วิเคราะห์เทียบ ซานโช่-แวร์เนอร์ ใครคู่ควรกับลิเวอร์พูลมากที่สุด ?

ฟอร์มของลิเวอร์พูลเริ่มแปลกไปตั้งแต่วันที่ไปเยือนนอริช ซิตี้  กว่าที่พวกเขาจะทำประตูขึ้นนำได้ก็ต้องรอถึงนาทีที่ 78 จอร์แดน เฮนเดอร์สันครอสบอลกลางสนามให้ซาดิโอ มาเน่ หมุนตัวจับบอลด้วยเท้าขวาแล้วซัดเข้าประตูด้วยเท้าซ้าย ชนะแบบหืดจัดมีประตูเข้ากรอบเพียง 6 ครั้ง

ความวายป่วงของจริงเริ่มต้นขึ้นในเกมที่ลิเวอร์พูลไปเยือนสนามว่านต๋า โมโตรโปลิตาโน ดินแดนสุดเถื่อนของตราหมี แล้วก็โดนเจ้าถิ่นที่ไม่เคยเป็นสัมผัสถ้วยแชมเปี้ยนส์ลีกมาก่อน งัด 4-4-2 มาทำลายความน่าเกรงขามของแชมป์เก่า ไม่ใช่แค่จบสกอร์ไม่ได้ แต่แทบไม่ได้จบสกอร์ สถิติการบอลพุ่งตรงกรอบของลิเวอร์พูลคือ 0 ครั้ง!

หลังจากนั้น ทั้งเดวิด มอยส์, ไนเจล เพียร์สัน, หรือแม้กระทั่งกุนซือที่นิยมเกมรุกอย่าง แฟรง แลมพาร์ดก็จัดกลาง 4 คนสู้กับลิเวอร์พูล และมันได้ผลทั้ง 3 เกม !

ลิเวอร์พูลมีแนวรุกที่จัดจ้านและแนวรับที่แข็งแกร่งเป็นเบอร์ต้น ๆ ของโลก การันตีด้วยแชมป์ยุโรปและสโมสรโลก แต่ใน 3 เกมที่ผ่านมา พวกเขามีประตูเข้ากรอบรวมกันเพียง 13 ครั้ง ได้ 3 ลูก เสียประตูไป 8 ครั้ง

ทุกฝ่ายเห็นพ้องว่า ทั้งหมดนี้เกิดจากไม่มีจอร์แดน เฮนเดอร์สัน ทำให้ทีมเสียสมดุล

แผนกลาง 3 คนของเจอร์เก้น คล็อปป์พาลิเวอร์พูลมาไกลมาก แผงหลังดันสูง ฟูลแบ็กเติมเกมจนกลายเป็นกลางคนที่ 4 ในฐานะเพลย์เมกเกอร์ กองกลางคอยวิ่งไปปิดพื้นที่ว่างของผู้เล่นแนวรับที่ดันขึ้นไปเล่นเกมรุก และทำหน้าที่เก็บบอลจังหวะสองให้แกนรุกเอาบอลขึ้นไปถาโถมได้ตามใจชอบ

แอตมาดริด – ลิเวอร์พูลไม่สามารถเร่งเกมได้ในครึ่งหลังเพราะโอริกีที่ถูกเปลี่ยนลงมาแทนมาเน่ มหาเทพดิวอกไม่เข้าทรงนายโอริกี้ เกมจบแต่ผู้เล่นและแฟนบอลยังฮึกเหิม เดี๋ยวเจอของจริงที่แอนฟิลด์ ขอไปเก็บงานในลีกก่อนอีก 2 เกม

เวสต์แฮม – ทำช็อกด้วยการขึ้นนำคาแอนฟิลด์ อ็อกเลดถูกส่งลงไปเปลี่ยนเกมช่วยให้เจ้าถิ่นพลิกเอาชนะด้วยกลิ่นแปลกๆ เพราะการหายไปของเฮนเดอร์สัน

