ความได้เปรียบของลิเวอร์พูลในการชิงตัวซานโช่, แวร์เนอร์ จากบิ๊กทีมอื่นเป็นอย่างไร ?

ตั้งแต่ เจอร์เกน คลอปป์เข้ามาคุมทีมลิเวอร์พูล นโยบายการซื้อเสริมทัพก็แปลกแหวกแนวจากสโมสรอื่นทั้งหมด คลอปป์ลดความหวือหวา เน้นความแน่นอน ไม่มีการปล่อยข่าวให้ตื่นเต้น ทีมซื้อขายแอบเจรจาอยู่หลังฉาก กว่าคู่แข่งจะรู้ตัว ก็ถูกลิเวอร์พูลจับนักเตะเป้าหมายเซ็นสัญญา เรียบร้อยโรงเรียนไมเคิล เอ็ดเวิร์ด

นักเตะเหล่านั้นประกอบด้วย ฟาบินโญ่, นาบี เกอิตา, อ็อกเลด แชมเบอร์เลน, อลิซอน เบ็คเกอร์, เฟอกิล ฟาน ไดก์ (รายนี้ ปล่อยข่าวว่าไม่สนแล้ว ก่อนจะดอดเจรจาสงบศึกดับเซาแธมป์ตัน แล้วเทเงินก้อนใหญ่จนปฏิเสธไม่ลง), ทาคูมิ มินะมิโนะ รวมถึง โรแบร์โต ฟิร์มิโน ในยุคแบรนดัน ร็อดเจอร์ส ที่ย้ายมาร่วมทีมแบบช็อกโลกเช่นเดียวกัน เลยกลายเป็นที่รู้กันในกลุ่มเดอะค็อปว่า

“คนที่เป็นข่าวนานจะไม่มา คนที่มาจะเป็นข่าวไม่นาน” ทำใจไว้ได้เลย เป็นข่าวกับใครเกินเดือน อดชูเสื้อแน่นอน

ทว่ามีนักฟุตบอลอยู่สองคน ที่ทําให้ลิเวอร์พูล “เอาใบบัวปิดข่าวไม่มิด” ตัวรุกที่ฟอร์มฮ็อตที่สุดในเยอรมันในเวลานี้  “ติโม แวร์เนอร์” และ “จาดอน ซานโช” นักฟุตบอลที่ผู้จัดการทีมระดับท็อปต่างต้องการตัว ไม่เว้นแม้แต่ เจอร์เกน คลอปป์

เราจะพาแฟนพรีเมียร์ลีกไปทำความรู้จักตัวตนของ 2 ดาวยิงจากบุนเดสลีกา พร้อมเปิดเผยเหตุผลที่อาจทำให้คลอปป์ต้องทุ่มเงินครั้งใหญ่อีกครั้ง และเงื่อนไขที่จะทำให้ได้ แวร์เนอร์ และ ซานโชมาร่วมทีม

ร่างกายดูคล้าย สไตล์แตกต่าง

ติโม แวร์เนอร์ (23) กองหน้าของสโมสรอาร์เบ ไลป์ซิก และ จาดอน ซานโช (20) ปีกของสโมสรโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ มีความสูงเท่ากันที่ 180 ซม. มีพื้นฐานร่างกายที่ค่อนข้างคล้ายกัน เป็นตัวรุกสมัยใหม่ ถนัดเท้าขวา แต่ใช้ได้ทั้งสองเท้า มีทักษะในการไปกับบอล มีความเร็วสูง แต่ใช้มันในรูปแบบที่ต่างกัน

แวร์เนอร์เติบโตเพื่อเป็นตัวจบสกอร์ เขาเป็นดาวซัลโวระดับเยาวชนที่สตุตการ์ทและทีมชาติเยอรมัน ผลิตสกอร์ดั่งเครื่องจักร เล่น U-17 ทำไป 32 ประตูจาก 37 เกม ถูกโปรโมทขึ้น U-19 ตั้งแต่าอายุ 16 ปี ก็ทำประตูไม่หยุด จนต้องจบการศึกษาไว้ที่ระดับมัธยมปลาย เพราะติดทีมชุดใหญ่ตั้งแต่อายุ 17 ปี กลายเป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดที่ลงเล่นถึง 50, 100, 150 เกมในบุนเดสลีกา

