ความพ่ายแพ้ทั้ง 2 ครั้งที่ทำให้คลอปป์ก้าวข้ามขีดจำกัดตัวเองนั้นเป็นอย่างไร ?

ข้อดีของการพ่ายแพ้ก็คือ มันเป็นคำยืนยันที่ว่าตัวเราสามารถเป็นอะไรก็ตามที่ดีกว่าเดิม

เจอร์เก็น คลอปป์ เคยพ่ายแพ้ต่อดวงชะตาในการแข่งขันบอลถ้วย กุนซือเฮวี่เมทัลของสโมสรที่ขับร้อง You will never walk alone นั้นช่างไม่มีโชคในการแข่งขันนัดชิงเสียจริง

ปี 2012-13 เขาพาดอทมุนส์เข้าสู่รอบชิงยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีก แต่คว้าได้เพียงรองแชมป์และปราชัยต่อบาเยิร์นมิวนิค

ปี 2015-16 เขาพลิกชนะดอทมุนส์ทีมเก่าในรอบรองชนะเลิศยูฟ่ายูโรป้า 4-3 ราวกับฟ้ากำลังลิขิตให้เขาคว้าแชมป์ในการคุมทีมครั้งแรกกับลิเวอร์พูลอย่างไรอย่างนั้น แต่เปล่า…ฟ้าลิขิตให้เขาปราชัยในรอบชิงชนะเลิศให้กับ เซบีญ่า สามประตูต่อหนึ่งอย่างเจ็บปวดแทน

ปี 2017-18 เขากลับมาสู่นัดชิงชนะเลิศแชมป์เปี้ยนลีกอีกครั้ง และพ่ายแพ้ต่อเรอัลมาดริดไปสามประตูต่อหนึ่ง เขาเปรยหลังเกมการแข่งขันเอาไว้ว่า “บางทีผมก็อยากให้เทพีแห่งโชคยืนอยู่ข้างผมบ้างเหมือนกัน”

เกมที่คลอปป์เสียเชิงให้กับราชันชุดขาว คือเกมที่เจ็บปวดที่สุด เพราะนอกจากความพ่ายแพ้แล้ว เขายังสูญเสียความสัมพันธ์กับเซจิโค บูวัช คนที่เขาพูดได้เต็มปากว่าคือเพื่อนไปจากตำแหน่งมือขวาของเขาอีกด้วย … นับแต่วันที่บูวัชย้ายออกไปจากทีมคลอปป์ก็ไม่แม้แต่จะพูดถึงเขาอีกเลยแม้แต่ครึ่งคำ

แต่ยิ่งเจ็บก็ยิ่งจำ แม้เจอร์เก็นจะเปรยว่าเขาโหยหาโชคชะตาให้อวยชัยต่อเขา แต่นับจากนั้นเป็นต้นมาคลอปป์เองต่างหากที่เป็นฝ่ายเลือกเดินออกจากความหวังพึ่งลิขิตฟ้าหรือโชคชะตาลมๆ แล้งๆ ที่ไม่เคยแม้แต่ชายตาแล

คลอปป์เก็บข้อมูลทุกอย่างที่ทำให้เขาพ่ายแพ้ในวันนั้นกลับมาเป็นบทเรียน เขานั่งทบทวนความผิดพลาดกับเกม เรอัล มาดริด ในครั้งนั้น เกมที่เขาไม่เหลือนักเตะสำรองในแดนกลางเลยจนถึงกับต้องขอร้องให้ เอ็มเร่ ชาน ที่ตัดสินใจไม่ต่อสัญญากับสโมสรกลับมาเล่นในนัดชิงชนะเลิศ

เขาสูญเสียนักเตะให้กับอาการบาดเจ็บมากเกินไป แต่คลอปป์รู้ดีว่าปัญหาอาการบาดเจ็บเป็นเรื่องที่ควบคุมไม่ได้ อีกทั้งเกเก้นเพรสซิ่งที่สั่งนักเตะวิ่งตั้งแต่นาทีที่หนึ่งจนถึงนาทีที่เก้าสิบนั้นบ้าคลั่งเกินไป มันสนุกเร้าใจ แต่ก็นำปัญหาอาการเหนื่อยล้ามาให้นักเตะในช่วงท้ายฤดูกาล