วัตฟอร์ด – ทีมท้ายตาราง ไม่มีทั้งกัปตัน โจ โกเมซและนาบี เกอิต้า เกมรุกมีประตูเข้ากรอบแค่ 1 ครั้ง โดนถลุงไป 3 แนวรับ 4 คนพร้อมใจกันพลาดไม่เว้นแม้แต่ เฟอร์กิล ฟาน ไดก์

สุดท้ายเชลซี – ฉกฉวยความผิดพลาดของนักเตะลิเวอร์พูล ตัดบอลแล้วสวนกลับเร็ว ผลักลิเวอร์พูลของบอสคล็อปป์ตกรอบเอฟเอคัพเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน

ลิเวอร์พูลถูกจับทางได้แล้วอย่างนั้นหรือ ?

ความพิศวงของโลกใบนี้ประการหนึ่งคือ ทุกครั้งที่ลิเวอร์พูลกำลังเข้าใกล้ความสำเร็จบางอย่าง ลิเวอร์เบิร์ดมักถูกขัดขวางด้วยอะไรบางอย่างเสมอสงครามโลก, ไวรัส, อุกกาบาต  แต่ทั้งหมดนั่นก็ยังไม่มีอะไรน่ากลัวเท่ากับการที่ลิเวอร์พูลไม่มี จอร์แดน เฮนเดอร์สัน อยู่ในสนาม!

หมุนเวลากลับไปในยุคของเบรนดัน ร็อดเจอร์สปี 2013-14 ช่วงที่ลิเวอร์สะดุดในเกมท้ายๆ เป็นช่วงเดียวกับที่จอร์แดนเฮนเดอร์สันได้รับอาการบาดเจ็บเช่นกัน !

เช่นเดียวกับลิเวอร์พูลยุคปัจจุบัน พวกเขามาถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ มันคือการยอมรับความจริงว่า กลุ่มนักฟุตบอลที่เจอร์เก้น คล็อปป์ใช้ความเป็นหนึ่งเดียวพันผูกช่วยกันผลักดันจนสามารถฟันฝ่าข้ามหุบเหวมาหลายหลุม ไม่สามารถพัฒนาไปได้ไกลกว่าเดิมอีกแล้ว

จริงอยู่ที่การไม่ซื้อนักเตะเข้ามาในตลาดทั้งสองครั้งเป็นการทำให้ทีมมีความเป็นปึกแผ่น แต่สามสี่เกมที่ผ่านมานี้เป็นหลักฐานชั้นดีว่า ลิเวอร์พูลจำเป็นต้องมีทีมที่ยืดหยุ่นกว่านี้ พลิกแพลงได้มากกว่านี้ และสิ่งเดียวที่พวกเขาจะทำได้คือ “การเสริมทีม”

แต่ใครกันที่จะทำให้ลิเวอร์พูลก้าวข้ามขีดจำกัดไปได้ ?

ทาคูมิ มินะมิโนะ

เจอร์เก้น คล็อปป์เฝ้าติดตามพัฒนาการของนักเตะแดนซามูไรมาเป็นเวลาหลายปี จนกระทั่งได้ข้อสรุปว่า “เขาพร้อมแล้ว” ในเกมที่ลิเวอร์พูลเจอกับซัลซ์บวร์กในศึก UCL รอบแบ่งกลุ่ม

นักฟุตบอลราคา 7 ล้านปอนด์คนนี้อยู่ในแผนการทำทีมในระยะยาว คล็อปป์เล็งเห็นถึงศักยภาพและอรรถประโยชน์ในตัวของเขา แต่ตั้งแต่ย้ายทีมมา เขาก็ยังไม่ได้แอสซิสต์หรือจบสกอร์ได้อย่างที่แฟนบอลคาดหวัง สรุปแล้วความสามารถของเขาคืออะไรกันแน่?

