“วิเคราะห์บอล” ทำไมแมนยูถึงเอาชนะเซาแฮมตันไม่ได้ แต่ลิเวอร์พูลกลับทำได้

***หมายเหตุบทความนี้เป็นการวิเคราะห์ที่ผสมความฮาอยู่ไม่น้อย แฟนแมนยูไนเต็ดไม่ควรรับชม

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดยาตราทัพไปเยือนถิ่นนักบุญ ครึ่งแรกปีศาจแดงทำประตูขึ้นนำก่อนตั้งแต่นาทีที่ 10 แฟนบอลเห็นก็บอกว่า 3 แต้มนอนมาแน่ 3 แต้มนอนมาแน่ๆ

โชคดูเหมือนจะเข้าข้างโคตรทีมมหากาฬอันดับหนึ่ง (ในความฝัน) แห่งเกาะอังกฤษ เมื่อทีมนักบุญถูกใบแดงจนทำให้เหลือผู้เล่นเพียง 10 คน แต่กระนั้นเมื่อสิ้นเสียงนกหวีด ผลสกอร์กลับจบลงที่การเสมอ 1-1

คำถามสำคัญที่ควรถามก็คือ ทำไมแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดจึงไม่สามารถยัดเยียดความปราชัยให้กับเซาแฮมตันทั้งๆ ที่ตัวเองนั้นมีนักเตะมากกว่าอยู่ในสนาม แต่ลิเวอร์พูลกลับทำได้โดยไม่ต้องแคร์ว่านักบุญจะมี 10 หรือ 11 คนเลย

ความจริงแมนยูไนเต็ดอาจจะอ้างว่า เป็นเพราะการแข่งขันในครั้งนี้ นักเตะของตัวเองไม่ได้วิ่งบนสนามหญ้าฟูที่ดีที่สุดในโลก แต่อย่าลืมนะว่า เกมที่ลิเวอร์พูลเอาชนะเซาแฮมตันมาได้เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนก็เป็นการแข่งขันที่เซนต์แมรีสเตเดียมเช่นเดียวกัน

อย่างไรก็ดี หากวิเคราะห์เรื่องนี้กันอย่างจริงจัง(ผสมจิงโจ้) แล้ว เหตุผลสำคัญที่ทำให้แมนยูไม่อาจเถลิงชัยเหนือเซาแฮมตันได้แบบลิเวอร์พูลมีกันอยู่ 3 ข้อด้วยกัน ดังนี้…

1.ประเมินนักบุญต่ำไป

เรื่องนี้เขารู้กันอยู่ในวงการฟุตบอลว่า ทีมซื้อขายของลิเวอร์พูลกับเซาแฮมตันนั้นมีสัมพันธ์กันอย่างลึกซึ้ง (เหมือนกับที่อาเซน่อดึงนักเตะมาจากดอทมุนส์3-4ราย)

ดังนั้นเมื่อพวกเขาต้องเผชิญหน้ากับแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด นั่นแหละคือเหตุผลที่ยิ่งทำให้นักเตะของนักบุญฮึกเฮิมหนักกว่าเดิม เพราะรู้แน่ว่าทีมสตาฟของลิเวอร์พูลจะต้องจับตาดูเกมนัดนี้เพื่อเก็บข้อมูลไปใช้ในศึกที่จะแพ้ไม่ได้อย่างศึกแดงเดือด

สำหรับนักเตะเซาแฮมตัน เกมๆ นี้จึงเป็นเหมือนเกมที่รู้อยู่ในใจแล้วว่า มีแมวมองกำลังคอยสาดส่องตัวเองอยู่ ดังนั้นจึง ไม่ต้องแปลกเลยครับที่นักบุญจะพร้อมใส่ทุกอย่างที่มีลงไปกับเกม

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดที่ประมาทว่า เกมนี้อาจจะเป็นเกมง่ายๆ เพราะเห็นว่าลิเวอร์พูลถูๆ ไถๆ ก็ชนะมาได้ (ความจริงเกมนั้นปาดเหงื่อกันซิกๆ) ก็เลยตกเป็นฝ่ายที่ประเมิณความสามารถของคู่ต่อสู้ต่ำเกินไป

ในขณะที่ลิเวอร์พูลมีเป้าหมายที่จะเอาชนะแมนซิตี้ในปีนี้ให้ได้ เกมทุกเกมไม่ว่าเล็กหรือใหญ่เราจะมองว่ามันไร้ความหมายไม่ได้ ความพ่ายแพ้เพียง 1 คะแนน ในซีซั่นที่ผ่านมาเป็นบทเรียนชั้นครูให้คลอปป์ไม่สามารถประมาทเลินเล่อ ทำคะแนนตกไปได้แม้แต่เกมเดียว

2.กระบี่มือหนึ่งที่หายไป

เกมระหว่างแมนยูกับนักบุญ ความจริงสถิติของแมนยูไนเต็ดเหนือกว่าคู่แข่งทุกกระเบียดนิ้ว

