อะไรทำให้โจโกเมสคู่ควรกับการเป็นเซ็นเตอร์มากกว่าวิงแบ็ค ?

ชีวิตของ โจเซฟ เดฟ “โจ” โกเมซ เซ็นเตอร์แบ็กดาวรุ่งทีมชาติอังกฤษและสโมสรลิเวอร์พูล ช่างผันผวนไม่ต่างจากตลาดหุ้นไทย

โดยพื้นฐานแล้ว เขาเป็นนักฟุตบอลที่มีความเร็วและมีทักษะแบบกองหลังยุคใหม่มาตั้งแต่เล่นให้ทีมเยาวชนจนได้ขึ้นทีมชุดใหญ่ของสโมสรชาร์ลตัน แอธเลติก และเป็นลิเวอร์พูลที่คว้าตัวมาด้วยราคาเพียง 3.5 ล้านปอนด์ในปีสุดท้ายของเบรนดัน ร็อดเจอร์ส โดยที่แฟนบอลแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพ่อหนุ่มคนนี้เลย นอกจากแค่ฟูลแบ็กดาวรุ่งคนหนึ่ง

9 สิงหาคม โจ โกเมซลงเล่นเกมเปิดตัวในตำแหน่งแบ็คซ้ายกับสโตกซิตี้ และสามารถทำแอสซิสต์ได้ในนาทีที่ 86 เป็นประตูชัยของทีม! แฟนหงส์แดงฮือฮา หรือนี่จะเป็นแบ็กซ้ายที่ทีมตามหามาแสนนาน

ร็อดเจอร์สชื่นชอบโกเมซเป็นพิเศษ เขาได้ออกสตาร์ทตัวจริงใน 6 เกมแรก แต่แล้วรถไฟเหาะที่กำลังไต่ระดับก็เปลี่ยนทิศทาง เจอร์เก็น คลอปป์รับตำแหน่งในวันที่ 8 ตุลาคม 2015 แต่โกเมสได้รับบาดเจ็บเอ็นหัวเข่าฉีกในขณะที่ลงเล่นให้ทีมชาติในวันที่ 13 ตุลาคม

ยังไม่ทันได้กอดกัน โกเมสก็ต้องเข้าโรงพยาบาล รักษาตัวถึง 1 ปีเต็ม

คล็อปป์มองเห็นบางอย่างในตัวโกเมซ หลังฟื้นฟูร่างกายกลับมาแล้วนาธาเนียล ไคลน์ได้รับบาดเจ็บ เขากลายเป็นตัวเลือกแรกในตำแหน่งฟูลแบ็กด้านขวา ก่อนหน้าเทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาโนล ในตำแหน่งดังกล่าว โกเมสลงเล่นถึง 31 เกม ก่อนที่เกมทีมชาติจะพารถไฟของเขาดิ่งลงเหวอีกครั้ง อาการบาดเจ็บที่ข้อเท้าทำให้เขาอดลงเล่นเกมรอบชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ลีกกับเรอัล มาดริด

แม้จะเพิ่งเรียกความฟิต แต่การที่เดยัน ลอฟเรนแจ้งอาการบาดเจ็บตนเองกับสโมสรหลังตลาดซัมเมอร์ 2018/19 ปิดตัว ทำให้คลอปป์ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถเสริมทีมได้ เขาต้องเสี่ยงใช้ โจ โกเมซ ยืนคู่กับ เวอร์กิล ฟานไดจ์กตั้งแต่เกมแรกของฤดูกาล ไม่มีใครคาดคิดว่า พวกเขาจะกลายเป็นโคตรคู่หูในแนวรับ เก็บคลีนชีตได้ถึง 8 จากการลงเล่นคู่กัน 15 เกม ส่งลิเวอร์พูลขึ้นนำจ่าฝูงเบียดกับแมนเชสเตอร์ซิตี้ แต่สุดท้ายอาการบาดเจ็บก็วนมาหาโกเมสอีกรอบ เขาถูกผู้เล่นเบิร์นลี่ย์เข้าเสียบจนขาหัก (แม้ก่อนหน้านั้นจะถูกเสียบขาแทบหักมาแล้วในเกม UCL กับพีเอสจี)

