การเรียนจบปริญญาวิทยาศาสตร์กีฬาของคลอปป์ส่งผลต่อลิเวอร์พูลอย่างไร ?

สถิติของลิเวอร์พูลหลังจบมกรา 2020 มีดังนี้

– ชนะรวด ล้างอาถรรพ์มกราคมต้องคำสาป

– เก็บ 73 จาก 75 คะแนนในฤดูกาลนี้

– เก็บคะแนนที่ 100 จาก 34 เกม

– ชนะรวด 20 เกมในแอนฟิลด์

– 11 คลีนชีต

– ไร้พ่ายมาแล้ว 42 เกม

– นำรองจ่าฝูง 22 คะแนน เป็นคะแนนนำที่ห่างสุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก

– ไม่แพ้ในแอนฟิลด์พันกว่าวัน (นานจนขี้เกียจนับแล้ว)

– มีโอกาสสร้างสถิติเป็นแชมป์ลีกหลังจบเกมที่ 31 เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์

“นี่มันง่ายเกินไป นี่มันไม่ชินเลย”  สถิติสุดอลังการนั่นทำให้เหล่าแฟนหงส์แดงรู้สึกหนาวจนมึนไปหมด สมองด้านซ้ายบอกว่าเกมยังไม่จบอย่าเพิ่งนับซากเรือใบสีฟ้าอับปาง สมองด้านขวาบอกให้ดีใจได้แล้ว ตัวตนสองด้านตีกันไปกันมาก็เริ่มคุยกันว่า

“เออ ทำไมมันถึงจบเร็วขนาดนี้กันนะ ?”

ต้องขอบคุณชัยชนะรวดเดียว 14 เกมของแมนซิตี้ที่ทำให้คลอปป์ได้เรียนรู้ว่า ถ้าไม่อยากโดนแซงตรงโค้งสุดท้าย ก็จงเหยียบให้มิดจนคู่แข่งสำลักฝุ่นหลุดโค้งไปเอง

แต่ด้วยความที่ลิเวอร์พูลไม่ใช่ทีมสายอัดฉีด แถมผู้จัดการทีมก็ไม่ใช่สไตล์ “เอาเงินมา แล้วเอาแชมป์ (แล้วก็) ไป” มันเลยต้องลงทุนทางด้านเวลากันไม่น้อยเพื่อที่จะรื้อ “Liverpool Way” ขึ้นมาใหม่ กลุ่ม FSG ต้องทนเจ็บตัวอยู่ถึง 5 ปีเต็ม หลังจากโปะหนี้ก้อนใหญ่ให้ธนาคาร “ไม่ยึดทีม” ในปี 2010 จนในที่สุดเขาก็ได้พบกับ “คนที่ใช่” ตามคำทำนายของนักวิเคราะห์ชาวลิเวอร์พูล “เอียน แกรแฮม”

หลายคนอาจจะยังไม่ทราบแต่ เจอร์เก็น คลอปป์คือโค้ชฟุตบอลที่เรียนจบตรงสายวิทยาศาสตร์การกีฬาจากมหาวิทยาลัยแฟรงเฟิร์ต เมื่อปี 1995 (ไม่ใช่ปริญญาตรีแต่เป็นปริญญาโทแบบเทียบเท่า) พื้นฐานวิทยาศาสตร์กีฬาของคลอปป์พาเขาเดินทางไกลในกับลิเวอร์พูลในระยะล้านไมล์

แต่เรื่องทั้งหมดมันเริ่มต้นขึ้นตรงที่หนุ่มใหญ่มาดร็อกคนนี้มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกับ John W Henry พวกเขาทั้งสองคนต่างก็เป็นคนประเภทหลงไหลในวิทยาศาสตร์และสถิติดุจเดียวกัน

และเส้นทางความมหัศจรรย์สุดบ้าคลั่งนั่นก็เริ่มต้นจากภรรยาของเจอร์เก็นที่บอก (คำพูดของภรรยาก็คือคำสั่งที่คือกฏของฟ้า) ให้เขาลองเปิดใจคุยกับลิเวอร์พูลดูสักครั้ง

คลอปป์ทำตามที่ภรรยาตัวเองบอก  เขาเข้าพบเฮนรี่ พบเห็นโปรเจ็คต่างๆ มากมาย แต่กล่าวกันว่าสิ่งที่ทำให้คลอปป์ตกลงปลงใจก็คือ การได้เห็นบรรดานักวิเคราะห์และนักวิทยาศาสตร์ที่ ไมเคิล เอ็ดเวิร์ดจ้างเข้ามาทำงานเบื้องหลัง !