สำคัญไปกว่านั้นความบ้าคลั่งที่สั่งนักเตะวิ่งไปทั่วสนามนั้นก็เป็นหนึ่งเหตุปัจจัยสำหรับการเข้าปะทะอย่างรุนแรงจนกลายเป็นอาการบาดเจ็บด้วย ! (ตัวอย่างที่ชัดที่สุดคือเชมเบอร์เลน วิ่งเข้าไปเพรสซิ่งคู่ต่อสู้ด้วยตัวเองจนบาดเจ็บ)

โชคดีในเรื่องร้ายเมื่อบูวัชออกจากทีมไป มันก็เป็นช่วงเวลาที่เขามีอำนาจตัดสินใจในการคุมทีมแบบหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์ หลังจากตกผลึกปัญหาระบบการเล่นของลิเวอร์พูลเปลี่ยนในแบบที่ตัวเขาเองก็ไม่เคยคิดว่าจะทำมันเหมือนกัน

2018-19 เริ่มต้นขึ้น แฟนบอลทุกคนยืนงงในดงหงส์แดง … เพราะจู่ๆ เกมเพรสซิ่งที่เคยดุดันก็แปรเปลี่ยนเป็นเกมรับสลับเพรสซิ่ง ไม่เร้าใจเหมือนกันเก่า…แต่ชนะบ่อยกว่าเดิมคูณสาม

ท้ายฤดูกาลปีนั้นเขาเข้าสู่นัดชิงชนะเลิศในศึกยูฟ่าแชมป์เปี้ยนลีกอีกครั้ง คลอปป์พูดก่อนการแข่งขันว่า “คุณเชื่อในโชคครั้งที่สามไหม ในบ้านเกิดของผมเชื่อว่าคนเราจะมีโชคในการกระทำครั้งที่สามเสมอ ผมเข้าชิงแชมป์เปี้ยนลีกมาสองครั้งแล้ว กับดอทมุนส์หนึ่งกับลิเวอร์พูลอีกหนึ่ง … คราวนี้มันจะเป็นครั้งที่สามของผมแล้วนะ” คลอปป์ให้สัมภาษณ์พร้อมกับเสียงหัวเราะตลกๆ

อย่างไรก็ตามแม้เขาจะพูดเรื่องโชคแต่เบื้องหลังการเตรียมทีมมันไม่เกี่ยวกับโชคอะไรเทือกนั้นเลย เจอร์เก็น เขียนเส้นชะตาชีวิตของตัวเขาเองด้วยการทำทุกวิถีทาง

ในการฝึกซ้อมที่สเปนก่อนเกมเริ่มนัดชิง คลอปป์และลินเดอร์ส(มือขวาคนใหม่) ทำรีเสิร์ชตามหาทีมที่มีระบบการเล่นคล้ายกับสเปอร์ส เพื่อว่าจ้างมาเป็นคู่ฝึกซ้อมของและออกแบบวิธีรุก-รับที่เป็นไปได้ทุกแผนการเล่น ฟังดูเหมือนเพ้อฝันและละเอียดเกินไป แต่สุดท้ายคลอปป์ก็ตามหาทีมนั้นจบพบ นั่นคือสโมสรเบนฟิก้า บี และเรื่องนี้ได้รับการเปิดเผยจากผู้จัดการของเบนฟิก้าทีมบีด้วยตัวเอง

สุดท้ายคลอปป์พาลิเวอร์พูลเถลิงแชมป์ยุโรปในการเข้าชิงครั้งที่สามได้สำเร็จและมันไม่เกี่ยวอะไรกับโชคครั้งที่สามนั่นเลย มันเกี่ยวเพียงแค่ว่าความพ่ายแพ้ที่สั่งสมมาผลักคลอปป์ให้กลายเป็นคนที่เก็บในทุกรายละเอียดก่อนเกมเท่านั้นเอง

