“เล่าข่าวหงส์” 5 ความเคลื่อนไหวของลิเวอร์พูลประจำวันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม 62

1.จากรอดเจอร์ถึงลิเวอร์พูล

วันเสาร์ที่จะถึงนี้ อดีตกุนซือของลิเวอร์พูลอย่างเบรนดรัน รอดเจอร์ จะกลับมาสู่แอนฟิลด์อีกครั้ง เว็ปไซต์กระบอกเสียงของสโมสรอย่างเอคโค่ก็เลยทำสกู๊ปพิเศษ รวบรวมบทสัมภาษณ์ทั้งหมดที่รอดเจอร์พูดถึงหงส์แดงเอาไว้

ผมก็เลยถือโอกาสนี้แปลแบบครบทุกสระและตัวอักษรมาให้แฟนบอลทุกท่านอ่านกันให้สมใจ !

เริ่มเลย

รอดเจอร์พูดถึงการกลับมาแอนฟิลด์

“ผมตั้งตารอคอยการกลับไปที่แห่งนั้นจริงๆ มันรู้สึกยิ่งใหญ่นะที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้จัดการสโมสรที่คนรู้จักกันทั่วโลกอย่างลิเวอร์พูล แต่ตั้งแต่ผมออกมาผมก็ยังไม่ได้กลับเข้าไปอีกเลย ดังนั้นผมจึงตั้งตารอคอยการกลับไปครั้งนี้มากๆ ผมคงได้เจอเพื่อนหลายคนที่นั่น และคงเจอเกมที่ยากเกมหนึ่งแน่ๆ

“ผมมักจะนึกถึงช่วงเวลาที่ผมอยู่ที่นั่นเสมอ ผมนั่งคำนึงถึงมันซ้ำๆ สองฤดูกาลแรกของผมไปได้สวยดี ผมเกือบคว้าแชมป์ แต่ซีซั่นสุดท้ายของผมกับลิเวอร์พูลมันไม่ยาวนานเท่าไหร่ สำหรับผมมันคือบทเรียนชั้นดีในการเป็นผู้จัดการทีมฟุตบอล ผมขอบคุณวันเวลาเหล่านั้นจริงๆ

“ผมกำลังจะกลับไปที่นั่นและพวกเขาไม่ใช่แค่แชมป์ยุโรปห้าสมัยอีกต่อไปแล้ว”

ยุคคุณกับยุคคลอปป์ต่างกันไหม ?

“มันแตกต่างกันอยู่นะ ไม่ใช่แค่ทีมชุดใหญ่แต่รวมถึงนักเตะรุ่นเยาวชน นักเตะปล่อยยืมหรืออะไรต่างๆ เทือกนั้นด้วย เยอร์เก็น คลอปป์ ทำงานของเขาได้ยอดเยี่ยม เขาทำให้ลิเวอร์พูลกลายเป็นทีมที่ลงตัวมากๆ ไม่ใช่แค่ในการจัดการนักเตะนะ ผมกำลังหมายถึงการรวมใจแฟนบอลด้วย

“ตอนนี้เขาสร้างลิเวอร์พูลให้มีนักเตะระดับโลกประจำอยู่ในทีม อลีสซง ฟานไดซ์ ทั้งหมดนั่นล้วนเป็นนักเตะระดับท๊อปด้วยกันทั้งนั้น  มันทำให้ลิเวอร์พูลก้าวขึ้นไปอีกระดับ พวกเขาดูแข็งแกร่งจริงๆ”

คุณมั่นใจ(เรื่องผลการแข่ง)แค่ไหนในการกลับไปแอนฟิลด์ครั้งนี้ ?

“ผมก็แค่ต้องการลงเล่นในฟุตบอลสไตล์ของพวกผมเท่านั้น เพราะลิเวอร์พูลมีการเคลื่อนทัพที่น่าทึ่ง พวกเขาคือศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่จะทดสอบคุณภาพของทีมผม ณ เวลานี้ มันไม่สำคัญหรอกว่าคู่แข่งเราจะเป็นใคร มันอยู่ที่เราเชื่อว่าตัวเราเป็นใครต่างหาก

“ไม่มีใครคิดว่าเราจะคว้าอะไรจากเกมนี้ได้ ในวันเวลาที่ลิเวอร์พูลฟอร์มเดือดแบบนี้”

2.จากคลอปป์ถึงเลสเตอร์

นอกจากรอดเจอร์จะพูดถึงลิเวอร์พูลแล้วความจริงเยอร์เก็น คลอปป์เองก็พูดถึง เลสเตอร์เหมือนกัน ซึ่งเป็นบทสัมภาษณ์หลังจากเกมการแข่งขันที่คลอปป์เปิดแอนฟิลด์ชนะซัวบวร์กแบบที่ต้อง “ขอยาแก้เครียด” แทนยาลดความดัน

คลอปป์พูดถึงเลสเตอร์เอาไว้ว่า

“วันนี้พวกเขาเชิญ Christain Fuchs (นักเตะที่อยู่สังกัดของเลสเตอร์) มาประจำเป็นพันดิตดูเกมนี้อยู่ด้วยนะ รู้ไหมละ”

“แต่ผมมั่นใจเลยว่า ถ้าเปลี่ยนจากเป็น เบรนดรัน รอดเจอร์ เขาจะต้องรู้แน่ว่า เกมรับของเรามีปัญหา ซึ่งถ้าเรายังเล่นรับแบบนี้ในเกมวันเสาร์นะ ผมรับรองได้เลย เจมมี่ วาร์ดี้ จะหลุดเดี่ยวเขาไปดวลกับผู้รักษาประตูได้ราวๆ 5 รอบ !”