หนุ่มใหญ่สายวิทย์กีฬาไม่อาจปฏิเสธโปรเจ็กของคุณเฮนรี่ได้ด้วยเหตุผลนั้น

โปรเจ็คของเฮนรี่ก็คือ การสร้าง “รากฐาน” ที่จะช่วยทำให้ลิเวอร์พูลยืนหยัดได้อีกยาวนาน ทว่า…มันเป็นหลักการที่ค่อนข้างขัดกับฟุตบอลยุคปัจจุบันที่ต้องการความสำเร็จแบบฉีกซองพร้อมกิน

การที่มิสเตอร์เฮนรี่เลือกที่ยึดอยู่กับกลยุทธ์การ “ล้มยักษ์” ที่เขาถนัดนั้น เป็นเพราะความล้มเหลวในปี 2013/14 มันสอนว่าการไม่ได้แชมป์นั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่เท่ากับการที่สโมสรต้องเสียนักฟุตบอลคีย์แมนคนแล้วคนเล่า ส่งผลให้ลิเวอร์พูลไร้ความต่อเนื่องและสม่ำเสมอเฉกเช่นทีมระดับกลางตารางอยู่เรื่อยไป

กลยุทธ์ “ล้มยักษ์” หรือ “Money Ball” นั้นว่าด้วยการคัดสรรกลุ่มบุคคลด้วย “คุณค่า” และ “มูลค่าแฝง” ผ่านการวิเคราะห์ทางสถิติ เพื่อเข้าประกอบรวมกันจนกลายเป็น “ทีม” ที่สามารถสร้างคุณค่าให้ทีมได้ในระยะยาว โดยไม่ได้มุ่งไปที่ “ราคา” ที่ตลาดแปะให้นักฟุตบอลในขณะนั้น เพราะมันอาจไม่ได้สะท้อนมูลค่าบนสนามฟุตบอลอย่างแท้จริง ทีมวิเคราะห์ของลิเวอร์พูลจะไม่ได้มองแค่เรื่องของทักษะอันฉาบฉวยเท่านั้น หากแต่เก็บข้อมูลลึกถึงไปจนถึงนิสัยใจคอกันเลยทีเดียว

นักฟุตบอลที่เป็นผู้ถูกเลือกและเป็นผู้เลือกสวมเสื้อสโมสรลิเวอร์พูลภายใต้การคุมทีมของเจอร์เกน คลอปป์ จะต้องเข้าใจองค์ประกอบทั้ง 6 ได้แก่ ร่างกาย, แท็กติก, จังหวะ, เทคนิค, การเคลื่อนที่, และ อารมณ์

ผู้จัดการแต่ละคนให้ความสำคัญกับการสร้างพื้นฐานของนักฟุตบอลต่างกัน และมันถูกแสดงออกในการฝึกซ้อมและสไตล์การเล่นฟุตบอลของทีม

ยกตัวอย่างเช่น

อาเซน เวนเกอร์ ให้ความสำคัญกับเทคนิค, ราฟา เบนิเตซ ให้ความสำคัญกับแท็กติก, เป็ป กวาร์ดิโอลาอาจเน้นไปที่เรื่องของการเคลื่อนที่, โฆเซ่ มูรินโญ่เชี่ยวชาญเรื่องจังหวะ แต่สำหรับเจอร์เกน คลอปป์ “ร่างกาย” คือปัจจัยที่สำคัญที่สุด

