13 บทสรุปสุดมหัศจรรย์เกมหงส์แดงบุกชนะสิงโตคาถ้ำ 2-1

หนึ่ง – เดอะค๊อปหลายคนยกให้แมนออฟเดอะแมทซ์ในเกมนี้เป็น อเล็กซานเดอร์ อาโนล ไอ้หนูจากเมืองลิเวอร์พูลที่ปั่นฟรีคิกทะลวงสามเหลี่ยมแบบสวยและทรงพลัง (ในเว็ปไซต์ลิเวอร์พูลเขามอบรางวัลนี้ให้โจเอล มาติป)

แต่ความจริงแล้วรางวัล แมนออฟเดอะแมทซ์ตัวจริงในเกมนี้กลับไม่ใช่ทั้งอาโนลและมาติป แต่เป็นชายที่มีชื่อว่า ไมเคิล โอลิเวอร์(พูล) กับ VAR ของเขาต่างหาก

สอง – สองเกมที่ผ่านมา ลิเวอร์พูลไม่ได้รับความเป็นธรรมจาก VAR เลยสักเกมเดียว ทั้งจังหวะโจเอลมาติปโดนรั้งจากการกระโดดทำประตูและจังหวะผิดพลาดที่กรรมการมองพลาดของโรเบิร์ตสัน คลอปป์ถึงกับออกมาบ่นว่า “VAR ถ้าจะมีแล้วเป็นแบบนี้ก็อย่ามีเสียเลยดีกว่า”

คำคลอปป์ก็เหมือนไม้เรียวหวดนักเรียนดื้อ เกมกับเชลซีครั้งนี้ VAR เลยทำงานตามที่มันควรจะเป็นเสียที กลายเป็นเสน่ห์ฟุตบอลแบบใหม่ที่เบ่งบานไปด้วยความยุติธรรม

สาม – ต่อกันที่ประเด็น VAR อีกนิด เพราะนอกจากมันจะแผงฤทธิ์ยึดประตูตีเสมอของเชลซีแล้ว ความจริงมันยังส่งผลต่อจิตวิทยาในเกม(ไม่มากก็น้อย) อีกด้วย เพราะหลังจากสิงโตน้ำเงินโดนริบประตูคืนจนห่อเหี่ยวหัวใจแล้ว ดูเหมือนว่ากำลังใจในการเล่นหลังจากนั้นจะยังไม่คืนมาทั้งหมด เกมรับพวกเขาหละหลวมอย่างเห็นได้ชัด และนั่นเองก็เป็นโอกาสทองให้เฟอร์มิโน่ลงโทษความหละหลวมดังกล่าว โดยการยัดเยียดความสิ้นหวังให้กับสิงโตน้ำเงินครามส่งบอลลูกที่สองผ่านมือประตูค่าตัวสถิติโลกไปแบบไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ

สี่ – โรเบิร์ตสันทำแอสซิสต์ในเกมนี้แล้ว ใครที่ต่อว่าร้อบโบ้เมื่อเกมก่อนต้องสำนึกผิดซะ

ห้า – เป็นอีกครั้งที่ผู้รักษาประตูค่าตัวสถิติโลกพ่ายแพ้ให้กับผู้รักษาประตูฟรีเอเยนต์ !

หก – ก่อนเกมการแข่งขันอับราฮัม แนวรุกที่ทำแฮททริคในเกมวูฟแฮมตันของเชลซีได้ออกมาประกาศเอาไว้ว่า “พวกเราจะนำความเจ็บช้ำระกำใจทั้งหมดจากการพ่ายแพ้ในแชมป์เปียนลีคมาลงที่ลิเวอร์พูล”

หากย้อนกลับไปชมไฮไลต์ในนาทีที่ 23 เราจะเห็นว่า น้องอับราฮัมหน้ามนคนห้าว หลุดเดียวเข้าไปวัดกับอาเดรียนตัวต่อตัวในกรอบเขตโทษ แต่เสียใจด้วยที่ความแค้นทั้งหมดของนายถูกประตูฟรีเอเยนต์ของหงส์แดงปฏิเสธออกไปทั้งหมด

ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ดูเหมือนว่าความเจ็บช้ำในใจของนายทวีคุณขึ้นหลังจบเกมมากกว่านะจ้ะ

