“มโน+วิเคราะห์” 4 ปัจจัยส่งลิเวอร์พูลเป็นแชมป์ไร้พ่ายเฉกเช่นอาเซน่อลปีมหัศจรรย์

ผลงานสุดสะเด่าของนักเตะลิเวอร์พูลที่ยืนหนาวๆ อยู่บนตำแหน่งสูงสุดของตารางคะแนนพรีเมียร์ ทิ้งห่างแมนเชสเตอร์ซิตี้ถึง 11 คะแนน ทำให้เดอะค๊อปทุกหมู่เหล่าต่างก็มีความหวังประกายอยู่ภายในใจลึกๆ ว่าปีนี้จะเป็นปีที่จะสอยแชมป์พรีเมียร์ครั้งแรกมาครอบครอง ล้างอาภรรพ์และเลิกโดนแฟนแมนยูไนเต็ดเที่ยวแซะเสียที

(แต่เชื่อไหมเดี๋ยวก็ยกเรื่องจำนวนขึ้นมา)

อย่างไรก็ตาม ผลงานในลีกตอนนี้ที่เก็บชัยชนะไป 13 ครั้ง เสมอแค่เกมเดียว และยังไม่แพ้ใครเลย ทำให้อดคิดไปไม่ได้เลยว่าการได้แชมป์พรีเมียร์ลีกเฉยๆ จะยังไม่พอต่อการรอคอยอันแสนเนินนาน แต่มันต้องเป็นแชมป์แบบไร้พ่ายให้มันสาแก่ใจสมกับคำทำนายเป็นบทกลอนที่ล่ำรือกันมาเนิ่นนานจากหลวงปู่หงส์แดง ณ วัดป่าแอนฟิลด์ที่สลักเอาไว้ว่า

“เมื่อฟ้าสีทองผ่องอำไพ ลิเวอร์พูลจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน(พรีเมียร์ลีค)”

 

เส้นทางสู่ถ้วยทอง (ที่ไม่ใช่ยาหม่อง)

คอบอลอังกฤษเข้าเส้นทุกคน รู้กันดีว่าในบรรดาการเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกทั้งหมด 27 ครั้งนั้น มีเพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่ถ้วยพรีเมียร์กลายเป็นสีทอง

นั่นคือเหตุการณ์ของซีซั่นประจำปี 2003 – 2004 ที่ขุนพลไอ้ปืนใหญ่ โดยนายใหญ่อาร์แซน เวนเกอร์ อาร์เซน่อล คว้าแชมป์ไปครองแบบไร้พ่าย ไม่แพ้ให้ทีมไหนในลีกเลยตลอดฤดูกาล ซึ่งนอกจาก 38 เกมในฤดูกาลนั้น การไม่แพ้ใครต่อเนื่องของอาร์เซน่อลยังรวมเอาปลายฤดูกาลก่อนหน้า กับต้นฤดูกาลหลังไปด้วย รวมเป็นทั้งหมด 49 เกมในลีกยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษ

ลิเวอร์พูลของ เยอร์เก็น คลอปป์ ก็ใช่ว่าจะเริ่มไร้พ่ายเมื่อต้นฤดูกาล 2019-20 การพ่ายแพ้ครั้งล่าสุดของเครื่องจักรสีแดงต้องย้อนไปถึงวันที่ 4 มกราคม (แพ้แมนซิตี้ 2-1 ในการแข่งของฤดูกาลที่แล้ว)

นับตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมาก็ยังไม่แพ้ใครเลยรวมแล้ว 29 เกม (สถิตินี้นับก่อนเกมพรีเมียร์ลีคนัดที่ 14) เป็นการไม่แพ้ติดต่อยาวนานที่สุดอันดับ 5 ของพรีเมียร์ลีกเลยทีเดียว เหลืออีก 25 เกมในลีกถ้าเครื่องจักรสีแดงยังคงไร้พ่ายจนจบฤดูกาล พวกเขาจะกลายเป็นทีมที่ไม่แพ้ติดกันยาวนานที่สุดในอังกฤษ 54 เกมส์ และจะเป็นสถิติยาวนานเป็นอันดับ 7 ของยุโรปอีกด้วย

