ทำไมคลอปป์ถึงเอาสถิติไร้พ่าย 1,000 วันในแอนฟิลด์ไปเสี่ยงกับเยาวชนในศึกเอฟเอ ?

เอฟเอคัพคือถ้วยฟุตบอลที่เก่าแก่ที่สุดในรายการฟุตบอลอังกฤษ แต่ระยะหลังมานี้ถ้วยใบนี้กลับถูกลดความสำคัญไปตามกาลเวลาและจะไม่สามารถรักษาความขลังของตัวเองเอาไว้ได้

แม้ว่า เอฟเอคัพ (เอมิเรตส์คัพ) หรือ ลีกคัพ (คาราบาวคีพ) จะยังคงสร้างเกียรติยศและรายได้สำหรับสโมสรระดับกลาง แต่สำหรับสโมสรระดับแย่งพื้นที่ยุโรปแล้ว รายได้จากรายการเหล่านี้เป็นแค่เสี้ยวเดียวเท่านั้น

(บางทีนี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไม แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ยังคงปลดหลุยฟานกัลออกจากทีมในปี 2016 แม้ว่าฟานกัลจะนำเอฟเอคัพมาสู่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดก็ตาม)

อีกประการหนึ่งที่อดพูดถึงไม่ได้คือความเสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บที่อาจส่งผลต่อศึกพรีเมียร์ลีกโดยตรง มุสตาฟี่, แอมริก ลาปอร์ต, เจาคันเซโล่,และ ริยาด มาเรซ ของแมนซิตี้ รายชื่อที่กล่าวมานี้ ล้วนแล้วแต่ได้รับบาดเจ็บจากเกมเอฟเอคัพรอบที่ 4 ด้วยกันทั้งนั้น สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะสโมสรระดับกลางหรือเล็กจะ “ใส่เกินร้อย” ในการแข่งขัน เพราะหวังใจลึกๆ ว่าอาจเป็นแจ็คผู้ล้มยักษ์ลงได้

มันไม่ใช่ความผิดของแจ็คเหล่านั้น…

แต่มันก็ไม่ควรจะนับเป็นความผิดของสโมสรระดับท็อป ที่ไม่ต้องการเสียขุนพลไประหว่างฤดูกาล เพื่อแย่งชิงเงินรางวัล 10 ล้านปอนด์กับเกียรติยศเก่าแก่ที่อาจส่งผลต่อพื้นที่ในการไปเล่นยุโรปในซีซั่นถัดไปของพวกเขาเหมือนกัน

เป็ป กวาร์ดิโอล่าเคยให้ความเห็นต่อเรื่องนี้เอาไว้ว่า ไม่อยากให้จัดเกมรีเพลย์ ควรแข่งกันให้จบในเกมเดียวไปเลย ซึ่งมันเป็นคนละมุมมองกับเจ้าของทีมในลีกรอง การได้เจอกับทีมอย่างแมนซิตี้หรือลิเวอร์พูลถึง 2 เกมมันสร้างรายได้มหาศาลมากกว่าการเตะเกมลีกตลอดทั้งปี

ผู้จัดการทีมส่วนใหญ่ก็มีความเห็นไปในทางเดียวกัน บางคนไม่ได้พูดอะไร แต่เลือกส่งทีมเด็กลงไปกรุยทาง ก่อนจะค่อย ๆ เพิ่มจำนวนนักเตะทีมชุดใหญ่ลงไปตามรอบของรายการ

เจอร์เกน คลอปป์ เองก็ทำการประท้วงแบบอหิงสา ด้วยการหยิบยกจดหมายขอความร่วมมือจากพรีเมียร์ลีก ไม่ให้มีการลงเล่นช่วงเบรกหนีหนาวในเดือนกุมภาพันธ์ขึ้นมา และประกาศส่งชุด U23 ลงแข่งโดยมอบหมายให้นีล คลิตช์ลี่ย์ ผู้จัดการทีมเด็กคุมเกมแทน

แต่คลอปป์กลับโดนวิพากษ์วิจารณ์ทั่วสารทิศ และกลายเป็นคนเยอรมันที่ไม่เข้าใจธรรมเนียมอังกฤษไปโดยปริยาย

นักวิจารณ์ส่วนใหญ่มองว่าการส่งเด็กอายุเฉลี่ย 19 ปีลงสู่สนามของคลอปป์จะทำให้ราศีของเอฟเอคัพหม่นหมองลงไป

ทว่ามุมมองแบบนั้นดำรงอยู่ได้เพียงก่อนเกมการแข่งขันเท่านั้น

เมื่อเกมเริ่มต้นขึ้น กลุ่มเด็กอายุเฉลี่ยเพียง 19 ปีของลิเวอร์พูล ปลุกเอฟเอคัพที่ไม่ใช่รอบชิงชนะเลิศ ให้กลับมาอยู่ในกระแสโซเชียล เพราะว่าไม่เคยมีใครบ้าคลั่งพอจะส่งอะคาเดมี่ 11 คนลงไปขย่มทีมระดับอาชีพในเกมทางการ แถมตัวผู้จัดการทีมยังเป็นเพียงโค้ชของนักเตะอคาเดมี่เท่านั้น

สำคัญที่สุดก็คือ เกมระหว่างหงส์น้อยและชรูวส์บิวรี่ นั้นจะเกิดขึ้นที่แอนฟิลด์หรือสถานที่ที่ลิเวอร์พูลไร้พ่ายมาแล้วพันกว่าวัน

อะไรกันแน่ที่ทำให้คลอปป์กล้ายัดสถิติอันทรงเกียรตินั้นไว้กับกลุ่มนักฟุตบอลที่ยังอ่อนประสบการณ์ได้ ?