หลังจากสตุ๊ตการ์ทตกชั้นในปี 2016 ติโม แวร์เนอร์อายุ 20 ได้ย้ายไปร่วมทีมไลป์ซิก ลงเล่นไป 31 เกม ทำได้ถึง 21 ประตูในฤดูกาลแรก!

ติโมเคยวิ่งไปกับบอลด้วยเวลา 11.11 วินาทีในระยะ 100 เมตร และได้รับฉายา “เทอร์โบ ติโม” และเขาก็ใช้มันเป็นอาวุธหลัก ผสมกับความฉลาดในการเล่นกับพื้นที่จนถึงปัจจุบัน

“ผมชอบที่จะจิ้มบอลไปข้างหน้า 3-4 เมตร เวลาโต้กลับหรือมีพื้นที่ มันช่วยให้ผมสามารถเพิ่มระยะห่างจากกองหลังได้อีก”

แวร์เนอร์เชี่ยวชาญเรื่องไดเร็กฟุตบอล เกมโต้กลับ และการเล่นกับกับดักล้ำหน้าเป็นอย่างมาก และเขายังสามารถสลับไปเล่นปีกซ้าย หรือ false-9 ได้ด้วย  ปัจจุบันเขาทำไป 20 ประตูตามหลังเลวานดอฟสกีเพียง 2 ลูก และทำไป 6 แอสซิสต์ในบุนเดสลีกา

จาดอน ซานโชเติบโตมากับฟุตบอลข้างถนนในลอนดอน ก่อนจะได้เป็นเยาวชนของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็นหนึ่งในสุดยอดดาวรุ่งของทีมเรือใบสีฟ้า ร่วมกับ ฟิล โฟเดน แต่เขาได้สร้างโมเดลให้กับดาวรุ่งอังกฤษด้วยการย้ายออกไปเล่นทีมชุดใหญ่ในต่างแดนตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 20 ปี และเป็นเพียงนักเตะอังกฤษเพียงคนเดียวที่ประสบความสำเร็จด้วยวิธีดังกล่าว (ต่อจากโอเวน ฮากรีฟส์)

ฟุตบอลข้างถนนและความเป็นอเมริกาใต้ทำให้ซานโชเป็นนักฟุตบอลอังกฤษที่มีลีลาแพรวพราวราวกับนักเตะบราซิล (พ่อแม่อพยพมาจากตรินิแดดแอนด์โตเบโก) เขามีวิธีการเล่นริมเส้นที่คล้ายคลึงกับเนย์มาร์ จูเนีย แต่มีความเป็นทีมสูงกว่า (เยอะ) ซานโชมักใช้ทักษะโยกหลบผสานกับการเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วเพื่อเอาชนะคู่ต่อสู้ จุดเด่นของซานโชคือ การเงยหน้ามองพื้นที่ในระยะเวลาสั้นๆ ทำให้เขาเป็นคนที่คาดเดาได้ยากว่าจะทำอะไรต่อไป สถิติอธิบายได้เป็นอย่างดี เขาทำไป 13 ประตู แอสซิสต์ 14 ในบุนเดสลีกา (18 ประตู 15 แอสซิสต์ในทุกรายการ) เป็นปีกสารพัดประโยชน์ ทำได้ทั้งจบสกอร์และผ่านบอล จาดอนเล่นได้ทุกตำแหน่งในเกมรุกที่ไม่ใช่หน้าเป้า ปีกซ้าย ปีกขวา และกลางรุก

