13 บทสรุปหงส์กำราบบอร์ทมัธ 2-1

หนึ่ง – บอร์ทมัธหรือน้องเชอรี่ในวันนี้ไม่ต่างอะไรจากทีมทั้งสี่ (ตราหมี ขุนค้อน วัตฟอร์ต สิงโตน้ำเงิน) เลย พวกเขาทั้งหมดต่างก็ใช้แผน 5-4-1 ด้วยหวังใจว่าจะพิฆาตลิเวอร์พูลด้วยกันทั้งสิ้น

ทว่า เจอร์เก็น คลอปป์ ไม่ใช่คนประเภทที่มีความผิดพลาดเอาไว้เป็นรอยแผล แต่คลอปป์มีความผิดพลาดเอาไว้ใช้เป็นบทเรียนต่างหาก

แผน 5-4-1 ที่เคยพิฆาตหงส์แดงสำเร็จจากสามในสี่เกม เจอร์เก็น คลอปป์ก้าวผ่านมันไปได้ สองในห้าแล้ว

สอง – ความจริงจะบอกว่าก้าวผ่านก็ไม่ถูกเสียทีเดียว คลอปป์แทบไม่ได้ทำอะไรแปลกใหม่จากที่เคยทำเลยแม้แต่นิดเดียว ยกเว้นอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือการทำให้เครื่องจักรสีแดงร้อนแรงแบบที่ควรจะเป็น !

สาม – ว่ากันว่า ช่วงเบรกหนีหนาวของฟุตบอลอังกฤษนั้นหนาวจับใจ หนาวถึงขนาดที่ก่อนสตาร์ทรถยนต์ต้องใช้น้ำร้อนสาดเข้าไปในห้องเครื่องก่อนบิดกุญแจ

ดูเหมือนข้อเท็จจริงที่ว่านั่นจะรวมเอาเครื่องจักรสีแดงไว้ในนั้นด้วย เพราะนับตั้งแต่วันที่นักเตะหงส์แดงกลับมาจากเบรกหนีหนาว พวกเขามีโปรแกรมการแข่งขัน 5 ครั้ง แพ้ 3 ชนะ 2 โดนทำประตูไปร่วม 8 ลูก เครื่องจักรสีแดงเย็นจัดแม้โดนน้ำร้อนที่มีชื่อว่า “การเสียประตู” สาดเข้าไปเท่าไหร่ก็สตาร์ทเครื่องยนต์ไม่ติดเสียที

จนกระทั่งประตูที่ 9 เกิดขึ้นจากน้องเชอรี่ (บอร์ทมัธ) ดูเหมือนว่ามันจะหลอมละลายน้ำแข็งแผ่นสุดท้ายที่เคลือบเครื่องจักรสีแดงจากการจุดระเบิดเอาไว้ เพราะหลังจากที่ลิเวอร์พูลเสียประตูให้กับน้องเชอรี่ในนาทีที่ 8 นักเตะหงส์แดงทุกคนก็โถมพายุและทุกๆ อย่างที่มีใส่บอร์ทมัธ

หลังจากนั้นเพียง 15 นาทีลิเวอร์พูลก็ทำลายแผน 5-4-1 ที่เคยหยุดพวกเขาเอาไว้ได้สิ้นซาก

สี่ – สถิติการครองบอลหลังเกมที่สูงกว่าถึง 75 ต่อ 25 นั้นไม่สำคัญ เพราะเกมกับแอตมาดริด วัตฟอร์ต เชลซี ลิเวอร์พูลก็ครองบอลเหนือกว่าเหมือนกัน

สถิติที่สำคัญก็คือบอลที่พุ่งตรงกรอบทั้ง 6 เม็ดของหงส์แดงต่างหาก สถิติตัวนี้เกิดขึ้นกับวัตฟอร์ตเพียง 1 และไม่เกิดขึ้นเลยกับเกมแอตมาดริดในเลกหนึ่ง

ห้า – แฟนบอลทุกคนเอาแต่พูดถึงการขาดหายไปของเฮนเดอร์สันว่าส่งผลกระทบต่อลิเวอร์พูลอย่างนั้นอย่างนี้ แต่นักเตะคนหนึ่งที่หายไปเพราะอาการบาดเจ็บแต่ส่งผลต่อลิเวอร์พูลอย่างเห็นได้ชัดก็คือรองกัปตันที่มีอายุมากที่สุดในทีมอย่าง เจม มิลเนอร์

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้นหรือ … เพราะบอร์ทมัธสามารถส่งบอลตรงกรอบใส่ลิเวอร์พูลได้ทั้งหมด 4 ครั้ง เป็นประตู 1 ถูกอาเดรียนปฏิเสธสอง 2 ส่วนบอลอีกลูกที่พุ่งมา…

