วิเคราะห์สิ่งที่ทำให้ ซาลาห์-มาเน่ ประสบความสำเร็จผ่านชีวิตของยอดซามูไรพเนจร

โชคชะตาเขียนให้ซาลาห์กับมาเน่เป็นคู่กันอย่างไม่อาจปฏิเสธ

คนหนึ่งประจำปีกซ้าย คนหนึ่งประจำปีกขวา ทั้งคู่เป็นกองหน้าที่อาศัยความเร็วในกองทะลวงแนวรับคู่ต่อสู้

ซาลาห์คว้ารางวัลรองเท้าทองคำสองปีติด -ในขณะที่มาเน่คว้ารางวัลเดียวกันในปีที่สองคู่กับซาลาห์

แต่หากมองอย่างเป็นธรรม ความจริงฤดูกาลที่ทั้งคู่คว้ารองเท้าทองคำคู่กัน (จริงๆ คว้าร่วมกับโอบาเมยองอีกคนด้วย) แต่ทั้งซาลาห์และโอบาเมยองต่างก็เป็นผู้รับหน้าที่จบสกอร์ในเวลาที่ทีมได้จุดโทษด้วยกันทั้งสิ้น

ดังนั้นในใจลึกๆ ของผม รองเท้าทองคำในฤดูกาลที่ผ่านมาจึง เป็นทองคำแท้สำหรับมาเน่มากกว่าใคร เพราะเป็นนักเตะคนเดียวที่จบทุกสกอร์ด้วยจากเท้าของตัวเองซึ่งไม่มีจุดโทษเลยแม้แต่ลูกเดียว

ซาลาห์ยิ่งใหญ่ในแง่ที่คว้ารองเท้าทองคำสองปีติดต่อกัน – ส่วนมาเน่ยิ่งใหญ่ในแง่ที่คว้ารองเท้าทองคำโดยไม่อาศัยลูกจุดโทษเลย

แต่คุณผู้อ่านนึกสงสัยเหมือนกันกับผมไหมครับว่า อะไรทำให้นักเตะราคาไม่ถึง 50 ล้านปอนด์ จากแอฟริกาทั้งสอง กลับกลายเป็นสไตร์เกอร์ระดับโลกที่ทุกทีมหมายตา และทุกแนวรับต้องขยาดหากเห็นทั้งคู่ขึ้นเกมรุกพร้อมๆ กัน

คำตอบสำหรับคำถามข้างต้นอาจต้องย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นเส้นทางลูกหนังของทั้งสองคนและอาศัยข้อเปรียบเทียบอื่นๆ อีกสักเล็กน้อย

เริ่มกันเลยนะครับ

จุดเริ่มต้นเส้นทางลูกหนังของบังโม

ซาลาห์อาศัยอยู่ในกรุงนากริก (อ่านว่า นา-กริก) เขาเริ่มต้นหลงรักฟุตบอลตั้งแต่เด็ก และความรักของเขาเติบโตมาจากสนามลานดิน ในตำแหน่งกองหลังเพราะยอมให้เพื่อนไปเป็นกองหน้า (แต่คนที่อ้วนที่สุดต้องเป็นโกล)

อย่างไรก็ดี เมล็ดพันธุ์ฟุตบอลของซาลาห์หยั่งรากในหัวใจเกินกว่าจะทำให้เขาหยุดมันอยู่แค่สนามดินกับเพื่อนที่ไม่ใส่สตั้ดได้

ซาลาห์ต้องการมากกว่านั้น เขาอยากสวมสตั้ดและกลายเป็นนักฟุตบอลอาชีพ !

วันหนึ่งมีแมวมองผ่านมาเห็นฝีเท้าของซาลาห์ก็ชักชวนให้เข้าไปอยู่ในชุดเยาวชนของ เอลมาเคาลูน

ครอบครัวของเขาดีใจมากเพราะลุงและพ่อเป็นนักฟุตบอลสมัครเล่น ใครหลายๆ คนก็ยินดีกับเขา แต่ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดก็คือ ซาลาห์ไม่มีทุนพอจะเช่าหอหรือหาที่อยู่อาศัยใกล้กับสโมสรเลย ดังนั้นถ้าเขาตัดสินใจเข้าทีมชุดเยาวชน การเดินทางของเขาต้องไปกลับจาก นากริกและไคโร ซึ่งต้องอาศัยการต่อรถจำนวนมากและใช้เวลาเดินทางไปกลับร่วม 10 ชั่วโมง