หัวใจสำคัญของแชมป์ไร้พ่ายทั้งสี่

หนึ่ง – ภาระที่ไม่เกินตัว

ถ้าจะฝันไกลไปถึงแชมป์ไร้พ่ายแล้ว ความสม่ำเสมอคือสิ่งที่ขาดไม่ได้ ด้วยการแข่งขันที่มีทั้งเกมส์ยุโรปกลางสัปดาห์ และบอลถ้วยภายในประเทศ ทำให้การจะรักษาฟอร์มการเล่นระดับพระกาฬอย่างสม่ำเสมอไม่ใช่เรื่องง่าย ทีมต้องมีขนาดใหญ่พอ ที่แบ่งเบาภาระกันและกันได้

โชคดีหรือฟ้าลิขิตเอาไว้แล้วก็ไม่อาจทราบได้ ที่คลอปป์ดันไปสัญญากับเด็กแสบเอาไว้ว่า “จะยกโปรแกรมถ้วยในทีมชาติ” ให้พวกเขาไปรับผิดชอบ นั่นหมายความว่าแม้ลิเวอร์พูลจะไม่มีทีมชุด B เหมือนกับแมนเชเสตอร์ซิตี้ แต่ด้วยสัญญาที่ให้ไว้ ทำให้นักเตะชุดใหญ่ของหงส์แดงไม่มีภาระเกินตัว จนถูกความเหนื่อยล้ากัดกิน

สอง – ผู้เล่นระดับเทพเจ้า

บางครั้งผู้เล่นระดับพระกาฬอย่าง โมฮาเม็ด ซาลาห์, ซาดิโอ มาเน่ ก็ไม่สามารถดึงศักยภาพสูงสุดของตัวเองในทุกๆ เกม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในซีซั่นนี้ที่ปัจจุบันยังไม่สามารถไต่ระดับดาวซัลโวของลีคได้อย่างที่ผ่านๆ มา

ในขณะที่อาเซ่น่อลชุดนั้นมีผู้เล่นระดับเทพเจ้าสถิตร่างอย่าง เทียรี่ เมฆวัฒนา (เทียรี่ อองรีโว้ย) ที่กลายเป็นดาวซัลโวสูงสุดในปีนั้นด้วยการซัดไป 30 ประตู

แต่แม้ว่าซาลาห์ มาเน่จะไม่สามารถกลายร่างจากระดับพระกาฬเป็นเทพเจ้าได้ ลิเวอร์พูลก็ยังมีนักเตะระดับเทพเจ้าอยู่ถึง 3 คน ประกอบไปด้วย

เทพเจ้าโอริกี้ซีอุส – นักเตะคุณสมบัติที่กลายเป็นซูเปอร์ซัพ(แบบไม่ต้องทำประตูก็ได้) อย่าหาว่างั้นงี่เลย มีนักวิเคราะห์เชิงไสยศาสตร์นั่งวิจัยกันว่า เพราะอะไรกันแน่ทำไมลิเวอร์พูลถึงทำได้เพียงแค่เสมอกับนาโปลีทั้งๆ เป็นเกมในบ้านของตัวเอง

คำตอบทจากการวิจัยครั้งนั้นก็คือ ลิเวอร์พูลเอาชนะนาโปลีไมได้เพราะไม่ยอมส่งเทพเจ้าโอริกี้ลงไปประทานพรซูเปอร์ซัพในช่วงท้ายเกม !

องค์ต่อมา เทพเจ้ามิลเนอรี่เซอุส – จะมีนักเตะกี่คนกันเชียวที่จบจุดโทษด้วยค่าเฉลี่ยสำเร็จ 100 เปอร์เซ็น (บางทีเรียกว่าเทพเจ้ายังน้อยไปด้วยซ้ำ) การมีมิลเนอร์อยู่ในสนามนอกจากลิเวอร์พูลจะการันตีสกอร์จากจุดโทษได้แล้ว พี่เขายังทดแทนได้ทุกตำแหน่งของหงส์อีกด้วย (เหลือแค่นายประตูกับหน้าเป้าเท่านั้นที่เฮียแก่ยังไม่มีโอกาส)

องค์สุดท้าย เทพเจ้าไมเคิล โอลิเวอร์(พูล) – คนนี้ไม่ต้องอธิบายมากนะครับรู้กันในใจ อิอิ

สาม – แผงหลังของน่อล(ปีนั้น)และหงส์(ปีนี้)

ชุดไร้พ่ายของอาร์เซน่อลปีนั้นมีแผงหลังที่ยอดเยี่ยมที่สุดในอังกฤษ คู่เซนเตอร์ตัวกลางเป็น โซล แคมเบล กับ โคโล ตูเร่ แบคสองข้างเป็น แอชลี่ โคล และโลร็อง เอตาเม่