คลอปป์ต้องการให้นักฟุตบอลของเขามีร่างกายที่สามารถวิ่งได้นานกว่า 90 นาที จึงขอให้ทีมว่าจ้าง ทีมแพทย์ที่ดีที่สุด, นักกายภาพที่ดีที่สุด, รวมถึงนักโภชนาการที่ทำให้อิ่มท้องอิ่มใจที่สุดเข้าทีม ในช่วงเริ่มต้นของพรีซีซั่น เหล่านักเตะที่ไม่มีโปรแกรมทีมชาติจะต้องเข้าเซสชั่นฝึกซ้อม “นรก” ที่โหดจนร้องขอชีวิต ความเข้มข้นจะค่อยๆ ถูกลดระดับลงจนคงที่ก่อนเปิดฤดูกาล เมื่อซีซั่นเริ่มต้นขึ้น ลิเวอร์พูลจะกลายเป็นทีมที่มีความพร้อมที่สุดทีมหนึ่ง

แต่การเตรียมดินให้สมบูรณ์ไปด้วยแร่ธาตุนั้นต้องใช้เวลาและการไถกลบซ้ำแล้วซ้ำอีก เช่นเดียวกับการ build ร่างกายนักกีฬาต้องค่อยเป็นค่อยไปไม่ให้พัง ด้วยความที่ร่างกายแต่ละคนมีพื้นฐานไม่เท่ากัน คลอปป์จึงเลือกที่จะรอคอยและให้เวลานักฟุตบอลในการปรับตัว

ดังนั้น “ความอดทน” จึงกลายเป็นเงื่อนไขแรก สำหรับผู้ที่ต้องการจะเล่นให้คลอปป์ที่สโมสรลิเวอร์พูล

ผลลัพธ์ของเน้น “ร่างกาย” คืออะไร ?

Klopp’s time หรือช่วงเวลา 15 นาทีสุดท้ายที่ลิเวอร์พูลจะโหมบุกใส่คู่ต่อสู้จนทำประตูได้สำเร็จราวปาฏิหาริย์ คือหลักฐานยืนยันของผลลัพธ์ที่ว่า

ตอนที่ดึงตัวเป็ป ลินจ์เดอร์สกลับมารับตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการทีม แม้ไม่ได้เชี่ยวชาญด้านเกเก้น เพรสซิ่ง แต่เป็ปก็มอบมิติใหม่ให้กับทีม นั่นคือ transition ฉบับฟุตบอลโปรตุเกส (tactical periodzation) ปรัชญาที่วาง “แท็กติก” เป็นศูนย์กลาง นักฟุตบอลจะถูกฝึกซ้อมให้ตัดสินใจ, ใช้ทักษะ, เคลื่อนที่ อย่างเป็นอิสระแต่ไม่หลุดจากแท็กติกของทีม

ฟุตบอลของคลอปป์ที่เห็นกันอยู่ทุกสัปดาห์ ดูง่ายแต่ซับซ้อน เบื้องหลังของการบอลไดเร็กที่ต่อบอลกันเพียงสามจังหวะนั้น เต็มไปด้วยรายละเอียดของการสลับตำแหน่ง, เคลื่อนที่, ตัดสินใจ, ปล่อยความสามารถ ของนักกีฬา 10 คนที่เกิดขึ้นในจังหวะพร้อม ๆ กัน

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดเกิดขึ้นในเกมกับเวสต์แฮม พวกเขายืนกัน 9 คนในแดนตัวเอง แต่ไม่สามารถหยุดยั้งเกมรุกลิเวอร์พูลได้ เพราะมันเป็นรถบัสรุ่นเก่า แผนการเล่นแบบให้นักฟุตบอลรับผิดชอบเฉพาะพื้นที่รอบตัวของเดวิด มอยส์นั้นมันล้าสมัย ไม่มีทางเลยที่จะรับมือกับการวิ่งสลับตำแหน่งของนักเตะลิเวอร์พูลที่เต็มไปด้วยความฟิตมากกว่า 90 นาทีได้ !

