13 บทสรุปเกมลิเวอร์เบิร์ดเปิดรังเจ๊านาโปลี 1-1

หนึ่ง – ก่อนเกมการแข่งขัน คนบนโลกฟุตบอลต่างพูดถึงปัญหาภายในสโมสรของนาโปลีที่วิเคราะห์กันว่าอาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกมนี้พวกเขาจะไม่ดึงศักยภาพของตัวเองออกมา 100 เปอร์เซ็น แต่รูปเกมของพวกเขาในวันนี้ไม่ทำให้รู้สึกเช่นนั้นเลย

สอง – คลอปป์เองก็พูดเอาไว้ก่อนเกมการแข่งขันว่า การได้มาเล่นนอกเมืองเนเปิ้ลของนาโปลีนั้นจะเป็นประโยชน์กลับพวกเขามากกว่า เพราะ “จะไม่มีใครเอาเรื่องปวดหัวมาสุมหัว” ได้

สาม – แล้วมันก็เป็นดังนั้นจริงๆ ฟุตบอลอิตาเลียนสไตล์ที่อาศัยแทคติค รั้ง-ฉุด รับ-สวน แผลงฤทธิ์อย่างเต็มที่ พวกเขาทำฟาบินโย่ร่วงไปกองกับพื้นในนาทีที่ 15 จนต้องเปลี่ยนกระดูกสันหลังรายนี้ออกจากเกม ต่อมาในนาทีที่ 19 นาโปลีก็ทำประตูขึ้นนำจนได้ (แต่แฟนหงส์แดงทุกคนรู้สึกเฉยๆ มาก เพราะกล้ามเนื้อหัวใจได้รับการพัฒนาให้แข็งแรงจากการเชียร์ลิเวอร์พูลในช่วง 10 นัดหลังเป็นที่เรียบร้อยแล้ว)

แต่เหนืออื่นใดสิ่งที่แข็งแกร่งที่สุดของนาโปลีในเกมนี้ก็หนีไม่พ้น แนวรับที่เหนียวเหมือนกาละแม ผิดกันก็แต่ว่ากาละแมของไทยนั้นแม้จะเหนียวแต่ก็มีรสหวาน แต่ไอ้เกมรับของนาโปลีนี้ ทั้งเหนียวทั้งขม แถมเคี้ยวยาก ฝังเขี้ยวไปลงอีกต่างหาก !

สี่ – เมื่อเปลี่ยนฟาบินโย่ออกจากเกม คลอปป์ส่งไวนาดุมลงมาเป็นตัวแทน ปกติเฮนเดอร์สันจะต้องกลับมาเล่นตำแหน่งเบอร์ 6 แทนฟาบินโย่

แต่เปล่า…คลอปป์ส่งไวนาดุมลงมาแทนฟาบินโย่ในตำแหน่งกองกลางตัวรับ และยังคงให้เฮนเดอร์สันยืนค้ำกลาง ทั้งๆ ที่ตำแหน่งเดิมของเฮนโด้คือกลางรับ (ฉายาอาแปะของเขาก็ได้มาจากตำแหน่งนี้)

เรื่องนี้น่าสนใจตรงที่ เป็นไปได้เหมือนกันที่เฮนโด้จะเข้าไปทำข้อตกลงกับคลอปป์ว่า ตัวเขาไม่ขอกลับไปเล่นตำแหน่งหมายเลข 6 อีกแล้ว ก็เป็นได้นะ…

ห้า – โกเมสลงเป็นตัวจริงในตำแหน่งแบ็คขวาแทนอเล็กซานเดอร์อาโนล บางทีคลอปป์อาจเห็นว่าอาโนลมีปัญหาเกมรับ จึงอยากทดลองใช้นักเตะที่เป็นเซ็นเตอร์มาอุดรอยรั่วทางขวาดูบ้าง

หก – โกเมสอุดรอยรั่วเรื่องเกมรับทางขวาได้จริงๆ ครับ แต่ปัญหามีอยู่ว่า เกมรุกที่เคยโดดเด่นจากทางขวานั้นก็หายไปด้วยเหมือนกัน !

เท่านั้นยังไม่พอ การขาดอเล็กซานเดอร์ อาโนลไป ทำให้เข้าใจได้อย่างแท้จริงเลยว่า สเกาเซอร์อย่างอาโนลคือสมดุลของลิเวอร์พูลอย่างแท้จริง เพราะเมื่อขาดเขาไป (ไม่ต้องนับการเติมเกมรุกก็ได้) ทำให้ลิเวอร์พูลขาดลูกเซ็ทพีชสวยๆ จากมุมเสา (อย่าลืมว่าประตูหลอกบาซาร์ก็มาจากอาโนลที่มุมธงเหมือนกัน) ที่สำคัญก็คือเมื่อไม่อาโนลอยู่ในสนามแล้ว ทำให้ลูกครอสบอลข้ามฝากระหว่างเขากับร้อบโบก็หายไปอีก

(ปล.การครอสบอลข้ามฝากนั้นเป็นเครื่องมือชั้นดีที่ทำให้ เกมรับของคู่ต่อสู้รวนเร)

เจ็ด – สุดท้ายคลอปป์ก็ยอมจำนนต่อการทดลอง เขาถอดโจโกเมสออกและส่งอเล็กซานเดอร์ อาโนล กลับเข้าสู่เกม

แปด – เกมนี้คนที่โดนใบเหลืองคนแรกไม่ใช่นักเตะแต่เป็นโค้ชอย่างเยอร์เก็น คลอปป์ !

