6 เหตุการณ์ของโฆเซ่มูรินโย่ที่แอบปันใจให้ลิเวอร์พูล แม้เขาจะเป็นอดีตกุนซือแมนยูก็ตาม

พรีเมียร์ลีกปี 2014 คือปีที่แฟนบอลหงส์แดงเจ็บปวดที่สุดปีหนึ่ง ปีนั้นลิเวอร์เบิร์ดจบฤดูกาลด้วยอันดับสองเบ็ดเสร็จเก็บแต้มไปได้ทั้งสิ้น 84 คะแนน สูงเทียบเท่าค่าเฉลี่ยแชมป์พรีเมียร์ลีกส่วนใหญ่

ทว่านั่นก็ยังไม่เพียงพอจะทำให้ลิเวอร์พูลคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้ เพราะปีนั้นแมนเชสเตอร์ซิตี้ดันเก็บแต้มในตอนท้ายฤดูกาลได้มากกว่าลิเวอร์พูล 2 คะแนน !

เรือใบสีฟ้าในฤดูกาลนั้นทำแฟนหงส์แดงแสบเข้าไปถึงทรวง

ทว่าคนที่ทำให้แฟนหงส์แดงต้องเจ็บแปลบไปถึงขั้วใจไม่ใช่ผู้จัดการทีมแมนเชสเตอร์ซิตี้อย่างเปเยกรินี่ในปีนั้น แต่เป็น The Speacial One จากเชลซีอย่างโฆเซ่ มูรินโย่ ที่บุกมาช่วงชิงสามคะแนนจากลิเวอร์พูล แม้จะเป็นเกมที่ลิเวอร์พูลได้เล่นในแอนฟิลด์ก็ตาม

ความพ่ายแพ้ในเกมนั้น มันเป็นจุดพลิกผันที่ทำให้เรือใบสีฟ้าผลิกกลับขึ้นมานำเป็นจ่าฝูงในโค้งสุดท้ายและคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกไปครองในท้ายที่สุด

ถ้าเปเยกรินี่เป็นหนามตำใจเดอะค็อปในปีนั้น โฆเซ่ มูรินโย่ก็เหมือนไฟฟ้าแรงสูงที่ช๊อตใส่เด็กลิเวอร์พูลทุกคน

ไม่ต้องนับทักษะการใช้ปากที่เก่งพอๆ กับทักษะการคุมทีมของเขาซึ่งสามารถจิกกัดเด็กหงส์ให้แสบไปถึงทรวงสมัยอยู่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดหรอกครับ เพียงแค่การช่วงชิงความฝันของเดอะค็อปในช่วงท้ายฤดูกาล 2013-14 ไปก็เพียงพอจะทำให้แฟนบอลหงส์แดงแค้นผู้จัดการทีมชาวโปตุกีสคนนี้ไปจนวันสุดท้ายของชีวิตได้

ทว่าพรีเมียร์ลีกกับละครน้ำเน่าหลังข่าวสองทุ่มอาจเหมือนกันตรงที่

บางครั้งความแค้นก็แปรเปลี่ยนเป็นความรักได้อย่างหน้าตาเฉย !

อีกทั้งระยะหลังมานี่โฆเซ่ มูรินโย่นั้นกลับทำดีกับลิเวอร์พูลแบบผิดวิสัย เหตุการณ์เหล่านั้นมีอะไรบ้าง ?

มันถูกบรรจุเอาไว้ในระหว่างบรรทัดดั่งต่อไปนี้แล้วครับ

หนึ่ง – บางทีอาจเป็นเพราะ โฆเซ่ มูรินโย่ ลงเอ่ยกับแมนยูไนเต็ดแบบเละตุ้มเป๊ะ ทำให้เขาเห็นศัตรูของแมนยูไนเต็ดอย่างลิเวอร์พูลกลายเป็นมิตรไปโดยปริยาย เพราะหลังจากที่เขาถูกปลดจากแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด กุนซือชาวโปรตุกีสก็ได้รับงานใหม่เป็นนักวิเคราะห์ในบริษัท Skysport อยู่พักหนึ่ง

หนึ่งในวาทะที่ถูกพูดถึงมากที่สุดของเขาในการทำหน้าที่นักวิเคราะห์ครั้งนี้ก็คือคำพูดที่ว่า

“ผมคิดว่าลิเวอร์พูลจะเป็นแชมป์ลีก (2019-20)”

สอง – หลังจากมูรินโย่ประกาศประโยคนั้นออกไป ท่ามกลางคนบนโลกฟุตบอลมากมายที่หัวเราะเยาะต่อคำทำนายดังกล่าว มูรินโย่ก็กระโดดกลับเข้ามาสู่พรีเมียร์ลีกอีกครั้ง

คราวนี้บอร์ดบริหารของ ท็อทแน่ม ฮอตสเปอร์ส เป็นฝ่ายกล้าเสี่ยงดวงกับกุนซือที่มีปัญหาในการถูกนักเตะเล่นไล่โค้ชถึงสองครั้ง

