5 ประเด็นหลังเกมหงส์แดงเปิดรังถล่มสาริกาดง 3-1 เถลิงจ่าฝูงยาวไป ยาวไป

1. แม่ใช้ไปซื้อน้ำปลาเหรอ ?

สาริกาดงเอาไม้แหย่รังหงส์แดง ขึ้นนำก่อนในนาทีที่ 7 โดย วิลเลียม

พอขึ้นนำปุ้บ พี่แกก็เล่นเกมรับเหมือนเอารถบัสของจ่ามูมาจอดซ้อนคันกันไว้สามคันทันที

แต่แกคงลืมไปว่า แอนฟิลด์กำลังระอุได้ที่ สนามแห่งนี้พาลิเวอร์พูลไม่แพ้ใครมาแล้ว 40 กว่าเกม

ดังนั้นยางรถบัสสามคันก็ทนความร้อนจากนรกทีมเยือนไม่ไหว รั่วหมดทุกล้อ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงลิเวอร์พูลขึ้นนำ 2 ประตูต่อ 1 ค่ายกลเกมรับที่ว่าแน่ก็แตกพ่ายต้องเปลี่ยนหมากเป็นเกมรุกทันที

แต่โชคร้ายตรงที่ใครเปิดเกมรุกใส่หงส์แดงก็ไม่ต่างอะไรจากการเอาคอขึ้นไปวางเอาไว้บน กิโยติน

สุดท้ายสาริกาดงเจอหงส์แดง สยบ 3 ประตูต่อ 1 ล้างแขน (ล้างแค้น !) ให้ป๋าราฟาชื่นใจขณะกำลังดูถ่ายทอดสดจากจีนเป็นที่เรียบร้อย

ตลกร้ายกว่านั้น วิลเลียมนักเตะนิวคาสเซิลที่ทำประตูขึ้นนำให้กับทีมตัวเองในนาทีที่เจ็ด ก็ดูเหมือนจะมีบทบาทแค่วินาทีดังกล่าวนั้นแหละ เพราะหลังจากนั้นแกคงโดนแม่เรียกใช้ไปซื้อน้ำปลา หายไปตลอดเกม

ยังดีนะที่มาทันตอนเขาจับมือกันในช่วงหมดเวลาการแข่งขันได้ !

2. ความอัจฉริยะของโอริกี้

เกมนี้ใครๆ ก็บอกว่าได้เห็นศักยภาพของสามประสานกลับมาร่วมงานกันได้อีกครั้ง

มีซาลาห์กระชากความเร็ว มีมาเน่แสดงความเป็นอัจฉริยะของกองหน้า มีบ้อบบี้ทำแอสซิสต์ทั้งสองประตูหลังจากกระโดดลงมาในสนาม

แต่ความจริงเรื่องทั้งหมดนี้จะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้าโอริกี้ ไม่อ่านเกมจนขาดว่า วิธีเดียวที่จะแก้เกมในการเจาะแผงหลังต้องใช้ซาลาห์กับมาเน่รวมพลังกันเท่านั้น

แต่สัปดาห์ก่อนยังหมางใจอยู่นิดๆ เลยกำลังเก๊กใส่กันอยู่ ดังนั้นต้องมีเฟอร์มิโน่ลงมาเป็นตัวเชื่อม

คิดได้ดังนั้น โอริกี้ก็เลยแกล้งล้มที่นอกสนาม ก่อนทำท่าเดินกะโพลกกะเพก ร้องบอกคลอปป์ไปว่า “ไม่ไหวแล้วค้าบ ส่งเฟอร์มิโน่ลงมาแทนผมที”

เดิมทีคลอปป์เองจะเก็บบ้อบบี้ให้พักเพราะต้องดวลกับบาโปลีในอีก 3 วันข้างหน้า พอเห็นดังนั้นก็หงุดหงิดใจ ต้องเข็นเฟอร์มิโน่ลงไปเสียไม่ได้

สุดท้ายคลอปป์ก็ถึงบางอ้อ แม้จะเป็นผู้จัดการแต่ผู้เล่นรู้จักกันเองดีกว่า บ้อบบี้ แอสซิสต์ให้ทั้งซาลาห์และมาเน่ ปิดกล่องอย่างสวยจบลิวเอร์พูลถล่มสาริกาดง 3 ประตูต่อ 1

