“ล้อฟุตบอล” 7 ความเหมือน-ต่างของคลอปป์กับโอเล่กุนนาโซลชาที่ต่างกันราวฟ้ากับเหว

1.กลับไปประจำทีมเก่า

คลอปป์กับโซลชาหลังจากที่ทั้งคู่ได้ใบอนุญาตในการทำทีมฟุตบอลแล้ว พวกเขาก็หวนคืนกลับไปคุมทีมฟุตบอลที่ตัวเองเคยเป็นนักเตะ โซลชาคุมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ส่วนคลอปป์คุมไมนซ์ 05

แต่เรื่องตลกมีว่าคลอปป์ใช้เวลาประมาณสามปีในการพาไมนซ์เลื่อนชั้นจากลีค 2 ของเยอรมันไปสู่บุนเดสลีก้าได้สำเร็จ

ในขณะที่ถ้าเราให้เวลาโซชาสักสามปีเหมือนกับที่คลอปป์มีกับไมนซ์ เขาอาจจะพาแมนยูไนเต็ดไปสู่ลีคอันดับ 2 ของอังกฤษก็ได้

ติดอยู่เพียงเรื่องเดียว…โซลชาอาจจะอยู่ไม่ครบสามปี (อย่าว่าแต่ 3 ปีเลย วันสองวันนี้ก็ชักตะหงิดๆ ว่าจะไปแล้ว)

2.ตัวเลขสุดมหัศจรรย์

ในฤดูกาล 2017-18 เป็นฤดูกาลที่มีความสำคัญระหว่างแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดกับลิเวอร์พูล ปีนั้นลิเวอร์พูลเพิ่งเจ็บช้ำระกำใจจากถ้วยยูฟ่าแชมป์เปียนลีคจากการพ่ายแพ้เรอัล มาดหริดในนัดชิงที่เคียฟ ในขณะที่แมนยูไนเต็ดจบอันดับ 2 ของพรีเมียร์ลีคแบบชอกช้ำแถมยังพ่ายแพ้เชลซีในนัดชิงเอฟเอคัพจากการทำทัพของโจเซ่มูรินโย่

เปิดฤดูกาล 2018-19 ได้ไม่นาน ปีศาจแดงก็มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกิดขึ้นโดยการปลดโจเซ่ มูรินโย่ ออกจากตำแหน่งกุนซือ ในขณะที่ปีนั้นลิเวอร์พูลก็มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเช่นกัน โดยเปลี่ยนผู้รักษาประตูจาก ลอลิส คาริอุสไปสู่อลีสซงเบคเกอร์

การเปลี่ยนแปลงของทั้งสองทีมในครั้งนั้นเป็นสิ่งเล็กๆ แต่เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดเลขมหัศจรรย์ขึ้นกับทั้งสองทีม นั่นคือปีนั้น คลอปป์ที่คว้าอลีสซงมาพาลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ยุโรปเป็นสมัยที่ 6 ส่วนแมนเชสเตอร์ที่เปลี่ยนโซลชาเข้ามาแทนมูรินโย่ คว้าอันดับ 6 ของพรีเมียร์ลีคมาครองได้สำเร็จ (ยิ่งใหญ่นะว่าไหม ?) !

ตัวเลข 6 ของทั้งคู่ต่างกันเหมือนปลายฟ้ากับหุบเหวจริงๆ

3.มือประตูของโค้ชทั้งสอง

คลอปป์กับโซลชาที่จริงแล้วมีผู้รักษาประตูที่เก่งเหมือนกัน

คลอปป์มีอลิสซง ในขณะที่โซลชามีเดเกอา

คนหนึ่งคว้าถุงมือทองคำสามใบในฤดูกาลเดียว ส่วนอีกคนหนึ่งก็ฟอร์มดีแบบไม่น้อยหน้า

แต่ความแตกต่างที่สำคัญของผู้รักษาประตูทั้งสองทีมก็คือ อลีสซง เบกเกอร์ รับค่าเหนื่อยอยู่ที่ หนึ่งแสนสองหมื่นปอนด์ต่อสัปดาห์ ในขณะที่ ดาบิด เดเกอา รับค่าเหนื่อยอยู่ที่ สามแสนเจ็ดหมื่นห้าพันปอนด์ต่อสัปดาห์

มากกว่าอลีสซงกว่าสองเท่า แต่เดเกอาไม่เคยได้สามถุงมือทองคำภายในฤดูกาลเดียวนะ อิอิ

ที่สำคัญฤดูกาลนี้ เดเกอาโดนถลุงไปแล้ว 8 ประตู ในขณะที่อลีสซงยังไม่โดนจบสกอร์เลยสักครั้งเดียว (เพราะไม่ได้ลง / พ่าม !)