เกมที่ต้องไปเยือนสนามโมลินิวส์ของวูล์ฟแฮมป์ตัน เป็นเกมที่ทำให้คลอปป์ต้องเก็บไปศึกษา วูล์ฟฯ เป็นทีมเดียวที่มีความฟิตระดับเดียวกันหรืออาจจะเหนือกว่าลิเวอร์พูล และเป็นทีมที่เล่นกับการเปลี่ยนจังหวะ(TRANSITION) ได้ยอดเยี่ยมสมเป็นสไตล์โปรตุเกส แต่คลอปป์ทำการบ้านมาดี เขาสั่งให้ลูกทีมยืนกระจายให้กว้างที่สุดเพื่อรับมือกับเกมริมเส้นอันดุดัน และจังหวะที่อดาม่าหลุดไปทำแอสซิสต์นั้น ก็คือจังหวะที่แนวรับลิเวอร์พูลยืนกันแคบเกินไป อดทำลายสถิติทำคลีนชีตติดต่อกัน 12 เกม

เกมกับเซาแธมป์ตันเป็นเกมที่องค์ประกอบทั้ง 6 ถูกแสดงให้เห็นอย่างชัดเจน แนวรับถูกแดนนี่ อิงส์ป่วนหนัก แต่ไม่ร้อนรน พวกเขายังคงยึดแท็กติกอย่างอดทน และเมื่อโอกาสมาถึง การตัดสินใจอย่างรวดเร็ว, การเคลื่อนที่อย่างแม่นยำ นำไปสู่การปลดปล่อยทักษะในพื้นที่สุดท้าย ทำให้ราล์ฟ ฮาเซนฮุตเทิลต้องยอมจำนนให้กับ “ความเรียบง่ายแต่ซับซ้อน” ไปอีกราย

แต่ร่างกายไม่ใช่แก่นสำคัญเพียงหนึ่งเดียว

องค์ประกอบชิ้นที่ 6 ชิ้นสุดท้ายที่ทำให้ลิเวอร์พูลอยู่เหนือชั้นบรรยากาศของโลกพรีเมียร์ลีก คือ อารมณ์ นักฟุตบอลในทีมชุดใหญ่ของลิเวอร์พูลเล่นด้วยกันมาอย่างต่ำ 2 ปี ผ่านความรู้สึกขมขื่นกับความ “เกือบชนะ” มาด้วยกัน นักฟุตบอลเกือบทุกคนเคยถูก “มองข้าม” ไม่ว่าจะเป็น เฮนเดอร์สัน, อลีสซง, อาเดรียน, ฟาน ไดก์, แอนดี้, จินี่, ชากิรี่, มาเน่, ซาลาห์, บ๊อบบี้, อ็อกเลด, รวมถึงมหาเทพดิว็อก โอริกี

ทุกคนล้วนแล้วแต่เคยถูกวิพากษ์จากนักวิจารณ์มาด้วยกันทั้งสิ้น แต่มันกลับกลายเป็นแรงผลักดันให้กันอย่างไม่น่าเชื่อ พวกเขาต่างมีอารมณ์ร่วมของ “ความแพ้ไม่ได้แล้ว” ที่ผลักให้ต้องสู้จนวินาทีสุดท้ายของเกมการแข่งขัน

หลังจากลิเวอร์พูลคว้าแชมป์เปียนลีกสมัยที่ 6 นั่นคือช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการซื้อนักเตะเข้าสู่ทีมของลิเวอร์พูล

แต่คลอปป์กลับยืนกรานอย่างหนักแน่นว่าจะไม่มีใครทั้งนั้นที่จะได้ย้ายออกไป และจะไม่มีใครทั้งนั้นที่เขาจะเสริมเข้ามา

นักวิจารณ์บางคนมองว่าคลอปป์ทำหวยรางวัลที่ 1 สิบชุดหลุดมือไป แต่มองอีกแง่คลอปป์กำลังทำในสิ่งที่ยั่งยืนกว่าการคว้าโอกาสฉาบฉวย อย่างเช่น การซื้อนักเตะในช่วงขาขึ้นเข้ามาสู่ทีม คือการลงมือซื้อหัวใจของนักเตะทุกคนให้ยิ่งมีอารมณ์ร่วมกับทีมมากยิ่งขึ้น

“จะไม่มีใครมาเสริมทีม ทุกคนต้องอยู่ด้วยกัน เพื่อคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกให้ได้”

บางทีนี้อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ลิเวอร์พูลทิ้งห่างอันดับสูงได้สูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ถึง 22 แต้มก็ได้

พวกเขากลายเป็นโชคชะตาที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง Sorry, but we are Inevitable