3.สถิติหลังเกมแบบไม่มีมุก

เลิกเขียนไร้สาระแล้วเข้าเรื่องกันดีกว่า สถิติของจริง (แบบไม่มุก) หลังเกมการแข่งขันมีดังนี้

หนึ่ง – ลิเวอร์พูลกลายเป็นทีมเดียวในพรีเมียร์ลีคซีซั่นนี้ที่สามารถเอาชนะรวดติดต่อกันได้ 5 เกม

สอง – หลังจบเกมวันนี้ ทำให้สไตรเกอร์หงส์แดงทั้งสองคนอย่างซาลาห์และมาเน่ มีสถิติการทำประตูที่เท่ากันอีกครั้งคือ 5 ลูก (พรีเมียร์ลีคเปิดมา 5 นัดเฉลี่ยทำประตูนัดละครั้ง)

สาม – กระนั้นก็ดี แม้เฟอร์มิโน่จะเป็นคนทำประตูได้น้อยที่สุดในบรรดา 3 ประสาน แต่บ้อบบี้คือคนที่ทำแอสซิสต์สูงที่สุดในสโมสรลิเวอร์พูลตอนนี้เทียบเท่าอเล็กซานเดอร์ อาโนล คือ 3 ครั้ง

สี่ – เกมการแข่งขันวันนี้นิวคาสเซิ่ลครองบอลเพียง 24 เปอร์เซ็น พอๆ กับสถิติการครองบอลในเกมที่พวกเขาเอาชนะสเปอร์สได้ สาริกาดงเอาชนะรองแชมป์ยุโรปด้วยการเล่นเกมรับที่เหนียวแน่น แต่มันกลับใช้ไม่ได้ผลกับลิเวอร์พูลเลยแม้แต่นิดเดียว

ห้า – แม้ลิเวอร์พูลจะเป็นทีมเดียวที่ชนะรวดในพรีเมียร์ลีค แต่เรื่องที่แปลกที่สุดก็คือ ตำแหน่งของพวกเขาไม่ขยับขึ้นไปสักที ไม่รู้เป็นอะไร เรื่องแปลกไปกว่านั้นก็คือ ดูเหมือนว่าแฟนบอลจะไม่ร้อนใจกับสถานะการไม่ขยับอันดับสักเท่าไหร่ด้วย ! งงมากจริงๆ

4.ฟานไดซ์ชมบ้อบบี้

ในหัวข้อที่สองผมอวยโอริกี้เป็นมุกตลกๆ แต่ความจริงแมนออฟเดอะแมทซ์ของเกมนี้หนีไม่พ้นผู้ชายที่ชื่อ บ้อบบี้ เฟอร์มิโน่ไปได้

ความยอดเยี่ยมของบ้อบบี้ในเกมนี้ นอกจากแฟนบอลจะเห็นดีเห็นงามด้วยแล้ว กัปตัน(ในดวงใจ) อย่างเวอร์กิล ฟานไดซ์ ก็ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความยอดเยี่ยมของบ้อบบี้เช่นกัน

ฟานไดซ์กล่าวว่า

“เขาคือนักเตะที่สำคัญที่สุดสำหรับเรา ในฐานะเซ็นเตอร์แบ็คคนหนึ่ง ผมรู้ดีว่าการรับมือกับสไตรเกอร์อย่างเขามันยากมากแค่ไหน เขาทำให้เซ็นเตอร์แบ็คทุกคนใช้ชีวิตยากขึ้น (ปล.ไวนาดุมเคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่าในทีมมีคนที่เลี้ยงผ่านฟานไดซ์ได้สองคนคือบ้อบบี้กับซาลาห์)

“นั่นแหละที่ทำให้ผมดีใจ ที่เรามีเขาอยู่ในทีม”

นอกจากเรื่องของบ้อบบี้แล้ว ฟานไดซ์ ยังให้ความเห็นหลังเกมในวันนี้เอาไว้อีกว่า

“สิ่งที่ดีที่สุดในเกมวันนี้ก็คือการที่เราสามารถเก็บสามแต้มมาได้ พวกเรารู้ดีว่ามันยากมากแค่ไหนที่จะทำให้สาริกาสยบลง พวกเราศึกษาเขาเยอะมาก โดยเฉพาะเกมของพวกเขากับสเปอร์ส ทั้งจังหวะสวนกลับและเกมรับสุดแข็ง