“ผมคือคนที่เข้าใจหัวอกของโปเชติโน่ได้ดีที่สุด” นั่นคือคำกล่าวของคลอปป์หลังจากที่เขาส่งโปเชติโน่สู่ความพ่ายแพ้ในนัดชิงชนะเลิศที่ตัวเขาเองเคยผ่านมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว

ความพ่ายแพ้ในการเป็นนักเตะ

“ผมมีทักษะเหมือนนักเตะดิวิชั่นห้า แต่ถ้าวัดกันเรื่องความคิดแล้ว…ผมจะอยู่ดิวิชั่นหนึ่ง” เจอร์เก็น คลอปป์ พูดประโยคนั้นเอาไว้อย่างไม่เกินจริงเลย

ตัวเขาเป็นนักเตะที่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่นัก เขาเล่นในตำแหน่งสไตรเกอร์และเซ็นเตอร์แบ็ค (บางทีนี้อาจเป็นเหตุผลที่คลอปป์ยังปั้นกองกลางกับลิเวอร์พูลไม่เด็ดเท่ากองหน้าและกองหลังสักที) ในช่วงปลายอาชีพของเขาฟอร์มการเล่นของคลอปป์ยิ่งดำดิ่งลงสู่ก้นเหวเข้าไปใหญ่

ย้อนกลับไปในปี 2001 เดือนกุมภาพันธ์ สมัยที่เขายังคงเป็นนักเตะ ไมนซ์05 ปราชัยให้กับ SpvGG Greuther Futher  ไปสามประตูต่อหนึ่ง นักเตะที่เป็นถูกวิพากษ์วิจารณ์ในวันนั้นมีชื่อว่า จอร์แดน…เอ๊ย…เจอร์เก็น คลอปป์

ความพ่ายแพ้ในวันนั้นส่งไมนซ์ร่วงลงไปสู่ทีมหนีตกชั้น

ความจริงในฐานะนักเตะแล้ว คลอปป์ ไม่จำเป็นต้องวิตกกังวลอะไรมาก แต่เขานั่งคบคิดปัญหาของไมนซ์ในเวลานั้นทุกลมหายใจ เขาตกผนึกและรู้ดีว่าปัญหาที่ไมนซ์กำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้ต้องแก้ด้วยการเล่นหลังสี่แบบที่ต้องลงลึกในรายละเอียดแบบสุดๆ

ไม่กี่วันต่อมา Eckhard Krautzun (ผู้จัดการของไมนซ์ในเวลานั้น, และเป็นคนที่เคยโค้ชให้กับดิเอโก้ มาราดอนน่า) เรียกเขาเข้าไปคุยพร้อมกับปัญหา ทั้งสองคนแลกเปลี่ยนกันและคลอปป์พูดเรื่องการเล่นหลังสี่คนแบบที่เขาคิด

นับจากนั้นหนึ่งเดือน Christian Heidel ผอ.กีฬา (ทีมบริหาร) ของไมนซ์ก็เรียกคลอปป์เข้าไปปรึกษาหารือเรื่องการเล่นหลังสี่คน คลอปป์อธิบายทุกอย่างแบบที่เขาแจกแจงให้ Krautzun ฟัง

“ทำไมนายพูดแบบเดียวกับ Krautzun เลยนะ” ผอ.กีฬาถามด้วยความสงสัย เพราะเขาเพิ่งได้คุยกับผู้จัดการทีมถึงการปรับระบบใหม่ไปใช้หลังสี่คน

“เขาเรียกผมไปคุยเมื่อเดือนที่แล้ว เขาถามผมเรื่องการเล่นหลังสี่คน แต่เขาพูดอยู่คนเดียวร่วมสามชั่วโมงนะ”

กลายเป็นว่าสิ่งที่คลอปป์พิจารณาทั้งหมดถูกโค้ชยกไปเป็นเครดิตของตัวเอง แนวคิดของเขาเป็นเรื่องที่จะยกระดับไมนซ์ขึ้นไปอีกขั้นจนมองเห็นอนาคตของทีมได้