สมัยที่เล่นให้สโมสรซัลซ์บวร์ก “ทาคิคุง” มีสถิติพาบอลขึ้นหน้ามากที่สุดในทีม และมันก็เป็นทัศนคติที่ถูกแสดงออกมาอย่างรวดเร็วภายใต้ 322 นาทีที่เขาสวมเสื้อสีแดง บอลของลิเวอร์พูลถูกกระจายไปยังพื้นที่ว่าง ง่ายขึ้นและเร็วขึ้น เมื่อบอลถูกส่งไปที่หนุ่มญี่ปุ่น

ในเกมกับเชลซี มินะมิโนะคือคนที่แอคทีฟที่สุดในแผงเกมรุก เขาพยายามที่จะเคลื่อนที่ไปในพื้นที่ว่างตลอดเวลา และมีหลายจังหวะที่เขาอยู่ในจุดสามารถจะทำให้เกมเปลี่ยนได้ ถ้าหากลูกบอลถูกส่งไปถึง

มินะมิโนะมีสไตล์ที่แตกต่างจากสิ่งที่แนวรุกของลิเวอร์พูลคุ้นเคย เขาไม่ได้โชว์ทักษะลากหลบที่หวือหวาหรือมีความเร็วระดับมาเน่  เขาทำในแบบเดียวกับที่เฮนเดอร์สันทำ อ่านเกม เคลื่อนที่อย่างฉลาด และผ่านบอลง่าย ๆ ไปในพื้นที่ว่างทันที

ปัญหาของมินะมิโนะคือ ความแข็งแกร่งของร่างกาย เขามักจะเสียหลักและเสียบอลทันทีเมื่อโดนเข้าปะทะ การเอาตัวรอดจากการเข้าบอลเป็นเงื่อนไขสำคัญในการเอาตัวรอดในพรีเมียร์ลีก

มินะมิโนะและเพื่อนร่วมทีมใหม่ยังอยู่ในระหว่างการปรับตัวเข้าหากัน ตอนนี้นักเตะลิเวอร์พูลยังไม่ค่อยกล้าผ่านบอลให้ ด้วยความที่ทาคิชอบเคลื่อนที่ระหว่างไลน์แนวรับ ต่างจากคนอื่นที่มักเคลื่อนที่รับบอลในพื้นที่ที่ห่างจากคู่ต่อสู้อยู่หลายก้าว (เพื่อไม่ให้เสียบอล) ลักษณะของมูฟเมนท์ของทาคิมีความคล้ายกับเอเด็น อาซาร์ ซึ่งจะช่วยเปิดพื้นที่โจมตีได้ หากสามารถผ่านบอลกันอย่างรู้ใจ

ค่อนข้างชัดเจนว่าตำแหน่งที่ดีที่สุดของมินะมิโนะคือกลางรุกในแผน 4-2-3-1 โดยที่ลิเวอร์พูลต้องเสริม ศูนย์หน้าธรรมชาติสักคน ที่โฟกัสไปที่การหาพื้นที่เข้าทำประตู แล้วมินะมิโนะจะกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างโอกาสเข้าทำประตู

Give-and-Go มิติที่หายไปจากแนวรุกลิเวอร์พูล คืออัตลักษณ์ในตัวทาคูมิ มินะมิโนะ ในช่วงเวลาที่เหลือนี้ เขาเป็นเพียงคนเดียวที่จะสร้างมิติใหม่ในวันที่ลิเวอร์พูลโดนจับทางได้แล้ว ขอเพียงแค่ความไว้ใจจากเพื่อนร่วมทีมมากกว่านี้ ก็เท่านั้นเอง

 

ทีโม แวร์เนอร์ vs จาดอน ซานโช่

อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่าลิเวอร์พูลต้องการ ตัวจบสกอร์โดยธรรมชาติ และเจอร์เก้น คล็อปป์เองก็รู้ดี

ช่วง 30 นาทีสุดท้ายกับเชลซีในศึกเอฟเอคัพ คล็อปป์ทำในสิ่งที่แฟนบอลอยากเห็น ด้วยการส่งโรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ลงสนามโดยไม่ถอดทาคูมิออก (น่าเสียดายที่ส่งซาลาห์ช้าเกินไป)