เจ็ด – เกมนี้มีปาฏิหารย์หมายเลข 7 อยู่นิดหน่อย แปลกหรือไม่ก็พิจารณากันได้ครับ เพราะในนาทีที่ 70 กองกลางของเชลซีอย่างเอ็นโกโล่ กองเต้ ที่สวมเบอร์ 7 ก็ทำประตูตีไข่แตกให้กับทีม แบบไม่มีแนวรับของลิเวอร์พูลคนไหนคำนวนได้ เพราะส่วนใหญ่กองเต้จะเป็นมิลฟิลด์ที่ชิงพื้นที่ในแดนกลางมากกว่าทำประตู

อย่างไรก็ตามหลังจากลิเวอร์พูลเสียคลีนชีทไปในนาทีที่ 70 จาก มิดฟิลเบอร์ 7 ของเชลซี หงส์แดงแสลงใจก็ส่งมิดฟิลเบอร์ 7 อย่างเจมมิลเนอร์ลงไปในสนามทันที

(บังเอิญอีกทีที่เรื่องนี้ดันอยู่ในข้อ 7 ของ 15 บทสรุปหลังเกมชิ้นนี้ด้วย)

แปด –ความพยายามในการแก้แค้นของแลมพาร์ดจากความพ่ายแพ้ในนัดชิงยูฟ่าซูเปอร์คัพไม่ประสบความสำเร็จ เขายังค้นหาชัยชนะในเกมบิ๊กแมทซ์ไม่ได้ (แต่ผมแอบเอาใจช่วยนะ ยิ่งไปชนะแมนซิตี้ สเปอร์ส เนี่ย ยิ่งเอาใจช่วยเลย)

เก้า – ว่าก็ว่า ความจริงเกมนี้เชลซีทำสาวกลิเวอร์พูลปาดเหงื่อ ตัวสั่น เพราะแม้ว่าผลลัพธ์จะออกมาว่าลิเวอร์พูลคว้าสามแต้มไป แต่ทราบหรือไม่ว่า สถิติการครองบอลในแสตมป์ฟอรดบริดจ์นั้นเป็นของเจ้าบ้านจริงๆ

โดยเชลซีครองบอลมากกว่าลิเวอร์พูลอยู่ที่ 55 ต่อ 45 เปอร์เซ็น

มีโอกาสทำประตูมากกว่าลิเวอร์พูลถึง 13 ต่อ 6 ลูก

ส่งบอลสำเร็จ 79 เปอร์เซ็นต่อ 72 เปอร์เซ็น

และได้เตะมุมมากกว่าลิเวอร์พูลถึง 6 ต่อ 4 ครั้ง

แต่โลกของฟุตบอลมักจะเป็นเช่นนี้เสมอ ผู้ที่มีสถิติหลังเกมดีกว่าก็ใช่ว่าจะเป็นคนที่คว้าชัยชนะไปครอง

สิบ – พูดก็พูดเถอะครับว่า สามคะแนนที่ลิเวอร์พูลได้มาในวันนี้จะบอกว่าเป็นเพราะโชคช่วยก็ได้ เพราะเชลซีถูกบังคับให้ต้องเปลี่ยนเซ็นเตอร์แบ็คออกถึง 2 คน

แต่ถ้ามองกันในมุมเหตุและผล ชัยชนะของคลอปป์อาจไม่เกี่ยวกับโชคชะตาเลยเหมือนกัน

เพราะอะไรน่ะหรือ ?

ก็เพราะว่า มีกี่เกมกันเชียวที่เราเห็นคลอปป์ลงมาสั่งลูกทีมแบบจริงจังตั้งแต่ช่วงวอร์มอัพ (ถ้าใครรอดูก่อนเกมจะได้เห็น)

ก็เพราะว่า มีกี่เกมกันเชียวที่เราเห็นคลอปป์ถอดสามประสานออกจากเกมถึง 2 คน ทิ้งเฟอร์มิโน่เหลือไว้เพียงคนเดียว แต่เติมกลางเพิ่มขึ้นไปถึง 4 และ ใส่เซ็นเตอร์แบ็คธรรมชาติเข้าไปถึง 3