คำตอบที่ว่าต้องย้อนกลับไปดูเกมทั้งหมดของลิเวอร์พูลในศึกพรีเมียร์ลีก !

หนึ่ง – ฤดูกาล 2018-19 บอกกับคลอปป์เอาไว้การทำ “ทุกวิถีทาง” นั้นยังไม่เพียงพอต่อการเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกได้

ฤดูกาล 2019-20 ลิเวอร์พูลจึงต้องทำมากกว่านั้น

ความยากของคลอปป์ทวีความความรุนแรงเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่า เพราะนอกจากจะต้องเค้นทุกอย่างที่มีใส่ลงไปกับเกมแล้ว เขายังต้อง หาสมดุลของนักเตะเพื่อเอาชนะอาการเหนื่อยล้าของนักเตะในช่วงท้ายฤดูกาลให้ได้ด้วย

แต่โปรแกรมที่ติดกันทุกๆ 72 ชั่วโมงบอกกับคลอปป์ว่า การพยายามวิ่งหนีอาการเหนื่อยล้าที่ต้องลงเล่นทุกสามวันนั้นไม่ต่างอะไรไปจากการพยายามปฏิเสธว่าไม่มีน้ำตาหลังจบความสัมพันธ์กับคนที่เรารักมากที่สุด !

ธรรมชาติของการอกหกคือน้ำตา ธรรมชาติของการมีโปรแกรมแข่งถี่ก็คือความเหนื่อยล้า

สอง – เมื่อพรีเมียร์ลีกร่อนจดหมายหนีหนาวมาถึง คลอปป์จึงไม่รอช้าที่จะคว้ามันเอาไว้ นักเตะลิเวอร์พูลส่วนใหญ่แยกย้ายไปตามแต่ละซอกมุมของโลก อลีสซงกลับไปหาพี่ชาย ฟานไดซ์ ไวนาดุม ออคเหลดจัดทริปพักผ่อนเล็กๆ ฯลฯ

สาม – การเบรกหนีหนาวนอกจากจะเป็นการพักผ่อนกล้ามเนื้อแล้ว ยังเป็นการพักผ่อนจิตใจการจากเผชิญหน้ากับลูปการซ้อมซ้ำๆ ทุก 72 ชั่วโมงอีกด้วย

ตัดภาพกลับมาที่หงส์แดงตัวน้อย

สี่ – ในเกมกับชรูวส์บิวรี่เลกแรก ลิเวอร์พูลเหมือนบ้านที่ถูกถอดเสาเอกออกไปจากทีม (คือเวอร์กิลฟานไดซ์) เกมรับในวันนั้นเละเทะที่สุดในรอบ 3 ปี แต่ อดัม ลัลลาน่า, โจ โกเมซ และ จอร์แดน เฮนเดอร์สันก็ทำทุกวิถีทางให้น้องๆ ดูเป็นตัวอย่างไปแล้วว่า แม้ศักยภาพจะสามารถทดแทนได้เต็มร้อยเปอร์เซ็น แต่หัวใจที่มุ่งมั่นนั้นจะต้องระเบิดพลังเกินร้อยออกมา

คลอปป์ต้องการให้เหล่าลิเวอร์เบิร์ดรุ่นเล็กได้เรียนรู้ที่จะเป็น “ลมใต้ปีก” ให้กันและกัน เฉกเช่นเดียวกันกับรุ่นพี่ในเกมนั้น

ห้า – สถิติไร้พ่ายร่วม 1000 วันของแอนฟิลด์อาจฟังดูสุ่มเสี่ยงเกินไปที่จะฝากให้เด็กอายุเฉลี่ย 19 ปีแบกรับ แต่ในทางกลับกันมันก็เป็นแรงผลักดันชั้นดีให้หงส์น้อยเหล่านั้นมุ่งมั่นจะคว้าชัยชนะมา

หก – ถ้าลิเวอร์พูลชุดใหญ่เอาชนะชรูวส์บิวรี่ได้ในแอนฟิลด์ มันก็จะเป็นเพียงแค่ชัยชนะครั้งหนึ่งเท่านั้น แต่ถ้าลิเวอร์พูลชุดเยาวชนอาชนะได้ ชัยชนะก็จะแปรเปลี่ยนเป็นความทรงจำให้กับเยาวชนทุกคนไปตลอดกาล

เจ็ด – ความจริงแล้วแนวทาง “ดันดารา”ก็ได้รับไฟเขียวจากคุณ John W. Henry ที่มีวิสัยทัศน์ให้คลอปป์และทีมโค้ชช่วยผลักดันผลผลิตจากอะคาเดมี่ให้ก้าวสู่เส้นทางตำนานให้ได้มากที่สุด

สุดท้าย – หากผ่าน 6 เกมสุดท้ายไปได้ คลอปป์จะเริ่มพักตัวจริงบางคน ไว้สู้ศึกยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก และผลักดัน “จอมยุทธ์เด็ก” ขึ้นมาลับกระบี่เคียงข้างเหล่าศิษย์พี่ในลานประลองของจริงเจ็บจริง

การส่งลิเวอร์พูลชุดเล็กลงสู่สนามก็เหมือนกับการลงทุนเพื่ออนาคตของคลอปป์ แต่ทุกๆ การลงทุนย่อมมีความเสี่ยงเสมอบังเอิญที่ความเสี่ยงในครั้งนี้มันหมายถึง  สถิติไร้พ่าย 1000 วันของแอนฟิลด์

ทว่าคนที่เสี่ยงเท่านั้นถึงจะได้ของที่อยู่สูง ผลลัพธ์ของการเสี่ยงของคลอปป์ในครั้งนี้นั้นประเมิณค่ามิได้เลย

ยุคสมัยใหม่กำลังเติบโตขึ้นอย่างช้าๆ แล้ว

จบ