มูรินโย่ในยุคสเปอร์สนั้นแตกต่างจากที่เคยเป็นมา ความจริงถ้านับตามสูตรสำเร็จของมูรินโย่แล้ว เขามักจะใช้แผนเกมรับแบบ “รถบัส” ในการปราบคู่ต่อสู้และพาทีมไปสู่ฝั่งฝัน ทว่ามูรินโย่ร่างนี้แตกต่างออกไปตรงที่ เขาเปลี่ยนกระบวนทัพรถบัสของตัวเองให้กลายเป็นรถเมล์สาย 8 ที่เทอะทะสมกับเป็นรถขนาดใหญ่ แต่ก็แรงพอจะแซงซ้ายปาดขวาในช่วงโมงเร่งด่วนได้เสมอ

กระบวนทัพรูปแบบใหม่ของเขาถึงกับปราบชนะแมนเชสเตอร์ซิตี้ด้วยสกอร์ 2 ประตูต่อ 0 ลงเมื่อวันวันอาทิตย์ที่ 2 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา …

ชัยชนะของมูรินโย่ในครั้งนี้ ทำให้ลิเวอร์พูลทิ้งห่างแมนเชสเตอร์ซิตี้ถึง 22 แต้ม ส่งลิเวอร์พูลเข้าใกล้แชมป์พรีเมียร์ลีกระยะประชิดดุจเดียวกับที่เขาได้ทำนายเอาไว้เมื่อเดือนพฤศจิกายนสมัยที่ยังทำงานเป็น Pundit ให้ Skysport !

สาม – ไม่เกินจริงไปนักหากจะกล่าวว่า มูรินโย่ รู้จักทีมระดับท็อปในพรีเมียร์ลีกแบบลึกซึ้งที่สุดคนหนึ่ง (ก็พี่เขาเล่นไปคุมมาแล้วสามทีมนี่ครับ)

ดังนั้น การเป็นผู้จัดการทีมระดับท็อปพรีเมียร์ถึงสามสโมสร จึงทำให้เขาเข้าใจวัฒนธรรมฟุตบอลของทีมระดับท็อปเป็นอย่างดี

ทว่า Main Stand ที่เขาแอบรักมากที่สุดในใช่อัฒจันทร์ของแมนยูไนเต็ด เชลซีหรือท็อทแน่มฮอตสเปอร์ส แต่เป็นอัฒจรรย์ของลิเวอร์พูลอย่างแอนฟิลด์ต่างหาก… เรื่องนี้ต้องหมุนเวลากลับไปเมื่อ 15 ปีก่อน …

ก่อนปาฏิหาริย์ที่อิสตันบลูจะเกิดขึ้น ลิเวอร์พูลต้องแข่งรอบรองชนะเลิศยูฟ่าแชมป์เปียนลีกกับเชลซี

ในเลกแรกทั้งคู่ลงเอ่ยด้วยสกอร์เสมอ 0-0 ทว่าเลกสองลิเวอร์พูลก็ปิดเกมแบบดราม่าตั้งแต่นาทีที่ 4 เมื่อ หลุย การ์เซีย ตวัดขาส่งบอลไปสู่ประตู แต่ผู้เล่นรายหนึ่งของเชลซีในเวลานั้นกลับสกัดมันออกไปได้

ไม่มี Goaline ไม่มี VAR … คำตัดสินทั้งหมดอยู่ที่ไลน์แมนเพียงคนเดียว

โฆเซ่ มูรินโย่ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุการณ์ในครั้งนั้นโดยยกเครดิตในการทำประตูครั้งนั้นว่ามันเกิดขึ้นจากเสียงเชียร์ของแอนฟิลด์โดยตรง เขากล่าวถึงมันเอาไว้ว่า

“สำหรับผมเสียงเชียร์ที่แอนฟิลด์ทรงพลังเหลือร้าย มันสวยงามเกินกว่าที่ผมจะหาคำบรรยายได้ แม้ผมจะมั่นใจว่าเสียงเชียร์เหล่านั้นจะไม่มีผลต่อนักเตะของผม แต่ผมไม่เชื่อจริงๆ ว่ามันจะไม่มีผลต่อเกมการแข่งขัน บางครั้งเสียงคำรามของแฟนบอลก็ส่งผลต่อความกดดันของไลน์แมนให้ตัดสินประตูนั้นเหมือนกัน

“ผมไม่เคยดูเทปย้อนหลังในวันนั้นอีกเลย แต่นักเตะของผมบอกกับผมว่า ลิเวอร์พูลไม่สมควรได้ประตูนั้น ทุกอย่างสัมพันธ์กันหมด ประตูของลิเวอร์พูลไม่ได้ลอยมาจากดวงจันทร์ แต่มันเกิดขึ้นได้เพราะมีเสียงคำรามบนสแตนด์ในแอนฟิลด์ต่างหาก”

สี่ – ในเกมที่ลิเวอร์พูลพลิกนรกเอาชนะบาเซโลนาในเลกสองของรอบรองชนะเลิศแชมป์เปียนลีกเมื่อฤดูกาลที่แล้วได้ มูรินโย่ที่ทำหน้าที่ Pundit อยู่ในเวลานั้นได้ให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่า