คลอปป์ไม่ได้พึ่งพาโชคชะตาเลยแม้แต่น้อย เขามาพร้อมกับการเตรียมพร้อมทุกอย่าง สามคะแนนในค่ำคืนนี้ของคลอปป์คู่ควรแล้วกับการทุ่มเททำงานของผู้จัดการทีมลิเวอร์พูล

สิบเอ็ด – หลังจากชนะเกมนี้ คลอปป์ก็กลายเป็นผู้จัดการทีมลิเวอร์พูลคนแรกที่พาสโมสรชนะติดต่อกันใน 6 เกมแรกพรีเมียร์ลีคสำเร็จและเขาให้สัมภาษณ์หลังเกมการแข่งขันเอาไว้ว่า

“สำหรับผม ผมไม่แปลกใจเท่าไหร่ที่ฟอร์มการเล่นของเราวันนี้มันออกมาเป็นแบบนั้น ด้วยความสัตย์จริงเราไม่สามารถพูดกับตัวเราเองทุกวันได้ว่า โอ้พระเจ้า วันนี้ฉันท๊อปฟอร์มอีกแล้ว วันนี้ฉันท๊อปฟอร์มอีกแล้วแบบนี้ ในทุกๆ วัน

“มันไม่ใช่อะไรแบบนั้นเลย เพราะเรากำลังอยู่ในลีคที่ยากที่สุดลีคหนึ่งของโลก ทุกคนเอาแต่คิดว่า เราจะต้องอยู่ที่หนึ่งหรือสองเท่านั้น แต่ความจริงผมและลูกทีมทุกคนเล่นบอลฟุตบอลได้ดี ก็เพราะคิดว่าต้องเล่นฟุตบอลเพื่อตัวของมันเอง

“สำหรับผมลูกทีมของผมทำได้ดีมาก เพราะผมคิดว่า มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะคว้าสามแต้มจากที่นี่กลับบ้านไปได้ มันแทบไม่มีทางเลยจริงๆ มันคือเกมที่ยาก มันคือเกมที่ใหญ่ มันคือบิ๊กแมทซ์ ผมพูดจากใจจริง”

จากนั้นคลอปป์ก็พูดถึงแมนเชสเตอร์ซิตี้ที่ตามหลังลิเวอร์พูลอยู่ 5 แต้ม (แม้จะทำประตูใส่วัตฟอร์ดถึง 8 ประตู)

คลอปป์พูดว่า “ผมเคยพูดไปเป็นพันรอบแล้วว่า พวกเขาคือทีมที่ดีที่สุดในโลก เอ้อ ผมไม่ได้พยายามจะโยนความกดดันไปให้เป๊ปจริงๆ นะ ผมจะทำแบบนั้นไปทำไม (พูดพร้อมกับอมยิ้ม) พวกเขามีจังหวะเกมที่ดี แต่พวกเราก็ใช่ว่าจะแย่ที่ไหน

“ที่ผมอยากจะบอกก็คือ มีไม่กี่ทีมบนโลกที่ทำแบบพวกเขาได้ ในขณะที่พวกเราก็มีฟุตบอลในแบบฉบับของเราเองเช่นเดียวกัน”

สิบสอง – เกมนี้มาเน่ถูกเปลี่ยนตัวออกเร็วมาก (ผมคิดว่าคลอปป์จะโดนมาเน่โวยซะอีก) แต่พอเห็นสัมภาษณ์คลอปป์ตอนหลังก็เข้าใจได้ว่า มาเน่มีอาการล้าไม่ฟิตเต็มร้อยและมีอาการบาดเจ็บที่กระดูกรอบๆ หัวเข่า และอาการบาดเจ็บที่ขาอีกเล็กน้อย

“ถ้าคุณได้ดูเกมคุณจะเห็นจังหวะเคาท์เตอร์ ซึ่งเราจะเห็นอาการเขาอย่างชัดเจน”

สิบสาม – เกมกับนาโปลีเราพ่ายแพ้ด้วยกัน เกมกับเชลซีเราชนะ ก็ชนะด้วยกันนะครับ YOU WILL NEVER WIN ALONE คุณจะไม่มีความสุขอย่างเดียวดาย

(ใส่เสื้อหงส์ไปล้อไอ้พวกแมนยูกันค้าบ)

สวัสดีวันจันทร์ !