แมนยูครองบอลได้ 59 ต่อ 41

มีโอกาสจบสกอร์สูงถึง 21 ครั้งเข้ากรอบ 8 ครั้ง ในขณะที่เซาแฮมตันมีโอกาสจบสกอร์เพียงแค่ 10 ครั้ง และมีบอลพุ่งเข้ากรอบเพียงแค่ 2 ประตูเท่านั้น

แต่ตรงนี้แหละครับที่น่าสนใจ ทำไมเซาแฮมตันที่มีบอลตรงกรอบเพียงแค่ 2 ประตูนี้ กลับสามารถทะลวงผ่านมือของนายทวารที่ครั้งหนึ่งเคยขึ้นชื่อว่าเก่งที่สุดในพรีเมียร์ลีคไปได้ ?

เรื่องนี้ทำผมนึกย้อนไปกลับนึกถึงข่าวใหญ่ช่วงเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมาว่า เดเกอา ที่กำลังจะหมดสัญญากับแมนยูไนเต็ดในปี 2020 นั้น ต้องการค่าจ้างที่สูงมากกว่าเดิมถึง 350,000 – 375,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์

ความจริงไม่มีใครปฏิเสธว่านักฟุตบอลสตาร์เป็นอาชีพที่ได้รับค่าเหนื่อยคุ้มค่าที่สุดอาชีพหนึ่งบนโลก แต่คำถามสำคัญก็คือ สิ่งที่ควรมีความหมายสำหรับนักเตะมากที่สุดนั้น ควรเป็นเรื่องการคว้าแชมป์ รับใช้สโมสรและพัฒนาความสามารถ มากกว่าการเรียกค่าเหนื่อยไม่ใช่หรือ ?

ความจริงเรื่องนี้จะโทษเดเกอาอย่างเดียวก็ไม่ได้ แต่ต้องโทษระบบที่จ้างหนักเตะแบบไม่คิดถึงจิตวิทยาในห้องแต่งตัวของของแมนยูไนเต็ดต่างหาก

เปรียบเทียบแบบขำๆ นักฟุตบอลก็เหมือนจอมยุทธ์ในหนังจีนกำลังภายใน หากไม่มีปณิธานแน่วแน่ในการฝึกวิชา ยอมให้ความโลภเข้ามาเกี่ยวข้องในใจแล้ว แม้จะเคยเป็นหนึ่งในใต้ล้า ความเฉียบคมที่เคยมีก็อาจขาดหายไปได้ตามกฏของธรรมชาติที่ว่า ทุกสิ่งย่อมต้องมีวันเสื่อมลงไปเสมอ

3.ตำนานแมนยูยังเพลีย

แกรี่ เนวิล ตำนานของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดให้สัมภาษณ์เอาไว้เมื่อไม่กี่วันก่อนว่า

“ลิเวอร์พูลซื้อกองหน้ามาคนละ 30 ล้านปอนด์ แต่เพียงในเวลาไม่กี่ปี พวกเขาก็เปลี่ยนให้คนเหล่านั้นกลายเป็นนักเตะมูลค่า 150 ล้านปอนด์ ผมยอมรับจริงๆ ว่านักเตะทั้งสามคนเป็นนักเตะที่มีทักษะดีเยี่ยม ผมไม่ชอบเลยที่ต้องเห็นพวกเขาประสบความสำเร็จแบบนี้”

ที่แกรี่ เนวิลพูดว่า ‘เจ็บปวดที่ลิเวอร์พูลประสบความสำเร็จในกองหน้านี้’ ไม่ได้หมายความเพียงว่า กองหน้าของลิเวอร์พูลประสบความสำเร็จเท่านั้น

แต่มันยังหมายความรวมไปถึงความล้มเหลวในแนวรุกของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดด้วยเหมือนกัน

เพราะถ้าแนวรุกลิเวอร์พูลประสบความสำเร็จ และแนวรุกของแมนยูไนเต็ดประสบความสำเร็จ เป็นไปไม่ได้เลยที่ตำนานแมนยูไนเต็ดจะออกมาโอดครวญเช่นนี้เลย

สรุปสุดท้าย

พรีเมียร์ลีคเกมแรกแมนยูถล่มเชลซีไป 4 – 0 แฟนบอลออกมาเปรยพร้อมกันว่า ‘ปีนี้เรามาแน่ ปีนี้เรามาแน่’พรีเมียร์ลีค 4 เกมผ่านไป จาก ‘ปีนี้เรามาแน่’ เป็น ‘ปีหน้าค่อยว่ากันใหม่’ แล้ว

ขอบใจนะนักบุญ ที่ปราบปีศาจป่วนโลกจนหน้าฟีดเฟสบุ๊คลื่นปื๊ด ลื่นปื๊ดดดด