ดูเหมือนคลอปป์จะฉุนเรื่องเกมรับเกมเมื่อวานก่อนนะครับ แถมยังมีข่าวแว่วมาด้วยว่า หลังเกมกับซัวบวร์ก คลอปป์สวดแนวรับของหงส์แดงยับ ซึ่งก็ทำถูกต้องแล้วนะครับ ถ้าสายกีต้าหย่อนเกินไป เจ้าของก็ต้องตั้งสายกลับมาให้ตรงอีกครั้งให้ได้

3.ซ้ำแผลเก่าของคาริอุส

ลอริส คาริอุสโดนฟุตบอลยุโรปเล่นงานอีกแล้ว เมื่อเบซิคตัส สโมสรที่ตัวเองเฝ้าเสาให้ ต้องเปิดบ้านรับการมาเยือนของวูฟแฮมตัน

เกมดำเนินไปจนจบ 90 นาที กรรมการประกาศต่อเวลาเพิ่ม 3 นาที

เบซิคตัสมีรูปเกมเหนือกว่าวูฟแฮมตัน แต่รูปเกมโดยรวมคือไม่เหนือกว่ามาก ดูทรงแล้วเกมนี้จะต้องจบลงด้วยสกอร์ 0 ประตูต่อ 0 เป็นแน่

แต่พอนาทีที่ 90+3 มาถึงเท่านั้น วิลลี่ โบลีย์ ผู้เล่นของวูฟแฮมตันก็ส่งบอลไปกองหลังตาข่ายสำเร็จ คราวนี้ไม่ใช่ความผิดพลาดของเขา ต่อให้เป็นอลีสซงก็ใช่ว่าจะรับบอลลูกนั้นได้ เพราะเป็นการทำประตูในระยะห่างไม่เกิน 3 เมตร

คาริอุส กระแทกมือลงกับพื้นหญ้า หัวใจของเขาถูกฟุตบอลยุโรปเล่นงานอีกหนึ่งเกม !

4.คุณภาพยังคัพแก้ว

เมื่อคืนนี้แมนยูลงเล่นศึกยูโรป้า บุกไปเยือนทีมเล็กๆ อย่าง อาแซด (ไม่ใช่อาแจ๊กนะ)

ผลการแข่งขันที่ได้ ทำเอาแฟนบอล นักวิจารณ์และนักวิเคราะห์ต่างคาดไม่ถึงด้วยกันทั้งสิ้น

ก็ใครจะคิดละครับว่า แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดจะสามารถยันเสมอ(โคตรทีม) อย่างอาแซดได้ด้วยสกอร์ 0 ประตูต่อ 0

ไม่แพ้ก็บุญหัวเท่าไหร่แล้ว เพราะสถิติหลังเกมของแมนยูไนเต็ดนั้น จบสกอร์ไม่ตรงกรอบเลยสักลูกเดียว แถมโอกาสจบสกอร์และการครองบอลต่างก็เป็นรองฝั่งตรงข้ามด้วยกันทั้งสิ้น

นี่สิครับ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด คุณภาพ (ความฮา) ยังคงคัพแก้วจริงๆ

ก๊ากกกกกกกก

5.คนเราล้มเพื่อลุกขึ้นอีกครั้ง !

ฟานไดซ์ในเกมกับซัวบวร์กไม่สามารถรักษามาตรฐานของเขาให้อยู่ที่ 100 เปอร์เซ็นได้

(แต่ในชีวิตจริงมีใครทำทุกวันให้เป็นวันที่ดีที่สุดได้บ้างหรือ ?)

เขาออกมาให้สัมภาษณ์หลังเกมการแข่งขันแบบเจ็บปวดเอาไว้ว่า

“หัวใจสำคัญก็คือการเดินไปต่อข้างหน้าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม ไม่ว่าเราจะโดนจุดโทษหรือทำประตูได้ สิ่งเดียวที่ต้องทำก็คือเล่นฟุตบอลในแบบของเราต่อไป เราโดนลงโทษ 3 ประตูในบ้าน แน่นอนครับมันไม่ใช่สัญญาณที่ดีเลยสักนิด

“แต่บางทีถ้าเรามองมันในอีกแง่ มันก็คงถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องพัฒนาให้ดีขึ้นกว่าที่เป็น ผมคิดว่าไม่มีเหตุผลที่จะต้องตกอกตกใจอะไรหรอก

“ซัวบวร์กคือทีมที่ไม่ยอมแพ้ ผมมั่นใจแม้แต่เมื่อพวกเขาโดนนำ 4-0 พวกเขาก็จะสอนให้เรารู้ว่า เขาไม่ได้มาที่นี่เพื่อยอมจำนน เราพลาดเองที่ปล่อยให้คู่แข่งมีความหวังมากเกินไป

“ดังนั้นพวกเขาจึงเป็นทีมที่ดีนะ ผมรู้สึกถึงความคลับคล้ายคลับคลานิดๆ ระหว่างเขากับเรา ทั้งการเพรสซิ่ง ทั้งพลังงานมากมายที่เหลือล้น พวกเขาทำให้เรายกนิ้วให้เพราะความยอดเยี่ยมที่ว่านั่น

“ถ้าวันนี้ยังดีไม่พอ เราจะทำให้ดีกว่าเดิมในวันข้างหน้า” ฟานไดซ์ยืนยัน

เห้อ..ปรับอารมณ์ไม่ทัน เมื่อกี้ยังฮาแมนยูไนเต็ดไม่เสร็จ มาเจอเรื่องเครียดจากฟานไดซ์ซะงั้น…