4.คอมเมนต์ของตำนานสโต๊ก

ตำนานสโต๊กซิตี้อย่างไมเคิล โอเว่น เคยพูดถึงคลอปป์กับโซลชาหลังจากที่ทั้งคู่เข้ามาทำงานได้ สองฤดูกาลเอาไว้ดังนี้

โอเวนพูดถึงคลอปป์เมื่อปี 2016-17 เอาไว้ว่า

“ในความเห็นของผมเขาทำงานได้ดี เขากุมหัวใจของทีมได้ทั้งหมด ปัญหาอย่างเดียวที่คลอปป์มีตอนนี้ (เมื่อปี 2017 นะ) คือเกมรับ ซึ่งผมคิดว่าเขากำลังแก้ปัญหานี้อย่างหนักหน่วง ลิเวอร์พูลในตอนนี้คือทีมที่มีเกมรุกดีที่สุดทีมหนึ่งในโลก แต่ผมคิดว่าเขาต้องแก้ปัญหาเรื่องเกมรับ ถ้าคลอปป์ทำได้ ซึ่งผมเชื่อว่าเขาทำได้นะ ลิเวอร์พูลจะแข็งแกร่งขึ้นภายใต้ผู้จัดการทีมคนนี้อย่างเห็นได้ชัด”

โอเวนพูดถึงโซลชาเมื่อไม่กี่วันก่อนซึ่งถือว่าเป็นฤดูกาลที่ 2 ของกุนซือลูกอมเอาไว้ว่า

“จากใจจริงเลยนะ ตอนนี้แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเป็นทีมระดับกลางไปแล้ว มันย่ำแย่ที่สุดในรอบหลายสิบปี นับตั้งแต่ก่อนที่อเล็กเฟอร์กี้ จะเข้ามคุมทีมด้วยซ้ำ สิ่งที่ผมพยายามจะบอกก็คือ โอเล กุนนา โซลชา ต้องรู้ตัวเองแล้วว่าเขาทำให้ทีมย่ำแย่ลง เขาปล่อยนักเตะอย่างลูกากู อเล็กซิส สมอลลิ่ง และอีกหลายๆ คน ที่ควรเก็บไว้ออกจากทีม

มองในแง่ดี ผมคิดว่าเขารู้ว่าสิ่งที่ต้องทำก็คือ เขากำลังเริ่มทีมใหม่จากศูนย์ เป็นเป็นการสร้างทีมระยะยาว แต่ก็นะ… แฟนแมนยูมองตากันแล้วก็คงจะเข้าใจ”

ขนาดตำนานสโต๊กยังรู้เลย

5.รักหมดใจ

ขอเล่นมุกที่กำลังเป็นที่แพร่หลายในโลกออนไลน์หน่อยนะครับ

คลอปป์กับโซลชาเหมือนกันตรงที่ ตอนนี้เป็นที่รักของเด็กหงส์อย่างหมดหัวใจ ใครจะมาไล่ออกจากตำแหน่งพวกเขาก็ไม่ยอม ในขณะที่สำหรับแฟนผีแดงแล้ว พวกเขาอยากเห็นคนไล่ทั้งโซลชาและคลอปป์ออกจากทีมไปไวๆ (ฮา)

6.ไร้พ่ายต่อเนื่องกับไร้ชัยต่อเนื่อง

เกมล่าสุดที่คลอปป์พาลิเวอร์พูลไปพ่ายแพ้ในเกมเยือนของศึกพรีเมียร์ลีคนั้นต้องย้อนกลับไปถึงวันที่ 4 เดือนมกรา ซึ่งก็คือการแพ้แมนเชสเตอร์ซิตี้ ที่อิทัดสเตเดียม

ซึ่งหลังจากวันนั้นมา ลิเวอร์พูลก็ไม่พ่ายแพ้ให้ใครอีกเลย 12 เกมติดต่อกัน (เสมอ 3 นัด ชนะ 9 นัด) ทีมที่เสมอของแมนยูไนเต็ด เอฟเวอร์ตันและเวสต์แฮม

ในขณะที่โอเลกุนนาโซลชาค้นหาชัยชนะในเกมเยือนไม่ได้ติดต่อกัน 10 ครั้งแล้ว โดยแบ่งเป็นการพ่ายแพ้ถึง 7 ครั้งและเสมออีก 3 ครั้ง

ฟอร์มดีแบบนี้เด็กหงส์จะไม่รักได้ไง๊

7.กองหลังสถิติโลก

นอกจากการมีผู้รักษาประตูชั้นยอดอยู่ในทีมแล้ว ดูเหมือนว่าโค้ชทั้งสองคนจะมีเซ็นเตอร์แบ็คชั้นเลิศประจำอยู่ในสโมสรอีกด้วย

คลอปป์มีเวอร์กิลฟานไดซ์ซึ่งมีค่าตัวเป็นสถิติ 75 ล้านปอนด์ (เคยเป็นสถิติโลก)

โซลชามีแฮรี่ แมคไควน์ค่าตัว 85 ล้านปอดน์ (เป็นสถิติโลกอยู่ ณ ปัจจุบันนี้)

ในขณะที่เมื่อซีซั่นที่ผ่านมาของแชมป์เปียนลีค ฟานไดซ์มีสปีดต้นอยู่ที่ 34.5 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเป็นสถิติที่เร็วที่สุดของยูฟ่าปีที่แล้ว

ในขณะที่แฮรี่แมคไควน์ ถ้านั่งดูเทปย้อนหลังหรือพิจารณาระหว่างเกมการแข่งขันดีๆ แล้ว สถิติของเขาก็ไม่ต่างไปจากเรือเกลือเท่าไหร่นัก…