หันมองบุคลากรเกมรับของลิเวอร์พูลปัจจุบัน ที่มีแผงรับนำมาด้วยตัวเต็งบัลลงดอร์ เวอร์จิล ฟาน ไดค์ คู่กับโจ โกเมส และแบ็คซ้ายขวาพลังหนุ่ม โรเบิร์ตสัน และอาโนลด์ ที่แม้จะขาดความสามารถในเกมรับไปนิดนึง แต่เกมรุกก็ดุสะเดาแบบทดแทนกันได้

แต่ที่จะอดพูดถึงไปไม่ได้เลยก็คือ เซ็นเตอร์ที่คว้ารองแชมป์โลก แชมป์และรองแชมป์เปียนลีคมาแล้ว อย่างกองหลังระดับโลก เดยันลอฟเลน !

(ย้อนกลับไปสามสี่ปีที่แล้ว ถ้าพูดถึงเกมรับลิเวอร์พูลทุกคนต้องกุมขมับ ไม่ไม่กล้าเอ่ยอย่างภาคภูมิเฉกเช่นทุกวันนี้)

“เกมรุกจะทำให้คุณชนะ แต่เกมสรับจะทำให้คุณได้แชมป์” ประโยคนี้คลาสสิคอยู่เสมอและยังคงเป็นความจริงเรื่อยมา ทีมที่เป็นแชมป์ในแต่ละฤดูกาลต่างเป็นทีมที่เกมรับที่ไว้ใจได้ทั้งนั้น ถ้าไม่เสียประตูอย่างน้อยคุณก็ไม่แพ้

(แม้ปีนี้เราจะยังเก็บคลีนชีทไม่ได้เลยก็เถอะ !?)

สุดท้าย – ดวง

ถ้าพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก ราหูอมดาวประจำเมืองลิเวอร์พูลจะทำอะไรมันก็จะแย่ไปหมด จุดเปลี่ยนเล็กๆ ก็สามารถนำสู่การปราชัยได้ง่ายๆ เหมือนที่เกิดกับลิเวอร์พูลมาหลายครั้งที่มีโอกาสเบียดลุ้นแชมป์รอบก่อนหน้านี้

ถ้าองค์ประกอบที่กล่าวไปข้างต้นครบแล้ว ผมกล้าฟันธงหมดตัวเลยว่าสุดท้ายแชมป์ไร้พ่ายกับแชมป์ทั่วไปจะตัดสินกันที่วาสนาเท่านั้น เพราะไม่ต้องถึงกับดวงดีอะไรมากมายอะไร เพราะแค่ฟอร์มในสนามตอนนี้ก็เอาแชมป์มาได้ไม่ยาก

ย้อนดูการคว้าแชมป์อย่างปาฏิหาริย์ของเลสเตอร์ซิตี้ ก็มีเรื่องดวงเขาเกี่ยวข้องคือพวกเขาใช้ผู้เล่นลงสนามทั้งฤดูกาลน้อยมากคือไม่ถึง 20 คน เพราะนักเตะชุดหลักแทบไม่มีเจ็บไม่มีป่วยกันเลย

ดังนั้น พ่อแม่พี่น้อง เวลาเข้าวัดธรรมบุญต้องอาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยช่วยดลบันดาลช่วยเสริมดวง (เหมือนกับที่เลสเตอร์มียันต์เจ้าคุณธงไชย) โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้เต็มไปด้วยเสียงสาปแช่งของแฟนบอลทีมอื่นๆที่หมั่นใส้อิจฉาตาร้อนฉ่า โดยเฉพาะบางทีมจากเมืองแมนเชสเตอร์ ที่พร้อมจะร่ายคุณไสยมนต์ดำใส่สนามแอนฟิลด์ หรือส่ง “มาร์ติน แอคกินกุสัน” เข้ามาดับฟอร์มอันร้อนแรงของลิเวอร์พูล

ดังนั้นช่วยกันนะครับ เราต้องจิตอันผ่องใสด้วยพุทธคุณของนักเตะ และจิตด้านสว่างของแฟนบอลฝ่าฟันด้านมืดนี้ ไปสู้แชมป์ไร้พ่ายไปได้กันให้จงได้

(แล้วค่อยเปลี่ยนเป็นด้านมืดไปล้อแมนยูกันตอนได้แชมป์ ฮิฮิ)