(ในภาพแม้กูเกิ้ลแมพจะขึ้นว่าใช้เวลาเพียงแค่ 2 – 3 ชั่วโมง แต่นั่นคือการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว ไม่ใช่การเดินทางแบบต่อรถของโมซาลาห์)

เมื่อมีเรื่องให้ชั่งใจแบบนี้ ซาลาห์ก็ตัดสินใจได้ทีนที เขาตอบตกลงเข้าร่วมฟุตบอลเยาวชนแบบไม่ลังเลและไม่หวาดหวั่นกับการเดินทางที่ยากลำบากเลย

เพราะถ้ามีความฝันเป็นปลายทางแล้ว เพียงหยาดเหงื่อและความเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทางนั้นไม่ใช่ปัญหาเลย

หลังจากนั้นเป็นต้นมา เมล็ดพันธุ์ฟุตบอลของเขาก็เริ่มผลิบาน

จุดเริ่มต้นเส้นทางลูกหนังของซาดิโอ ณเดช

วันนั้นหลังจากเล่นฟุตบอลกันเสร็จ มาเน่และเพื่อนรีบกลับบ้านอาบน้ำเพื่อไปรวมตัวกันดูทีวีในเกมการแข่งขันฟุตบอลโลกระหว่าง ฝรั่งเศสกับเซเนกัล

พวกเขาหยอกล้อกันสนุกปาก วิเคราะห์กันอย่างเมามันส์เพราะถือว่าตนเองก็พอรู้วิชาฟุตบอลพอๆ กับนักเตะในเกมนั้น

เกมนัดนั้น มาเน่ นั่งอยู่ในมุมเงียบๆ ยิ่งหลังจากเกมจบเขาก็ยิ่งเงียบเข้าไปใหญ่ เพราะอะไรน่ะหรือ ?

เพราะเกมในวันนั้น เซเนกัลสามารถเอาชนะแชมป์เก่าอย่างฝรั่งเศสไปได้แบบที่ไม่มีใครคาดคิด และนั่นเองครั้งแรกที่เมล็ดพันธุ์ฟุตบอลที่เริ่มหยั่งรากลงไปในใจของเด็กคนหนึ่ง

มาเน่คิดอยู่นานว่าจะทำอย่างไรเพื่อให้ได้กลายเป็นฟุตบอลอาชีพ

ฐานะของเขายากจนยิ่งกว่าซาลาห์ แม่ที่รักเขาที่สุดก็ต้องการให้เขาไปช่วยงานที่บ้านมากกว่าเล่นฟุตบอลที่มองอนาคตไม่เห็น

มาเน่แก้ปัญหาที่แม่ไม่อยากให้เขาเล่นฟุตบอลด้วยการวิ่งหนี ! เขาหนีออกจากบ้านเพื่อไปทดสอบฝีเท้ากับสโมสรแห่งหนึ่งในเมืองหลวง มาเน่อาศัยเศษขนมปังในการประทังชีวิตในช่วงแรก

สรุปสุดท้ายเขาผ่านการคัดเลือกได้ แต่แม่ก็ตามตัวเขากลับบ้าน มารดากอดลูกชายทันทีพร้อมกับน้ำตา คราแรกมาเน่คิดว่าเขาคงจะต้องทอดทิ้งฟุตบอลไปแล้ว เพราะอย่างไรก็คงต้องเลือกแม่ที่ไม่อาจเปลี่ยนได้มากกว่าอาชีพที่มีมากมายบนโลก

แต่สุดท้ายผู้เป็นแม่กลับยอมให้มาเน่เดินทางตามเสียงหัวใจ แม้จะต้องตรากตรำทำงานมากขึ้นเพราะเสียแรงงานไปเล่นฟุตบอลหนึ่งแรง (แต่ดูเหมือนทุกวันนี้แม่มาเน่จะไม่ต้องทำงานหนักขึ้นแล้วนะ)

หลังจากนั้นเมล็ดพันธ์ุฟุตบอลที่หยั่งรากลึกไปแล้วก็เริ่มเบ่งบาน

จุดร่วมกันของทั้งสามฝ่าย (เอ้ะ ?)

เส้นทางลูกหนังของทั้งมาเน่และซาลาห์ มีบางสิ่งบางอย่างที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือเส้นทางลูกหนังของเขาเต็มไปด้วยความยากลำบากและอุปสรรคมากมาย

ความจริงทั้งสองคนจะเลือกยอมจำนนอุปสรรคต่างๆ ที่เข้ามาในการเป็นนักฟุตบอลก็ได้ จากนั้นก็กล่าวโทษโชคชะตาที่เขียนชีวิตให้ต้องเผชิญหน้ากับปัญหา

แต่ความฝันของคนเราเคยสำเร็จได้ง่ายด้วยหรือ ?

