แต่ละย่างก้าวของอาโนล…จากเด็กปั้นอคาเดมี่สู่ว่าที่ตำนาน

สตีเว่น เจอร์ราด เกิดและเติบโตที่เมอร์ซี่ไซด์ เข้าทีมเยาวชนตอนอายุ 9 ขวบ ลงเล่นเกมเปิดตัวตอนอายุ 18 ปี คว้าทริปเปิ้ลแชมป์ (ลีกคัพ, เอฟเอฟคัพ, ยูฟ่าคัพ) ในฤดูกาล 2000-2001 ตอนอายุ 21 ปี ต่อด้วยแชมป์ยูฟ่าซูเปอร์คัพ สวมปลอกแขนกัปตันสโมสรตอนอายุ 23 ปี และนำทัพชูถ้วยแชมป์ยุโรปตอนอายุ 25 ปี ทั้งหมดของชีวิตเจอร์ราดกับตำนานลิเวอร์พูลมีความหมายเหมือนกัน

นับแต่นั้นแฟนบอลลิเวอร์พูลรอคอยสเกาเซอร์เลยเมื่อ ทว่าไม่มีผู้ใดก้าวพ้นคำว่าดาวรุ่งขึ้นมาเป็นผู้เล่นตัวจริงได้ … จนกระทั่ง สตีเวน เจอร์ราด ออกจากทีมไปหนึ่งปี ชื่อของเทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาโนลด์ก็เริ่มกลายเป็นที่รู้จัก

“เขาจะเป็นผู้เล่นอาชีพระดับท็อป” เจอร์ราดทำนายอนาคตของอเล็กซานเดอร์อาโนลในวันที่ยังไม่เติบใหญ่เอาไว้แบบนั้น

เทรนต์ได้รับสัญญาอาชีพฉบับใหม่ จากนั้นในเกมลีกคัพรอบที่ 5 พบกับลีดส์ ยูไนเต็ด เขาทำแอสซิสต์ “แรก” ด้วยการถวายพานให้ท่าน ดิว็อก โอริกี กดสกอร์ขึ้นนำ ก่อนที่ทีมจะชนะ 2-0 เทรนต์ลงเล่นไปทั้งสิ้น 12 เกม คว้ารางวัล ผู้เล่นดาวรุ่งแห่งปีของสโมสร และ รางวัล ผู้เล่นยอดเยี่ยมของพรีเมียร์ลีก 2 (ลีกสำรอง) ในฤดูกาล 2016/17

“จุดเริ่มต้นของตำนาน

เทรนต์เกิดที่ West Derby ชานเมืองลิเวอร์พูล ในขณะที่เจอร์ราดเกิดที่หมู่บ้าน Whiston ซึ่งอยู่ไกลออกไปอีกประมาณ 7 ไมล์ เปรียบเทียบได้กับเส้นทางสู่การเป็นนักฟุตบอลอาชีพของทั้งสองคน

เจอร์ราดเข้าร่วมทีมเยาวชนตอนอายุ 9 ขวบ แต่ไม่ได้มีอนาคตที่สดใสนัก เขายังไม่ติดทีมชาติชุดเล็ก แต่ต้องตระเวนไปทดสอบฝีเท้ากับสโมสรอื่น ๆ (หนึ่งในนั้นคือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด) “เพื่อกดดันลิเวอร์พูลให้มอบสัญญา” (เปิดเผยในอัตชีวประวัติ) ที่สุดแล้วเขาก็ได้สัญญาอาชีพจากทีมรักตอนอายุได้ 17 ปี

แตกต่างจากเทรนต์ สโมสรลิเวอร์พูลส่งหนังสือขออนุญาตถึงมือคุณพ่อคุณแม่ ให้เข้าร่วมทีมเยาวชนตั้งแต่อายุ 6 ขวบ ได้เรียนรู้ฟุตบอลในหลากหลายตำแหน่ง ได้รับปลอกแขนกัปตันทีมชุด 16 และ 18 ปีในตำแหน่งปีกขวา ภายใต้การดูแลของเฮดโค้ช เปป ลินจ์เดอร์ส ก่อนจะถูกเปลี่ยนไปเล่นตำแหน่งฟูลแบ็ค เพื่อเคลียร์เส้นทางในการขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ จนกระทั่งอดีตกุนซือ เบรนดัน ร็อดเจอร์สเรียกตัวให้ร่วมทีมพรีซีซั่นในปี 2015

 

“ก้าวกระโดด”

เจอร์เก็น คลอปป์ถูกแต่งตั้งให้เป็นผู้กุมบังเหียนลิเวอร์เบิร์ดต่อจากรอดเจอร์ส เทรนต์อเล็กซานเดอร์อาโนลจึงได้รับโอกาสในทีมชุดใหญ่ในฐานะแบ็คขวาตัวสำรองของนาธาเนียล ไคลน์ในปี 2016-17

