติโก มาดริดนั้นก็เป็นอีกบทเรียนสำคัญ พวกเขาเชี่ยวชาญกับการเล่นกับอารมณ์ของคู่ต่อสู้ เป็นสไตล์ที่ทีมจากพรีเมียร์ลีกไม่คุ้นเคย ผู้ตัดสินเองก็ตามไม่ทัน หวังพึ่งไม่เคยได้

ลิเวอร์พูลกำลังโกรธ แต่แอตมาดริดก็พร้อมจะเล่นกับความโกรธนั้น “Mind Game” อยากจะรู้ว่าจะต้องลงเอ่ยอย่างไร ? บางทีมันอาจเป็นจุดตัดสินของเกมเลยก็ได้

 2. หลอกล่อให้เป็น

ลิเวอร์พูลเป็นทีมที่เล่นเกมรุกด้วยความดุดัน ใครก็รู้ว่า Heavy Metal football ของเจอร์เก้น คล็อปป์เต็มไปด้วยสารพัดอาวุธ การเอาแต่เล่นเกมรับ เหมือนเป็นการยืนเป็นกระสอบทรายรอให้สามประสานแนวรุกกับสองประสานฟูลแบ็กปล่อยหมัดอัดจนน่วม มันต้องมีสักหมัดที่เข้าเป้า และเมื่อหมัดแรกมา ก็ยากที่จะเลี่ยงหมัดสองและสามจากจอมแย็บจากแดนแอนฟิลด์

ในเมื่อ 4 คนมันไม่พอ ก็ใช้ 6 คนมันซะเลย ซิมิโอเน่ สละปีกสองฝั่งให้มาปิดเส้นทางของฟูลแบ็กลิเวอร์พูล และถ้ามันวิ่งกันเก่งนัก ก็เข้าล้อมทีละสามไปเลย นั่นคือแผนที่ทำให้ลิเวอร์พูลแทบไม่มีโอกาสออกอาวุธ

แต่ถึงแม้ว่าแนวรับจะแกร่งยิ่งกว่าหมี มันก็ต้องมีสาเหตุที่ทำให้แอตมาดริดตกรอบน๊อกเอาท์ประจำ และช่างโชคดีสำหรับลิเวอร์พูล ที่พวกเขาก็ถูกแบไต๋ในช่วงสามสัปดาห์ที่ผ่านมา แอตเลติโกเสียประตูทุกเกม! ไปดูกันว่าเกิดอะไรขึ้น

หลังจากต้านทานลิเวอร์พูลสำเร็จ แอตมาดริดได้เล่นในบ้านต่อ แต่กลับโดนบีญาร์เรอัลขึ้นนำก่อนตั้งแต่นาทีที่ 16 ซานติ กาซอร์ล่าจ่ายบอลให้ เคร์ราร์ด โมเรโน่ ทางฝั่งขวา ในขณะที่ รูเบน เปนญ่า แบ็กขวาวิ่งโอเวอร์แลปขึ้นหน้า ทำให้ โลดี้ ต้องขยับไปปิดช่อง ทันใดนั้น โมเรโน่ก็ตัดเข้าด้านในแล้วครอสบอลเข้าหน้าประตูซึ่งมีแนวรุกสองคนวิ่งเข้าไป ทำให้แอตมาดริดต้องใช้แนวรับถึงสามคนในการเข้าสกัด ปาโก้ อัลกาเซร์วิ่งเข้าไปเก็บบอลจังหวะสองที่ถูกเคลียร์ออกมา แต่งหนึ่งที แล้วตัดสินใจซัดจากหน้ากรอบเข้าประตูไปเลยโดยไม่มีใครมาขวางทัน เพราะเสียขบวนไปหมดแล้ว

สัปดาห์ต่อมา พวกเขาไปเยือนเอสปันญ่อล และเสียประตูตั้งแต่นาทีที่ 24 บอลถูกครอสข้ามฟากมาที่ ฆาบี โลเปซ แบ็กขวา (อีกแล้ว) กระดกบอลอ้อมตัวแบ็กซ้าย โลดี้ ไปให้ อู๋ เหล่ยวิ่งแบบไร้ตัวประกบไปรับบอลริมกรอบเขตโทษ ครอสบอลเข้ากลาง สเตฟาน ซาวิชสกัดพลาดเข้าประตูตัวเอง

แอตมาดริดกลับมาเล่นในบ้าน แต่กลับโดนเซบีญ่าไปถึง 2 ประตู (2-2) ด้วยฝีเท้าของเฆซุส นาบาส ที่ตอนนี้ประจำการในตำแหน่งแบ็กขวา นาทีที่ 19 เขาลากบอลขึ้นหน้า แนวรับแอตมาดริด 3 คนวิ่งไปปิดพื้นที่ แต่โจน จอร์แดน วิ่งฉีกออกมารอบอลอยู่ในพื้นที่นอกโซน ทำให้นาบาสสามารถหักบอลทะลุช่องไปให้ ขณะนั้นศูนย์หน้า ลุค เดอ ยอง วิ่งมาหน้ากรอบเขตโทษ จอร์แดนปาดบอลเข้ากลาง ซาวิชพยายามล้มตัวสไลด์สกัดแต่ไม่ถึง เดอ ยองลากบอลหนีไปซัดบอลผ่านมือโอบลักโล่ง ๆ แอตมาดริดกลับมาทำประตูขึ้นนำได้สำเร็จ แต่แล้วก่อนหมดครึ่งแรก นาบาสคนเดิมครอสบอลไปเสาสอง แนวรับตราหมีเสียขบวนจนโดนขึ้นโขกโล่ง ๆ ต้องให้โอบลักปัดออกมา แต่ก็ยังไปเสียฟาล์วให้โอกัมโปส ลูกขึ้นซัดจุดโทษตีเสมอ