โจเอล มาติปกลับมาทันเวลา สานต่อความเหนียวแน่นในเกมรับ ส่งให้ลิเวอร์พูลคว้า 97 คะแนนประวัติศาสตร์ และแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกสมัยที่ 6 โดยที่โกเมซหลุดไปเป็นสำรองในตำแหน่งแบ็กขวา

ใคร ๆ ก็ร้องยี้ ยามได้เห็นโกเมซลงเล่นแทนเทรนต์ สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล ไร้ซึ่งความมั่นใจในการเติมเกมรุก สมาธิในการเล่นเกมรับก็หลุดกระจาย แต่คล็อปป์ก็ยังยืนยันเสียงแข็งว่า เทรนต์จำเป็นต้องได้พักบ้าง และโกเมซต้องการเกมเคาะสนิม

แต่…แม้ว่าจะต้องส่งเทรนต์ลงมาแก้สถานการณ์บ่อย ๆ คล็อปป์ก็ยังเห็นบางอย่างในตัวโกเมซ

“เมื่อปีที่แล้ว คู่หูตอนเปิดฤดูกาลคือ โจ กับ เวอร์กิล ใช่มั้ยครับ แล้วก็ทำผลงานกันได้อย่างยอดเยี่ยม พวกเราคิดว่า การให้เขายืนฝั่งขวามันสมเหตุสมผล เพราะว่าโดยปกติ เราเล่นโดยใช้เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ 3 คน และมันสำคัญสำหรับเขาที่จะได้ปรับจังหวะการเล่นสำหรับช่วงธันวาคม-มกราคมเขาเล่นแบ็กขวาในเกมกับเบิร์นลี่ย์ และได้รับบาดเจ็บ ซึ่งทำให้เขาต้องหยุดพักไปนาน”

นั่นคือคำอธิบายของ คลอปป์ถึงเหตุผลที่ยังดันโกเมสลงในตำแหน่งแบ็กขวา

แต่สถิติไม่เคยโกหกใคร…

ปี 2019 ผลงานของลิเวอร์พูลเกรียงไกรไร้พ่ายระดับประวัติศาสตร์ แต่การที่พวกเขาไม่สามารถเก็บคลีนชีตได้ถึง 13 เกมติดต่อกันเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1998 ก็กลายเป็นจุดตำหนิเล็ก ๆ บนลายเส้นด้ายที่สวยงาม เกิดเป็นคำถามว่าเกิดอะไรขึ้นกับแนวรับระดับท็อปของยุโรป? นักเตะที่ค่าตัวสูงที่สุดในสโมสรอย่างฟานไดจ์กและอลิสซงฟอร์มตกลงอย่างนั้นหรือ  ?

เป็นเรื่องบังเอิญหรือโชคชะตา ที่โจ โกเมซต้องสลัดความกังวล กลับมาทำหน้าที่แทนเซ็นเตอร์แบ็กสุดแกร่ง และเขาก็ช่วยให้ทีมกลับมาเก็บคลีนชีตได้ทันที 3 เกมติด

โจ โกดินปรับเกียร์จนถึงระดับ 4 ในเกมรอบชิงชนะเลิศรายการ FIFA Club World Cup 2019 กับสโมสรฟลามิงโก้ สโมสรบราซิลที่เต็มไปด้วยนักฟุตบอลบราซิลเลี่ยนฝีเท้าแพรวพราวความเร็วจัดจ้าน

ผ่านบอลมากที่สุด 100 ครั้ง สำเร็จ 90 ครั้ง

ดวลกลางอากาศชนะ 8/12 (มากที่สุดในเกม)