เก้า – กลับมาพูดเรื่องเกมรับของนาโปลีกันอีกสักนิด เรื่องน่าสนใจก็คือใช่ว่านาโปลีถูกลิเวอร์พูลเพรสซิ่งจนขึ้นเกมรุกไม่ได้นะครับ แต่เกมนี้พวกเขาตั้งใจมาเพื่อเล่นเกมรับโดยเฉพาะ

สถิติหลังเกมที่ยืนยันออกมาว่า ลิเวอร์พูลครองบอลมากกว่าถึง 72 ต่อ 28 เปอร์เซ็นนั้นอาจไม่ใช่เรื่องที่น่าปลาบปลื้มเท่าไหร่ เพราะอีกฝ่ายเองก็ตั้งใจให้เกมออกมาเป็นแบบนี้อยู่แล้ว

แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดก็คือหัวใจเกมรับในครั้งนี้อย่างคูลิบาลี่ต่างหาก

คูลิบาลี่ก็เหมือนหลุมดำ ทุกครั้งที่ลิเวอร์พูลเปิดบอลเข้าไป เพราะอะไรก็ไม่ทราบ ถ้าไม่ติดคูลิบาลี่ก็จะถูกผู้ชายคนนี้เคลียร์บอลออกมาทุกครั้ง เหมือนหลุมดำที่คอยดูดบอลเข้าไปหาตัวเอง สำคัญไปกว่านั้น ยังมีจังหวะที่กองหลังนาโปลีรายนี้สกัดบอลจากหน้าเส้นประตู แบบที่ถ้าไม่มีเขาและสัญชาตญานกองหลังสถิตอยู่ตรงนั้น ลิเวอร์พูลคงจบเกมไปด้วยสกอร์ 2 ประตูต่อ 1 ไปแล้วแน่ๆ คูลิบาลี่เก่งจริงๆ ครับ ยอมรับเลย

สิบ – แต่คนที่เหนือกว่าคูลิบาลี่คือกองหลังระดับโลกอย่างดันลอฟเลนต่างหาก  !

เกมนี้แม้จะเช็คล้ำหน้าพลาดจนเสียไปหนึ่งประตู แต่ก็ยังเป็นเขาเองไม่ใช่หรือที่กระโดดโขกบอลไปกองตุงตาข่ายในนาทีที่ 63 ส่งลิเวอร์พูลกลับเข้าสู่เกมอีกครั้ง

(ประตูนั้นทำให้เดอะคลอปป์หลายคนดึงยาดมที่ยัดคาจมูกเอาไว้ออกมา ฮ่า ฮ่า)

นอกจากนั้นแล้ว ทราบหรือไม่ครับว่าเกมนี้เดยันลอฟเลนคือนักเตะที่จ่ายบอลสำเร็จสูงที่สุดของลิเวอร์พูลคือ 98 ครั้ง

สิบเอ็ด – คลีนชีทเอ็งกลับบ้านเถอะลู๊ก (เสียงสูง) ทางบ้านให้อภัยเอ็งแล้วนะเว้ยย

สิบสอง – คลอปป์ออกมาอัพเดทอาการบาดเจ็บของฟาบินโย่ว่า “แน่นอนว่ามันยังเร็วเกินไปที่จะสรุปอะไรทั้งหมดนะ ผมได้แต่หวังว่ามันจะไม่เป็นอาการบาดเจ็บที่รุนแรงและกลายเป็นปัญหาในภายหลัง แต่ความเจ็บปวดที่ฟาบินโย่ได้รับเกิดขึ้นในส่วนที่ไม่มีใครอยากโดน เขาโดนกระแทกตั้งแต่ช่วงหน้าแข้งไปจนถึงตาตุ่ม ดังนั้นเราต้องรอดูกันอีกที”

สิบสาม – ลิเวอร์พูลเป็นทีมที่ยึดมั่นในปรัชญาของทีมจนวินาทีสุดท้ายจริงๆ เพราะแม้ว่าสกอร์ 1-1 จะยังทำให้ลิเวอร์พูลนำเป็นจ่าฝูงของแชมป์เปียนลีครอบแบ่งกลุ่ม แต่เกมกับซัลบวร์กเกมสุดท้ายก็สามารถพลิกล็อคส่งลิเวอร์พูลตกรอบได้เหมือนกัน

เห็นไหมครับว่าเรายึดมั่นในปรัชญาของทีมอย่างเหนียวแน่นมากแค่ไหน แต่ไม่ใช่ปรัชญาอย่าง “คุณจะไม่มีวันเดินเดียวดาย” จนเกมสุดท้าน นะครับ แต่เป็นปรัชญาใหม่ที่เรารู้กันดีอย่าง “ไม่ลุ้น (จนเกมสุดท้าย) ไม่ใช่ลิเวอร์พูล” ต่างหาก

สวัสดีวันพฤหัสครับ

ฟุตบอลบางครั้งมันก็เป็นแบบนี้แหละ

ชนะบ่อยเดี๋ยวเคยตัว เสมอในแชมป์เปียนลีคบ้างก็ไม่เป็นไรนะครับ

ดีกว่าบางทีมที่แม้แต่จะลงเล่นก็ยังทำไม่ได้ (อิอิ)