ฤดูกาล 2017-18 ไคลน์มีอาการบาดเจ็บหนักที่หลัง คล็อปป์เลือกใช้ โจ โกเมซ หมุนเวียนกับเทรนต์  แล้วเขาก็ตอบแทนโอกาสนั้นด้วยการซัดฟรีคิกใส่ฮอฟเฟนไฮม์ในเกมรอบคัดเลือก UCL นับเป็นประตูแรกอย่างเป็นทางการ

(เขากลายเป็นผู้เล่นที่อายุน้อยที่สุดลำดับที่สาม ที่สามารถทำประตูได้ในเกมเปิดตัวของรายการระดับยุโรป)

ต่อจากนั้นก็ทำประตูได้ในเกมที่เอาชนะมาริบอร์ 7-0 และปิดท้ายปี 2017 ด้วยการทำประตูในเกมบ็อกซิ่งเดย์ที่เอาชนะสวอนซีไป 5-0

 

“ผู้จุดแสงสว่าง”

เส้นทางของเทรนต์ดูเหมือนจะไร้ซึ่งอุปสรรค แต่ความจริงแล้วขวากหนามกลับซ่อนอยู่ภายในใจของเขานั่นเอง

เทรนต์มีนิสัยคิดมากและเป็นคนเก็บตัว เขาก็เหมือนสเกาเซอร์คนอื่นที่เติบโตโดยมีสตีเว่น เจอร์ราดเป็นต้นแบบ เขาต้องการจะเล่นกองกลางให้ได้เหมือนกับตำนานในใจเขา

แล้วโอกาสก็มาถึงจริงๆ ครั้งหนึ่งคลอปป์ส่งเทรนต์ลงเล่นในตำแหน่ง MC ทว่าความฝันของเขาก็พังเละไม่เป็นท่า ร่างบางและความเร็วของเขามีไม่พอให้ใช้ปะทะกับผู้เล่นพรีเมียร์ลีกในแดนกลางสุดเถื่อน

เทรนต์กลับไปสู่จุดเดิมที่ฟูลแบ็คฝั่งขวา เขาสับสน ไม่กล้าปล่อยอาวุธในตัว

“ในตอนเริ่มต้นเกมระดับอาชีพ มันค่อนข้างลำบาก ผมไม่กล้าที่จะเติมเกมตามที่ถนัด ผมเก็บตัวคนเดียวหลังเกม เพื่อนสนิทที่สุดในทีมของผมคือ ร้อบโบ้ เขาเดินมาบอกผมว่า เฮ้ ดูสิ ฉันยังทำได้ นายก็ทำได้”

แอนดรูว โรเบิร์ตสัน หนึ่งในนักฟุตบอลที่ชีวิตเคยบัดซบที่สุดในทีม เป็นคนดึงมือน้องชายขึ้นมาอีกครั้ง

ความจริง เทรนต์ไม่สามารถรับมือกับ วิลฟรีด ซาฮา และ มาคัส แรชฟอร์ดได้เลย ถึงอย่างนั้นเจอร์เกน คล็อปป์ก็ยังให้เวลาและประสบการณ์บ่มเพาะเขา จนกระทั่ง…ในเกม UCL รอบควอเตอร์ไฟนอลปี 2017-18 ลิเวอร์พูลจะต้องลงสนามดวลกับคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อที่สุดอย่างแมนเชสเตอร์ซิตี้

นักวิจารณ์ออกมาปรามาส อเล็กซานเดอร์ อาโนล ว่าต้องโดน เลอรอย ซาเน่ สอนบอลเละเทะเป็นแน่  แต่เทรนต์อุดปากนักวิจารณ์ด้วยการคว้าแมนออฟเดอะแมตช์ในเกมนั้น และลิเวอร์พูลเอาชนะแมนเชสเตอร์ซิตี้ 3 ประตูต่อ 0 แถมได้รับคำยกย่องจากสื่อในการเก็บซาเน่ใส่กระเป๋ากางเกง

ลิเวอร์พูลทะลุเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศกับเรอัล มาดริด ใครจะคิดว่าสเกาซ์เซอร์คนหนึ่งจะหยุดตำนานโลกฟุตบอลอย่างคริสเตียนโน โรนัลโด้ให้แผลงฤทธิ์ไม่ออกได้

แม้เกมนั้นจะจบลงด้วยคาวมผิดหวัง แต่ความเจ็บปวดกับปุ๋ยดินเหมือนกันตรงที่ มันทำให้บางสิ่งเติบโตเสมอ

เทรนต์ได้รับการเสนอชื่อให้เข้าชิงรางวัล โกลเด้นบอย และได้รับการโหวตเป็นอันดับสองรองจาก มัทไธจ์ เดอลิกต์

 

“ก้าวข้ามโกลเด้นบอย”