นึกถึงประโยคคลาสสิคที่เขาพูดกันว่า “หนึ่งภาพล้านความหมาย” จริงๆ

หก – รองเจมส์ให้สัมภาษณ์หลังเกมเอาไว้ว่า “แอนฟิลด์คือสถานที่ๆ แสนมหัศจรรย์ คุณก็ดูเอาสิว่าพวกเขาพาเรากลับขึ้นมาจากหลุมลึกแค่ไหน หรือแม้แต่ว่าเราจะเริ่มต้นอย่าทุลักทุเลอย่างไร

“เรากลายเป็นทีมที่ไม่มีใครอยากเผชิญหน้าด้วยก็เพราะสถานที่แห่งนี้ เสียงกู่ร้องที่อยู่บนนั้นทำให้ผมวิ่งได้อย่างมหัศจรรย์ในจังหวะที่เหลือเชื่อนั่น ผมหวังว่าศักยภาพที่เราทำได้ในวันนี้จะยังคงอยู่ในเกมต่อๆ ไป ผมหวังว่าเราจะคว้าถ้วยชัยและสร้างประวัติศาสตร์ให้กับสโมสรแห่งนี้ได้!”

เจ็ด – ซาดิโอ มาเน่ วันนี้ดุดันไม่แพ้กัน เขาเก็บหนึ่งประตู หนึ่งแอสซิสต์ และหนึ่งคาน ! แน่นอนว่าเขาได้รับรางวัลแมนออฟเดอะแมทซ์จากเว็ป Whoscored ไปครอง ซ้ำทั้งยังเป็นนักเตะที่ได้คะแนนสูงที่สุดในเกมที่ 8.7 อีกด้วย

แปด – สายข่าววงในลิเวอร์พูลรายงานว่า หลังจากจบเกมคลอปป์ก็เรียกนักเตะหนึ่งคนเข้าไปคุยในห้องเป็นการส่วนตัวเพราะฟอร์มในช่วงสองเกมที่ผ่านมานี้ผิดจากที่เคยเป็นมาก

ลองทายดูก่อนอ่านบรรทัดถัดไปว่านักเตะคนนั้นคือใคร ?

คำตอบก็คือ ไมเคิล โอลิเวอร์ ! จากความพ่ายแพ้ในเกมวัตฟอร์ต 3-0 ที่เขาเป็นกรรมการตัวจริง และเกมนี้ที่เขานั่งคุมห้อง var แต่กลับเพิกเฉยต่อประตูแรกที่ลิเวอร์พูลเสียทั้งๆ ที่โกเมสโดนผลักและสมควรเป็นการฟาวส์ก่อนที่น้องเชอรี่จะได้ประตู !

เก้า – บอสออกมาอัพเดทอาการบาดเจ็บของเฮนเดอร์สันและแอนดี้เอาไว้ว่า “สิ่งที่ทีมแพทย์บอกกับผมก็คือ พวกเขาทั้งคู่จะฟิตพร้อมก่อนการเผชิญหน้ากับแอตเลติโกมาดริด ความจริงวันนี้ร้อบโบ้ควรมีรายชื่อติดตัวจริงนะ บางทีเขาอาจจะคิดถึงเกมวันนี้อยู่ก็ได้

(คลอปป์ถอดรอบโบ้ออกเพราะต้องการเซฟสภาพความสดของนักเตะ – ผู้แปล / แม้ความจริงร้อบโบ้จะสดมากอยู่แล้วก็ตาม)

“ส่วนเฮนโด้ผมยังไม่รู้แน่ชัดเกี่ยวกับอาการของเขา แต่ผมคิดว่าพรุ่งนี้เขาจะมาซ้อมได้ และถ้าฟอร์มการซ้อมของเขาเป็นไปได้ด้วยดี บางทีผมต้องตัดสินใจเลือกนักเตะในตำแหน่งกองกลางใหม่อีกครั้ง”

สิบ – เราจะแปลกใจอะไรถ้าโมฮาเม็ด ซาลาห์จะทำประตูที่ 70 ในเกมที่ 100 ของเขากับลิเวอร์พูลในศึกพรีเมียร์ลีกได้ หากเราคำนวณค่าเฉลี่ยออกมาด้วยสูตร ตรีโกณกาลิทึ่มดิฟที่ถูกออกแบบมาพิเศษแล้ว ซาลาห์จะทำประตูทุกๆ 1.4 เกม (จริงๆ ก็แค่เอา 100 หารด้วย 70 ไม่ใช่เร๊อะ!)