เคลียร์บอล 6 ครั้ง

สัมผัสบอลมากที่สุด 117 ครั้ง

ผ่่านบอลยาวแม่นยำที่สุด 16 ครั้ง

และเก็บคลีนชีตเป็นเกมที่ 4 จาก 5 เกมที่เขาลงสนาม (100% เมื่อลงเล่นคู่กับฟาน ไดจ์ก)

อันที่จริง เวอร์กิล เพิ่งหายป่วยก่อนเกม ร่างกายไม่ได้สมบูรณ์นัก ดังนั้นเสาหลักของเซ็นเตอร์เกมชิงชนะเลิศก็คือ โจ โกเมส เขาเป็นทั้งตัวชน ตัวซ้อน (เทรนต์) ตัวขึ้นบอล ตัวเคลียร์ ตัวบล็อก เป็นทุกตัวให้พี่เวิร์จในเกมนั้น พี่สั่งอะไร หนูจัดให้หมด

ไม่อยากจะเชื่อว่า การเล่นแบ็กขวาแบบห่วงหน้าพะวงหลังที่ผ่านมา จะทำให้โกเมซมีพัฒนาการในการเล่นเกมรุกแบบก้าวกระโดดในตำแหน่งเซ็นเตอร์ กล้าลากบอลหนีผู้เล่นบราซิลระดับซีเนียร์ไม่รู้กี่ขยัก

ความได้เปรียบของโกเมซเหนือมาติปและลอฟเรน คืออายุและความเร็ว

เร็วจัดปลัดบอก ปลัดยังขอบอกว่าเร็วกว่ายายสปีด! เทรนต์ถึงกับหยุดเมื่อเห็นโกเมซวิ่งแซงไปสกัดบอล

เชื่อได้เลยว่า โจ โกเมซสามารถไปได้ไกลกว่าเกียร์ 4 แต่

เบื้องหลังของเซ็นเตอร์ดาวเด่นอย่าง มัทไธจน์ เดอ ลิกต์, แฮร์รี่ แมกไกวร์, คักลาร์ โซยุนคู, หรือแม้แต่เวอร์กิล วาน ไดจ์ก (สมัยเล่นให้เซาแธมป์ตัน) คือคู่หูมากประสบการณ์ที่คอยประคองอยู่เคียงข้าง

โจ โกเมซในวัย 22 ปีก็ต้องการสิ่งนั้นเช่นกัน เขาโชคดีที่มีเจอร์เก็น คลอปป์ เป็นป๋าดัน และมีลูกพี่เวิร์จดึงแสงไฟเข้าหาตัว ช่วยน้องลดความกดดันจากสื่อได้ตามที่คล็อปป์ต้องการ

ที่เหลือคือเรื่องของร่างกาย การที่โจต้องเป็นคนที่โดนเตะจนเจ็บยาวซ้ำแล้วซ้ำอีกอยู่เรื่อยไป อาจเป็นเพราะสไตล์การเข้าสกัดที่ค่อนข้างทุ่มทั้งตัว ต่างจากไดจ์กที่สกัดบอลด้วยเสียงคำรามและเทคนิคส่วนตัว

เวิร์จเคยเจ็บยาวก่อนย้ายมาเล่นให้ลิเวอร์พูล ประสบการณ์น่าจะสอนให้เขารู้วิธีเอาตัวรอดจนหลีกหนีลดแรงปะทะไปได้ในแต่ละเกม

ประสบการณ์และเวลาสามารถทำให้โจ โกเมซกลายเป็นเซ็นเตอร์เบอร์หนึ่งของสโมสรและทีมชาติ ถ้าร่างกายไม่พังเสียก่อน โกเมซต้องเก็บวิธีรักษาร่างกายมาจากคู่จิ้นรุ่นพี่ให้ได้

ไหน ๆ ก็มียอดนักก๊อปปี้อยู่ในทีมแล้ว ลองปรึกษาไม่น่าจะเสียหาย ช่วยน้องหน่อยนะ ซาดิโอ คูกิมิยะ…