ปัญหาก็คือ ฟิร์มิโน่นั้นเล่นบทบาท false-9 ตัวเชื่อมแนวรุกมายาวนาน และมินะมิโนะเองก็เล่นในบทบาทที่คล้าย ๆ กัน กล่าวคือ ไม่มีใครเล่นด้วยทัศนคติของความเป็นศูนย์หน้าตัวเป้า ลิเวอร์พูลจึงไม่สามารถหาจังหวะทำประตูเพิ่มได้

ในช่วงหลัง ๆ ตัวฟิร์มิโน่เองก็เริ่มจะถูกจับทางได้ ผสมกับความเหนื่อยล้า ทำให้เขาเล่นด้วยจังหวะที่ไม่แม่นเหมือนเคย พูดตรง ๆ คือฟอร์มตกจนน่าใจหาย ในขณะที่ ดิว็อก โอริกีก็มาถึงทางตัน คู่แข่งศึกษาความมหัศจรรย์ของเขามาเป็นอย่างดี เมื่อโอริกีไม่มีพื้นที่ให้วิ่งเข้าไปหน้าปากประตู เขาก็ไม่สามารถอัญเชิญท่านเทพดิว็อกมาสถิตย์ได้ กลายเป็นนักฟุตบอลธรรมดา ๆ มาหลายเกมติดแล้ว

ท่ามกลางกระแสข่าวที่ถาโถมมา ทุกสื่อจากทั้งฝั่งเยอรมันและอังกฤษ รายงานตรงกันว่า พวกเขาจะแปลกใจมาก หากทีโม แวร์เนอร์ไม่ได้เป็นนักฟุตบอลของลิเวอร์พูลในซีซั่นหน้า นั่นหมายความว่า เขาคือตัวเลือกที่เป็นไปได้ที่สุดแล้ว และสไตล์ของเขาก็เข้ากับฟุตบอลของเจอร์เก้น คล็อปป์ที่สุดในเวลานี้

ทีโมคือดาวซัลโวมาตั้งแต่เล่นทีมเยาวชนของสตุ๊ตต์การ์ตจนกระทั่งทีมชุดใหญ่ที่อาร์เบ ไลป์ซิก เขาสามารถขยับไปเล่นปีกซ้ายหรือหน้าต่ำได้ เป็นศูนย์หน้าที่วิ่งเร็วที่สุดในบุนเดสลีกา และเป็นคนเดียวที่พอจะแย่งชิงตำแหน่งดาวซัลโวมาจากโรเบิร์ต เลวานดอฟสกีได้ นับตั้งแต่โอบาเมยังย้ายมาอยู่พรีเมียร์ลีก

ส่วนจาดอน ซานโช่นั้น หลายสำนักยืนยันตรงกันว่า คล็อปป์ชื่นชอบเจ้าหนูคนนี้มาก เพราะเป็นนักฟุตบอลที่มีความสมดุลในการเล่นเกมรุก

สถิติการทำประตู 14 แอสซิสต์ 15 บ่งชี้อย่างชัดเจน

ซานโช่เป็นนักเตะที่ใช้เทคนิคได้อย่างพอดีและมีจังหวะ มันเป็นเรื่องยากสำหรับคู่ต่อสู้ที่จะอ่านทางว่าเขาจะจ่ายหรือจะทำประตู ในทางกลับกัน คู่ต่อสู้ต่างหากที่กำลังถูกซานโช่ “อ่าน” อยู่ เขาสามารถใช้การเหลือบมอง แล้วตัดสินใจด้วยเวลาระดับเสี้ยววินาทีว่าจะจัดการยังไงกับผู้เล่นที่อยู่ตรงหน้า และจะทำยังไงให้ลูกบอลถูกเคลื่อนไปยังพื้นที่ที่ดีที่สุด บางครั้งเขาก็ใช้เทคนิคและความเร็วเคลื่อนไปทำประตูเอง บางครั้งเขาก็เลือกที่จะผ่านบอล ใครจะไปไล่ทันว่าเจ้าหนูนี่จะทำอะไรต่อไป?