เหตุการณ์ในครั้งนั้นเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักๆ ที่ทำให้ Heidel มอบตำแหน่งกุนซือไมนซ์ 05 ให้กับคลอปป์ สามปีต่อมา (โชคครั้งที่สาม ?) คลอปป์พาไมนซ์เลื่อนชั้นขึ้นสู่บุนเดสลีก้าได้สำเร็จ

ตำนานของกุนซือเฮวี่เมทัล เริ่มต้นขึ้นจากความพ่ายแพ้ในการเป็นนักเตะนั่นเอง…

“ผมมีทักษะเหมือนนักเตะดิวิชั่นห้า แต่ถ้าวัดกันเรื่องความคิดแล้ว…ผมจะอยู่ดิวิชั่นหนึ่ง” เจอร์เก็น คลอปป์พูดประโยคนั้นเอาไว้อย่างไม่เกินจริงเลย

วัตเลติโก้โปลีฟอร์ด (แอตมาดริด นาโปลี และ วัตฟอร์ต)

ปี 2019-20 คือจุดที่คลอปป์สยายปีกอยู่กลางเวหาติดลมบน ความพ่ายแพ้ตั่งต่างในอาชีพผู้จัดการทีมของคลอปป์สั่งสมมาจนถึง จุดที่เขาพาลิเวอร์พูลชนะอย่างบ้าคลั่งในพรีเมียร์ลีก แข่ง 28 เกม แต่สามารถฉลองชัยได้ถึง 26 ครั้งในฤดูกาลเดียว

ทว่ากลับมีกระสุนเงินที่ดึงคลอปป์ร่วงลงมาจากลมบนได้ !

สามทีมนั้นประกอบไปด้วย แอตมาดริด นาโปลีและวัตฟอร์ด สามสโมสรนี้ใช้รูปแบบการเล่นที่เหมือนกันคือ เพ่งสมาธิต่อเกมรับและจังหวะเคาเตอร์แอ็คแท็กเป็นหลัก (เราแทบจะไม่เห็นการขึ้นเกมรุกตามธรรมชาติของสามทีมที่ว่ามานี่เลย)

วิธีการนี้ทำให้นักเตะและแฟนบอลของตัวเองอึดอัด เพราะธรรมชาติของฟุตบอลจะสนุกได้ก็ต่อเมื่อเปิดหน้าแลกใส่กันเท่านั้น … ทว่าแม้จะอึดอัดแต่มันกลับเป็นแท็คติกการเล่นแบบเดียวที่สามารถเก็บชัยชนะเหนือลิเวอร์พูลได้

ระบบการเล่นที่คลอปป์ตกผลึกประกาศความเกรียงไกรถูกตามหาจุดอ่อนจนพบและทำลายลง

คลอปป์กลายเป็นผู้แพ้ แต่…ความพ่ายแพ้ผลักให้ผู้ชายคนนี้ไปไกลกว่าเดิมเสมอ เหมือนกับหนังสติ๊กที่ก่อนจะพุ่งไปไกลมันต้องถูกดึงรั้งไปข้างหลัง เฉกเช่นกับที่เคยเกิดขึ้นในสมัยที่เขาพ่ายแพ้ในเกมนัดชิง และพ่ายแพ้ในฐานะนักเตะของไมนซ์แล้วพลิกกลับมาพิชิตมันด้วยการเป็นอะไรที่เหนือกว่า

ผู้ชนะทุกคนย่อมต้องพานพบกับความพ่ายแพ้เป็นเรื่องปกติวิสัยเสมอ อย่ารังเกียจความพ่ายแพ้เลยครับ จงหัวเราะใส่มัน (โดยเฉพาะความพ่ายแพ้ของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด) แล้วค่อยเดินก้าวไป

“ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่จะต้องแลกมาด้วยความล้มเหลวนับครั้งไม่ถ้วนเสมอ…”

จบ

#เลิฟหงส์แดง #รักคนอ่าน