“ตอนที่โดนนำ 1-0 มันไม่ใช่เรื่องดีเลย แต่สุดท้ายเราก็แก้ไขมันไปในทางที่ถูกต้องได้ มันคือชัยชนะที่น่าภาคภูมิใจนะ”

5.หลังเกมกับคลอปป์

คลอปป์พูดถึงอาการบาดเจ็บของโอริกี้เอาไว้ว่า

“โชคไม่ดีจริงๆ ที่เขาบาดเจ็บตั้งแต่ต้นเกม ผมก็เลยต้องเปลี่ยนเขาออกมา พวกผมได้แต่หวังว่ามันจะไม่ใช่อาการบาดเจ็บรุนแรงอะไร แต่ดูจากอาการที่เห็นมันไม่ใช่เรื่องซีเรียสอะไรมาก ผมหวังว่ามันจะเป็นแบบนั้นต่อไป แต่ก็ต้องรอผลสแกนด้วยนะ อย่าพึ่งเอาคำพูดของผมไปยืนยันอะไรล่ะ”

คลอปป์พูดถึงการแก้เกมเมื่อถูกนิวคาสเซิลขึ้นนำเอาไว้ว่า

“ผมไม่ได้ดีใจที่เราตีเสมอได้ เพราะก็คิดอยู่แล้วว่ามันคืองานที่ต้องทำ ผมยอมรับว่าน่าเสียดายที่เสียประตูก่อน แต่เราไม่สามารถเล่นบอลที่ดีที่สุดในทุกๆ เกม ตลอดทั้งชีวิตของเราได้อยู่แล้ว

“ความท้าทายที่สำคัญหลังจากการพักเบรคทีมชาติมันอยู่ตรงนี้แหละ นั่นก็คือการควานหาโมเมนต์ตัมของทีมให้กลับมาอีกครั้ง เพราะเด็กๆ แต่ละคนก็แยกย้ายกันไปอยู่ตามชาติของตัวเองซึ่งก็ไปเจอกับโค้ชที่ต่างๆ กัน เด็กบางคนก็มีเวลาให้ผมเพียงแค่ 1 หรือ ครึ่งวัน ที่จะทดสอบสิ่งต่างๆ เท่านั้นเอง”

คลอปป์พูดถึงจังหวะที่โจเอลมาติปถูกรั้ง จนเสียจังหวะซึ่งน่าจะเป็นจุดโทษ แต่ VAR อยากทำตัวเป็นสเน่ห์ของวงการฟุตบอลขึ้นมาว่า

“ผู้ตัดสินที่สี่บอกกับผมว่า พวกเขาเช็คกับ VAR เรียบร้อยแล้ว ผมก็เลยรู้สึกทึ่งดีนะที่มันไม่เป็นจุดโทษ สำหรับผมมันเป็นจุดโทษแน่นอนอยู่แล้ว แต่ตราบใดที่ผมยังชนะในเกมนี้ได้ พวกเขาก็จะทำเป็นลืมๆ เรื่องนี้ไป

“แต่ถ้าทีมเราเกิดแพ้ 1-0 ขึ้นมา เรื่องนี้จะต้องถูกยกขึ้นมาคุยกันใหม่แน่

“ผมรู้สึกว่า ในอดีตเราก็ไม่จำเป็นต้องใช้ VAR มาตัดสินในสถานการณ์แบบนี้ ตอนนี้พวกเขาก็เลยไม่ใช้มันงั้นมั้ง ผมว่าเราไม่ต้องมีก็ได้ถ้ามันจะเป็นแบบนี้ ดังนั้นก็แค่นกหวีดหนึ่งตัวจากกรรมการ ดูว่ามันเป็นจุดโทษรึเปล่าก็พอแล้วแหละ”

ใจเย็นครับบอส เดี๋ยวโดนปรับเหมือนซีซั่นที่แล้วอีกนะ…

6.ส่งท้าย

สุดท้ายข่าวดีประจำเช้านี้ แต้มระหว่างแมนซิตี้กับลิเวอร์พูลได้ห่างออกไปถึง 5 แต้มแล้ว หลังจากที่เรือใบสีฟ้าถูกนกขมิ้นทำให้อัปปางลง 3 – 2