ถ้าให้เปรียบเทียบกับนักฟุตบอลลิเวอร์พูล ติโม แวร์เนอร์ ชวนให้นึกถึงดาเนียล สเตอร์ริดจ์ในช่วงพีคของเขา ใช้ความเร็ว ทักษะ และพื้นที่ในการฉีกเกมรับคู่แข่งเป็นริ้ว ๆ ในขณะที่จาดอนเปรียบเสมือนราฮีม สเตอร์ลิ่งร่างอีโซลูชั่น ทักษะสูงกว่า ผ่านบอลดีกว่า ความเข้าใจเกมสูงกว่า (เยอะ) และมีความทะเยอทะยานสูงมาก

เมื่ออ่านมาถึงจุดนี้ คงพอเข้าใจกันแล้วว่าเหตุใด เจอร์เกน คลอปป์ถึงใส่พวกเขาไว้ในลิสต์ “เป้าหมายหลัก” นอกจากจะมาจากลีกเยอรมันที่คุ้นเคยแล้ว สไตล์การเล่นของทั้งคู่ก็เข้ากันได้กับลิเวอร์พูลเป็นอย่างดี เหมาะจะเป็นตัวแทนของสามประสานที่กำลังถึงจุดพีคพร้อม ๆ กัน

แต่ลิเวอร์พูลต้องทำอย่างไรถึงจะแย่งชิงพวกเขามาได้?

ระหว่างบรรทัดต่อไปนี้คือเงื่อนไขและความได้เปรียบของลิเวอร์พูลในการคว้าตัว แวร์เนอร์ และ ซานโช

สำหรับ ติโม แวร์เนอร์นั้น คลอปป์อยากได้มาร่วมทีมนานแล้ว อุปสรรคอย่างเดียวคือ บาเยิร์น มิวนิก ที่เคยมีข่าวว่าจะได้ติโมตั้งแต่ซัมเมอร์ 2018 แต่มันก็ไม่เกิดขึ้น และด้วยเหตุผลบางอย่าง ความสนใจในตัวนักเตะก็ลดลงเรื่อย ๆ อาจเป็นเพราะระบบศูนย์หน้าตัวเดียว ที่มีโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ขวางทางอยู่นั้น มีสไตล์การเล่นที่ต่างจากแวร์เนอร์โดยสิ้นเชิง

เชลซีคืออีกทีมที่สนใจในตัวแวร์เนอร์มานาน แต่ล่าสุดมีข่าวว่าพวกเขามองหาตัวเลือกอื่นแล้ว เนื่องจากไม่อยากเสียเวลามาแข่งกับลิเวอร์พูลที่มีภาษีดีกว่า

ดีกว่ายังไง?

หนึ่ง ลิเวอร์พูลคือทีมเดียวในพรีเมียร์ลีกที่การันตีเข้ารอบแบ่งกลุ่ม UCL 2020/21 แล้ว สอง มีโอกาสสูงที่จะเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก สาม มีผู้จัดการทีมชาวเยอรมันชื่อเจอร์เกน คลอปป์ และที่สำคัญ มีสัมพันธไมตรีที่ดีกับสโมสรที่ปล่อยนักเตะยากที่สุดอย่าง อาร์เบ ไลป์ซิก

สิ่งที่ลิเวอร์พูลต้องทำก็คือ ยื่นข้อเสนอประมาณ 51 ล้านปอนด์ให้ไลป์ซิกภายในเดือนเมษายน ก่อนที่ค่าฉีกสัญญาจะเพิ่มขึ้นหลังจากนั้น ประเด็นคือ เราไม่รู้ว่า งบการซื้อตัวในบัญชีของลิเวอร์พูลในปัจจุบันนั้นมีอยู่เท่าไร จริงอยู่ว่าเงินหมุนเวียนนั้นมากพอที่จะลงทุน แต่สโมสรก็มีระบบการเงินของตัวเอง และคลอปป์คงไม่ไปละเมิดจุดนั้น