“ความบ้าคลั่งนี้เกิดขึ้นได้เพราะคนๆเดียวคือ เจอร์เก็น, ทั้งหมดนี่มันเกิดขึ้นได้เพราะเขาเพียงคนเดียวจริงๆ

“สิ่งที่เกิดขึ้นในเกมนี้ คือปฏิกิริยาโต้กลับของชายผู้ไม่ยอมแพ้ คุณคิดดูแล้วกัน ซาลาห์ถูกพรากไปจากพวกเขาด้วยอาการบาดเจ็บ พวกเขาขาดสไตร์คเกอร์ตัวหลักไป แต่เจอร์เก็น ไม่เคยออกมาโวยวายอะไรแม้แต่คำเดียว ดังนั้นสำหรับผม มันจึงไม่ใช่เรื่องของแทคติค ไม่ใช่เรื่องของปรัชญาในการคุมทีมบ้าบอนั่นด้วย ทั้งหมดที่ทำให้ลิเวอร์พูลบ้าคลั่งขนาดนี้ได้เป็นเพราะหัวใจ จิตวิญญาณและอะไรบางอย่างที่เจอร์เก็น ทำให้นักเตะของเขากลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ได้มากมายขนาดนี้”

ห้า – สตีเวน เจอร์ราด คือนักเตะเพียงคนเดียวที่มูรินโย่พยายามจะดึงตัวไปร่วมสโมสรด้วย ไม่ว่าจะเป็นสมัยที่เขากุมบังเหียน มาดริด อินเตอร์มิลาน หรือ เชลซีก็ตาม แต่เสียใจด้วยโฆเซ่ที่หัวใจของเจอร์ราดไม่มีทางถูกสังเวยให้ใครเป็นอันขาด

“ผมพยายามแล้ว ทุกวิถีทาง ผมเคยหวังว่าสแตมป์ฟรอดบริดจ์จะให้ความรู้สึกเหมือนกับแอนฟิลด์ได้ ผมอยากจะยกย่องเขาแบบเดียวกับที่ลิเวอร์พูลทำ แต่…สุดท้ายมันก็ไม่ได้เป็นแบบนั้น สำหรับผมเขาจะเป็น ศัตรูที่ผมหลงรักไปตลอดกาล”

หก – สุดท้ายหลังจากมูรินโย่กุมบังเหียนสเปอร์สล่มเรือใบสีฟ้าจมทะเล ด้วยชัยชนะเหนือแมนซิตี้ 2 ประตูต่อ 0 แล้ว เขาก็ให้สัมภาษณ์แบบที่ทำให้แฟนแมนเชสเตอร์ทุกคนต้องเจ็บแปลบ แต่แฟนลิเวอร์พูลแอบหัวเราะในใจว่า

“ผมต่อกรกับทีมระดับแชมป์จริงๆ แมนซิตี้คือทีมมหัศจรรย์ แม้ว่าพวกเขากำลังจะสูญเสียถ้วยพรีเมียร์ลีกไปให้บางทีมแล้วก็ตาม”

สุดท้าย – ความจริงเหมือนโฆเซ่จะรู้ตัวว่า เขาทำบาปทำกรรมกับลิเวอร์เบิร์ดไม่ขึ้น เพราะหลังจากที่เขาพรากแชมป์พรีเมียร์ลีกจากลิเวอร์พูลไปในปี 2014 ปีถัดๆ มาเขาก็ถูกปลดจากกุนซือถึง 2 ครั้ง จากเกมที่เขาแพ้ลิเวอร์พูล

(เขาก็ถูกปลดจากตำแหน่งหลังการพ่ายแพ้ให้กับลิเวอร์พูลในยุค เจอร์เก็น คลอปป์ (ปี 2015) และถูกปลดอีกครั้งในตำแหน่งผู้จัดการแมนยูไนเต็ดในเดือนธันวาคมปี 2018 หลังจากแพ้ลิเวอร์พูล)

มูรินโย่เอาชนะลิเวอร์พูลในปี 2014 ไปด้วยสกอร์ 2 – 0 บังเอิญหรือเวรกรรมก็ไม่อาจทราบได้เพราะจำนวนสกอร์ที่เขาทำกับลิเวอร์พูลนั้นคือจำนวนเดียวกันกับที่เขาโดนปลดหลังจากการพ่ายแพ้ลิเวอร์พูลในปีถัดๆ มา !

บางทีนี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้คนปากร้ายแบบโฆเซ่ เริ่มทำดีกับลิเวอร์พูลในระยะหลังมานี้ … ก็เป็นได้

จบ

ปัจฉิมลิขิต.โฆเซ่ มูรินโย่กลายเป็นผู้จัดการทีมเพียงคนเดียวที่เคยผลักลิเวอร์พูลให้ออกจากถ้วยแชมป์ (เมื่อปี 2014) และเข้าใกล้แชมป์แบบโคตรของโคตรใกล้ (ในปี 2020)

#เลิฟหงส์แดง #รักคนอ่าน