เรื่องของโมซาลาห์กับมาเน่ ทำให้ผมนึกถึงตำนานซามูไรพเนจรอันดับหนึ่งของญี่ปุ่นคนหนึ่ง ชายผู้นั้นมีนามว่า อิโต อิตโตไซ

กล่าวกันว่า ก่อนที่ อิตโตไซ จะพเนจรจนขึ้นเป็นนักดาบอันดับหนึ่งแห่งยุคได้ เขามีจุดกำเนิดที่ลำบากเสียยิ่งกว่าซาลาห์และมาเน่ เพราะสมัยเป็นเด็กเขาอยู่ที่เกาะอิซุโอชิมะ มันเป็นสถานที่ ที่ใช้ลงโทษผู้คนที่ทำผิดและเนรเทศขุนนางชั้นผู้ใหญ่ไม่ให้เข้ามายุ่งยางในเกมอำนาจได้ เพราะมันอยู่ห่างจากแผ่นดินใหญ่ถึง 22 กิโลเมตร

อย่าว่าแต่ความยากจนของอิตโตไซเลยครับ รอบตัวอิตโตไซเต็มไปด้วยผู้พ่ายแพ้ แถมถูกขังกลางทะเลไม่มีที่ไป ชีวิตต้องวนเวียนอยู่กับอะไรเดิมๆ ในทุกวี่ทุกวัน

แต่หัวใจของอิตโตไซโหยหายการผจญภัยในโลกกว้าง มากกว่าการทนอยู่บนเกาะเล็กๆ แห่งหนึ่ง

กล่าวกันว่า เขาหนีออกจากบ้านนั่งรถ 10 ต่อ เพื่อไปซ้อมฟุตบอลไคโร (นั่นมันประวัติซาลาห์กับมาเน่สมัยเริ่มเข้าวงการโว้ย)

กล่าวกันว่า อิตโตไซ ใช้แพข้ามแม่น้ำเพื่อไปยังแผ่นดินใหญ่เพียงผู้เดียว ระหว่างทางเกิดแพแตก คนทั่วไปคงยอมแพ้หรือไม่ก็หมดแรง แต่อิตโตไซว่ายน้ำข้ามทะเลไปถึงฝั่ง

จังหวะที่อิตโตไซว่ายน้ำนั้น เขาไม่ได้ใช้กล้ามเนื้อมัดใดในการพาตัวเองไปข้างหน้าเลยแม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่ทำให้อิตโตไซขึ้นฝั่งได้คือหัวใจของเขาดวงเดียว !

จากนั้นเป็นต้นมาการผจญถัยของเขาก็เริ่มต้นขึ้น และด้วยเวลาไม่นานเขาก็กลายเป็นนักดาบอันดับหนึ่งของแผ่นดิน

ไม่ว่าจะเป็นซาลาห์ มาเน่ หรือ อิตโตไซ ผู้คนที่กล่าวถึงนี้ล้วนแล้วแต่เป็นยอดฝีมือในวงการของตนเองทั้งสิ้น

อิตโตไซถูกยอมรับจากประวัติศาสตร์ ไร้พ่าย 33 ครั้งกันในการดวลดาบ – ซาลาห์กับมาเน่ วันนี้ถ้ามาดหริดหรือบาเซโลนายื่นราคามา รับรองว่าต้องเป็นดีลระดับโลกอีกหนึ่งดีลแน่

โลกมักจะเป็นเช่นนี้เสมอ ยอดฝีมือมักมีต้นทุนชีวิตต่ำกว่าคนส่วนใหญ่ในสังคม อุปสรรคมากมายพร้อมขว้างกั้นไม่ให้พวกเขาก้าวไปข้างหน้า ดังนั้นสิ่งเดียวที่ทำให้เขาไปสู่ความยิ่งใหญ่ได้ คือหัวใจและความฝันที่ไม่อาจละทิ้ง

หัวใจของคุณผู้อ่านละครับ มีความฝันที่ไม่อาจละทิ้งเหมือน 3 คนข้างต้นบ้างหรือไม่ ?

จงอย่าให้อะไรมาฉุดรั้งตัวเราไว้ – ชีวิตของทั้งสามคนครวญครางไว้แบบนั้น