เจอร์เกน คลอปป์จะมุ่งสมาธิกับ 6 เกมลีกที่เหลือ และถ้าทำสำเร็จอย่างรวดเร็ว ข่าวการซื้อนักฟุตบอลคนแรกในรอบปีอาจมาเร็วกว่าที่คาดไว้

ในส่วนของ จาดอน ซานโช่ เขาเป็นที่ต้องการของทีมทั่วยุโรป ทั้งแมนซิตี้ แมนยูไนเต็ด เชลซี พีเอสจี เรอัล มาดริด และ ลิเวอร์พูล แต่สัญญาที่เหลือเพียง 2 ปี ทำให้ดอร์ทมุนด์ตัดใจขายซานโช่ด้วยราคาเพียง 100 – 120 ล้านปอนด์

เป้าหมายหลักของซานโชคือการกลับมาเล่นในพรีเมียร์ลีก และทีมที่เป็นตัวเต็งก็ตือทีมที่ปล่อยเขาไปในราคา 8 ล้านปอนด์เมื่อ 4 ปีที่แล้ว แมนซิตี้ได้สอดไส้เงื่อนไขสำคัญไว้ในสัญญาว่า ดอร์ทมุนด์ต้องแจ้งให้แมนซิตี้ทราบหากมีข้อเสนอขอซื้อ จาดอน ซานโช อย่างเป็นทางการ และแมนซิตี้ได้รับสิทธิที่จะเจรจาสัญญาส่วนตัวกับนักเตะก่อนสโมสรอื่น สมมติว่า ลิเวอร์พูลยื่นไป 100 ล้านปอนด์ แมนซิสามารถยื่นข้อเสนอในราคาที่เท่ากัน แต่ได้สิทธิตกลงค่าเหนื่อยกับซานโช่ก่อน (บรรลุข้อตกลงหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง)

ทว่า ข่าวล่าสุด แมนซิตี้ที่ใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมาตลอดปี โดนสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) ลงโทษจากการไปละเมิดกฎ Financial Fair Play (FFP) “อย่างรุนแรง” จนได้ พวกเขาจะถูกแบนจากรายการฟุตบอลยุโรปถึง 2 ฤดูกาล (2020-2022) พร้อมกับปรับเงิน 30 ล้านยูโร! (และอาจโดนตัดแต้มในฤดูกาลนี้)

ฤดูกาลหน้า UCL จะไม่มีแมนเชสเตอร์ซิตี้เข้าร่วม นั่นทำให้พื้นที่จะตกไปอยู่ในมือของทีมอันดับ 5 ในพรีเมียร์ลีกแทน และถ้าตารางคะแนนไม่เปลี่ยนแปลงไปจากปัจจุบัน เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ดจะได้ไป UCL และถ้าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดไม่สามารถพาตัวเองกลับสู่ UCL ได้อีก ตัวเลือกในการกลับมาเล่นพรีเมียร์ลีกของซานโช่ ก็จะเหลือแค่ ลิเวอร์พูล เชลซี ท็อตแนมป์

ลิเวอร์พูลจะยอมจ่ายกว่าร้อยล้านปอนด์หรือไม่ เป็นประเด็นที่น่าคิด “ถ้าหาก”มีการตกลง “ภายใน” กับหนึ่งในสามประสานถึงเรื่องการขอย้ายทีมหลังคว้าแชมป์ การลงทุนกับซานโช่ก็ไม่แปลกอะไร แต่ถ้ามาเน่, ซาลาห์, หรือฟิร์มิโน่ ยังอยู่ การมาของซานโช่ จะทำให้คลอปป์ต้องปรับไปเล่น 4-2-3-1 ซึ่งไม่ใช่แผนที่ทำให้ลิเวอร์พูลมาไกลถึงขนาดนี้

ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นหลังจากซีซั่นนี้ สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนแปลงไปคือ ลิเวอร์พูลได้กลายเป็น “ผู้เลือก” เต็มตัวไปซะแล้ว

จบ