แอตมาดริดเสีย 4 ประตูจาก 3 เกมด้วยรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน โดนขึ้นนำตั้งแต่ต้นเกมจากฝั่งซ้าย นั่นก็เป็นเพราะว่า พวกเขาโดนโจมตีจากจุดแข็งของตัวเอง โดยปกติแล้วทีมตราหมีจะแพ็คตรงกลางแน่นและพยายามจะจ่ายบอลออกริมเส้นเมื่อเล่นเกมสวนกลับ แต่พวกเขาทำสำเร็จแค่ครึ่งเดียวในเกมที่เจอกับลิเวอร์พูล รับแน่นจริงแต่ก็รุกไม่ได้

นอกเหนือไปจากการไม่เสียประตูแล้ว ลิเวอร์พูลสามารถใช้ฟูลแบ็กในการโจมตีได้ เพียงแต่ว่าพวกเขาต้องสลับบอลกันรวดเร็วและแม่นยำกว่าเดิม สิ่งที่มาเน่และซาลาห์ทำให้เกมกับบอร์นมัธจะเป็นประโยชน์มาก พวกเขาจะฉีกออกริมเส้นหรือวิ่งมารับบอลต่ำกว่าเดิม ในขณะเดียวกัน เทรนต์หรือแอนดี้ ก็ต้องเพิ่มมิติในการเล่นเกมรุก การครอสบอลอย่างเดียวคงไม่พอ พวกเขาต้องหาทางวิ่งหลอกล่อตัวประกบให้เกิดพื้นที่ว่างให้แนวรุกลิเวอร์พูลคนอื่นเข้าทำอย่างรวดเร็ว

 

3. อย่าทิ้งภาระให้ฟาบินโญ่

แน่นอนว่าหัวใจสำคัญของแมตช์นี้ คือ การไม่เสียประตู มันเป็นสิ่งแรกที่นักเตะลิเวอร์พูลจะถูกสั่งการให้จำและทำให้ได้ ไม่เสียประตูก่อน

ฟาบินโญ่ เป็นนักฟุตบอลที่สำคัญมากสำหรับลิเวอร์พูล ช่วงก่อนจะเจ็บยาว เขาเพิ่มมิติให้ทีมทั้งในแนวรับและรุก แต่ผลงานที่ดีของทีมนั้น ทำให้ทุกคนมองข้ามไปว่า ทีมเสียประตูแทบทุกเกม

บางทีมันอาจเป็นแค่ช่วงจังหวะพอดีกับที่ไม่มีเบ็คเกอร์และโกเมซ พอฟาบินโญ่เจ็บไป สองคนนี้ก็กลับมา เฮนเดอร์สันถูกถอยมาเล่นกลางรับแทน แต่ความจริงแล้วไม่ใช่แค่คนเดียว ทุกคนเล่นเกมรับแบบถวายศีรษะ เพื่อทดแทนการไม่มีฟาบินโญ่

ตลอดอาชีพค้าแข้ง ฟาบินโญ่ไม่เคยมีประวัติเจ็บจนพลาดลงสนาม ปลายปีที่ผ่านที่เขาต้องหายไปเกือบ 3 เดือน 13 เกม คือครั้งแรก เชื่อได้ว่า มันส่งผลไม่น้อยต่อการเรียกฟอร์ม ประกอบกับการไม่มีจอร์แดน เฮนเดอร์สัน แล้วคล็อปป์เลือกใช้อ็อกเลด แชมเบอร์เลน ทำให้เหลือกองกลางมดงานที่ช่วยไล่บอลและสกรีนบอลเพียงคนเดียวคือ ไวนัลจ์ดุม

ฟาบินโญ่ถูกตั้งคำถามอย่างมากในช่วงเวลาที่ผ่านมา เมื่อเขาไม่สามารถเรียกจังหวะเกมรับ ซึ่งเป็นหน้าที่หลัก ได้ดีเหมือนเคย ก็ย่อมทำให้เกิดความกังวล ไม่กล้าและไม่สามารถจ่ายบอลแนวลึกได้

จอร์แดน เฮนเดอร์สันจะกลับมาประจำการในเกมกับแอตมาดริด (ไฟต์บังคับ) แต่ฟอร์มของเจมส์ มิลเนอร์ในเกมล่าสุด ก็กลายเป็นโจทย์ให้เจอร์เก้น คล็อปป์ต้องตัดสินใจ ว่าจะใช้ฟาบินโญ่หรือไม่ เขาพร้อมหรือยังที่จะต้องดวลกับ เจา เฟลิกซ์

เพราะว่าเกมรุกคือลิเวอร์พูลซึ่งมีฟูลแบ็กเป็นจุดเริ่มต้น จะมีประสิทธิภาพสูงสุด ก็ต่อเมื่อมีกองกลางที่สามารถเก็บบอลจังหวะสอง ซ้อนพื้นที่ว่างและช่วยป้องกันได้จังหวะวิกฤตินั่นเอง

แท็กติกเกมรับ การมีลูกล่อลูกชน และการจัดการอารมณ์ คือ 3 ปัจจัยสำคัญ ถ้านักเตะลิเวอร์พูลสามารถใช้มันเอาชนะทีมอย่างแอตเลติโก มาดริดได้ พวกเขาจะกลายเป็นทีมที่คู่แข่งในยุโรปต้องบอกว่าน่ากลัวกว่าเดิมไปอีก (น่ากลัวกว่านี้ก็ – Coวิดสิบ9 – แล้ว)