สรุปด้วยสถิติ

แม้ว่าจะเป็นนักฟุตบอลต่างสไตล์ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะนำซานโช่และแวร์เนอร์มาเปรียบเทียบกัน แน่นอนว่าในด้านการทำประตู แวร์เนอร์กินขาด 21 ต่อ 14 ประตู เข้ากรอบ 45 ต่อ 25 ครั้ง

ทางด้านเพลย์เมกกิ้ง การสร้างสรรค์ ซานโช่กินขาดด้านแอสซิสต์ 14 ต่อ 7 แต่แวร์เนอร์กลับทำคีย์พาสได้มากกว่าที่ 17 ต่อ 10 และสร้างโอกาสได้เท่ากันที่ 24 ครั้ง

ด้านการผ่านนบอล ซานโช่คือผู้ชนะด้วยสถิติจ่ายบอลเข้าพื้นที่เกมรุก 61 ต่อ 20 ครั้ง

แต่การจะเป็นนักเตะที่เข้ากับกันลิเวอร์พูลโดยสมบูรณ์แบบนั้น ต้องช่วยเกมรับด้วย ในจุดนี้ ทั้งมาเน่ ฟิร์มิโน่ และซาลาห์มีสถิติในระดับสูง นั่นคือเหตุผลหนึ่งที่เซอร์ดาน ชากิรี่สอดแทรกขึ้นมาเป็นตัวจริงไม่ได้ และหาคนมาทดแทนยากในตลาดหลายปีที่ผ่านมา

เมื่อไปมองที่สถิติเกมรับของทั้งคู่ แวร์เนอร์เข้าแทคเกิ้ล 41 ครั้ง เอาชนะลูกกลางอากาศ (เกมรับ) 9 ครั้ง

ในขณะที่ซานโช่เข้าปะทะ 22 ครั้ง ดวลลูกกลางอากาศเพียง 1 ครั้ง ทั้ง ๆ ที่มีส่วนสูงเท่ากันที่ 180 ซม.

เมื่อเปรียบเทียบด้านเกมรุกอย่างเดียว ซานโช่ เป็นนักเตะที่ครบเครื่องกว่าแวร์เนอร์มาก แต่เมื่อพิจารณาด้านความเข้ากันได้กับทีม ดูเหมือนว่าทีโม แวร์เนอร์มีแนวโน้มที่จะปรับตัวได้เร็วกว่า

แปลกดีที่ตอนนี้ทั้งซานโซและแวร์เนอร์ต่างก็ตกเป็นข่าวกับลิเวอร์พูลอย่างมีนัยสำคัญ คนหนึ่งเป็นหน้าเป้าธรรมชาติที่ลิเวอร์พูลขาดหาย ส่วนอีกคนคือเพลย์เมคเกอร์ที่คลอปป์ยังหาฟันเฟื่องชิ้นที่เข้ากับเครื่องจักรสีแดงไม่ได้

เป็นเรื่องมหัศจรรย์ ที่เจอร์เก้น คล็อปป์พาทีมชุดปัจจุบันเดินทางไกลถึงจุดที่เกือบไร้พ่าย ผลงานในช่วงนี้บ่งบอกว่า ในฤดูกาลหน้าเขาจะต้องเจอความเข้มข้นและหนักหน่วงกว่าเดิม และเขาก็ต้องการ “จุดเปลี่ยน” ในทีมครั้งใหญ่ ถึงแม้ว่านักฟุตบอลบางคนจะมีราคาค่าตัวที่สูงลิ่วจนดูเหมือนจะเอื้อมไม่ถึง แต่หากเขาคนนั้นทำให้คล็อปป์เห็นว่าจะ “พลิกโฉม” ลิเวอร์พูลได้แบบที่ฟาน ไดก์เคยทำ ก็คงไม่แปลกอะไรหากคุณบอสนักบริหารของเรา จะพังเพดานค่าตัวเพื่อเอื้อมมือไปคว้าตัวมาอีกครั้ง