สิบเอ็ด – อย่างไรก็ดีราชาอียิปต์ให้สัมภาษณ์หลังเกมเอาไว้ว่า “ผมหลงรักการทำสกอร์และช่วยให้ทีมได้แต้มจริงๆ วันนี้เราทำให้ทุกคนเห็นแล้วว่าตัวตนที่แท้จริงของเราเป็นอย่างไร หลังจากฟางเส้นสุดท้ายสะบั้นลงในนาทีที่แปด พวกเราทุกคนเปลี่ยนเป็นคนละคนหลังจากการเสียประตูครั้งนั้น ผมว่าเราทำได้ดีนะ ดีพอจะเก็บชัยชนะของวันนี้

“แต่เราต้องไปต่อเก็บทุกๆ อย่างที่เหลือของซีซั่น”

สิบสอง – มีคนถามคลอปป์ถึงผลกระทบของการกลับมาของมิลเนอร์และการขาดเฮนเดอร์สันไป คลอปป์ตอบว่า

“เฮนเดอร์สันและมิลนี่เขาบาดเจ็บในช่วงเวลาเดียวกัน และมันส่งผลอย่างยิ่งในห้องแต่งตัว เพราะงานหลักของนักเตะคือการลงเล่นในสนาม แต่นั่นไม่ใช่งานเดียวที่พวกเขามีหรอก ผมมีความสุขกับสิ่งที่มิลนี่ทำในวันนี้นะ เอาจริงๆ ใจผมหล่นไปอยู่ตาตุ่มตอนที่เห็นจังหวะนั้นและผมไม่ชอบมันเลย กระทั่งมิลนี่สกัดมันออกไปในจังหวะเส้นยาแดงผ่าแปดนั่นแหละ ผมค่อยยิ้มออกหลังจากนั้น มันเป็นเกมที่บ้าคลั่งจริงๆ

“สองปีก่อน เขาเคยพูดกับผม กับทุกคนในทีม หรือพูดแม้กระทั่งสัตว์เลี้ยงของเขาว่า เขาไม่ชอบสถานการณ์ที่เขาต้องคอยเป็นอะไหล่ให้กับตำแหน่งอื่นๆ เลย แต่เมื่อเวลาเปลี่ยนไป ตอนนี้เขาหลงรักมันหมดหัวใจแล้ว เขาคือคนสำคัญกับเราจริงๆ”

อีกเก้าแต้มคุณก็จะเป็นแชมป์แล้วนะเจอร์เก็น มันทำคุณตื่นเต้นบ้างไหม ?

“ผมจะไม่ตื่นเต้นจนเกินไปหรอก แต่ผมอยากจะพูดถึงการพ่ายแพ้ที่ผ่านมาสักหน่อย คือมันไม่มีเรื่องดีเลยเมื่อคุณพ่ายแพ้ เว้นเสียแต่ว่ามันคอยย้ำเตือนคุณว่าฟุตบอลพิเศษมากแค่ไหน นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับเราในช่วงสิบวันที่ผ่านมา

“ผมก็ต้องขอบคุณความพ่ายแพ้เหล่านั้นนะ คิดดูถ้าผมชนะวัตฟอร์ต ชนะแอตเลติโก และกลายเป็นแชมป์เปียนในท้ายที่สุด ทุกคนก็จะพูดว่า ‘เย้ยินดีด้วยนะในที่สุดพวกคุณก็ทำได้’ แต่พอเราพ่ายแพ้ต่อพวกเขาแบบที่เกิดขึ้น เส้นทางสู่ถ้วยแชมป์ก็ดูมีความหมายมากมายขึ้นมาทันตา ตอนนี้ผมเหลือเวลาสามถึงสี่วันในการเตรียมตัวกับเกมที่ยากสุดๆ เกมหนึ่งกับสนามที่สุดแสนมหัศจรรย์”

ถ้าไม่ยากลำบากสิ่งที่ควรมีค่าก็อาจหมองราคาลง – ประโยคนี้เจอร์เก็น คลอปป์ไม่ได้พูดออกไป แต่คงใคร่ครวญมันอยู่ในใจ

สิบสาม – สุดท้ายผมแค่อยากจะบอกว่า ถ้าคุณมียาดมในมือเวลาเชียร์ลิเวอร์พูล เราคือเพื่อนกันครับ

จบ

ปล.แต่ถ้ามียาความดันด้วยเราจะเป็นเพื่อนสนิทกันเลยครับ ขอตัวก่อนถึงคิวตรวจความดันแล้ว…

#เลิฟหงส์แดง #รักคนอ่าน