เทรนต์ไม่เคยได้รับรางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยมระดับอินเตอร์เนชั่นแนล กระนั้นฟอร์มและมูลค่าของเขาไม่เคยหยุดอยู่กับที่ ได้รับการจัดอันดับจาก CIES ให้เป็นฟูลแบ็คที่มีมูลค่าที่สุดในปี 2019 จากนั้น เขาก็จารึกชื่อตัวเองเป็นนักฟุตบอลอายุน้อยที่สุด (20 ปี 143 วัน) ที่ทำ 3 แอสซิสต์ในเกมเดียวในเกมที่เอาชนะวัตฟอร์ดไป 5-0 ลิเวอร์พูลจบฤดูกาล 2018-19 ด้วยตำแหน่งรองแชมป์ประวัติศาสตร์ 97 คะแนน เทรนต์ถือสถิติกองหลังที่ทำแอสซิสต์มากที่สุดที่ในประวัติศาสตร์ที่ 12 ประตู

“ผู้ปลดล็อกแชมป์”

แมทซ์พลิกล็อคที่สุดในประวัติศาสตร์หงส์แดงคือเกมในเลกสองที่พวกเขาเอาชนะบาเซโลนามาได้ 4 ประตู ทั้งๆ ที่ในเลกแรกนั้นพวกเขาตกเป็นฝ่ายตามหลังอยู่ถึง 3 ลูก

สุดท้ายสกอร์รวมจบลงตรงที่ลิเวอร์พูลสยบบาเซโลนา 4 ประตูต่อ 3

อเล็กซานเดอร์อาโนลเป็นฮีโร่ในเกมนั้นหรือเปล่าไม่ทราบ … แต่เด็กคนนี้คือมนุษย์คนแรกที่หลอกมนุษย์ต่างดาวได้สำเร็จ (ปล.อันที่จริงเขาขอยืมพลังมหาเทพดิวอกโอริกี้มาด้วยนิดหน่อย)

เทรนต์แอสซิสต์ให้โอริกี้สร้างประตูที่ 4 ที่จะต้องจารึกลงหน้าประวัติศาสตร์ พลิกเข้ารอบชิงชนะเลิศไปเอาชนะท็อตแนมป์ ฮอตสเปอร์ส คว้าแชมป์ UCL สมัยที่ 6

โซ่ที่ตรวนหงส์แดงให้ห่างจากแชมป์เอาไว้ขาดสะบั้นลงตรงนั้น

เทรนต์กลายเป็นนักฟุตบอลที่อายุน้อยที่สุดที่ได้ลงเล่นรอบชิงชนะเลิศ UCL 2 ปีติดต่อกัน นับตั้งแต่คริสเตียน ปานุชชี่ของเอซี มิลานในปี 1995

“เราต่างก็มีตำนานเป็นแบบฉบับของตัวเอง”

เทรนต์และลิเวอร์พูลเริ่มต้นฤดูกาลด้วยการคว้าแชมป์ ยูฟ่า ซูเปอร์คัพเหนือสโมสรเชลซี จากนั้นได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลบัลลงดอร์ (จัดโดยนิตยสาร France Football) ได้รับเสียงโหวตในอันดับที่ 19 ต่อด้วยการแอสซิสต์ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บให้โรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ทำประตูชัยเอาชนะสโมสรมอนเทอร์เร ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศไปคว่ำสโมสรฟลาเมงโก้ คว้าแชมป์ที่สามให้กับตัวเองในระยะเวลาครึ่งปี

ในพรีเมียร์ลีก ณ ปัจจุบัน (คือ 17 เกมพรีเมียร์ลีกของหงส์) เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาโนลด์ทำไป 8 แอสซิสต์ เป็นรองแค่ เควิน เดอบรอยด์

“ผมต้องการเป็นตำนานของสโมสรมาตลอด ผมต้องการคว้าแชมป์ ลงเล่นให้ได้มากที่สุด เอาชนะในแต่ละเกมแล้วกลายเป็นกัปตันทีม ผมจะเป็นตำนานสโมสรแห่งนี้ได้ไง หากย้ายไปเล่นที่อื่น เป้าหมายคือการอยู่ที่นี่และประสบความสำเร็จให้ได้มากที่สุด”

บทสัมภาษณ์นั่นออกมาจากหัวใจของสเกาซ์เซอร์รายนี้

จริงอยู่ที่อาโนลมีความฝันในใจว่าอยากเป็นตำนาน “ในแดนกลาง” เช่นเดียวกับเจอร์ราด แต่ความจริงเราทุกคนล้วนมีตำนานในแบบฉบับของตัวเราเองทั้งนั้น

จริงอยู่ที่อเล็กซานเดอร์อาโนลจะมีชื่อเป็นผู้เล่นในแนวรับ แต่ฉายาของเขาที่รู้จักในนามของ “ฟูลแบ็ค-เพลย์เมกเกอร์” กำลังเล่าขานและไม่อยู่ในร่มเงาของใคร