“จ่าฝูงวนไป” 5 ประเด็นหลังเกมลิเวอร์พูลบุกถล่มเบิร์นลีย์ถึงบ้าน 3-0

1.จารึกลงประวัติศาสตร์

หลังจากเอาชนะเบิร์นลีย์ไป 3 – 0 ที่เทิร์ฟมัวได้สำเร็ว เยอร์เก็น คลอปป์ก็กลายเป็นผู้จัดการทีมคนแรกในประวัติศาสตร์ที่พาลิเวอร์พูลเถลิงชัยชนะอย่างต่อเนื่อง 13 เกมติดต่อกัน ทำลายสถิติของคิงเคนนี่ ที่พาลิเวอร์พูลเอาชนะอย่างต่อเนื่องได้ 12 เกม ในปี 1990

ตลกดีที่ประวัติศาสตร์ต้องจารึกใหม่ในปีที่เกี่ยวข้องกับเลข 19 เหมือนกัน คือปี 2019

อย่างไรก็ตามคลอปป์พูดถึงสถิติของตัวเขาเอาไว้ว่า

“ตอนนี้ผมยังไม่ได้รู้สึกภูมิใจเท่าไหร่” อ่าวเห้ย…

“พูดจริงๆ นะ แต่ผมมีความสุข เพราะว่ามันกลายเป็นสถิติที่ผมทำลายได้ มันนานมากเลยนะ ผมจำไมได้ว่าเท่าไหร่ แต่มันก็เท่ดี ตัวเลขที่คล้ายๆ กันนั่นน่ะ แต่เราไม่ได้มาทีนี้เพื่อทำลายสถิติพวกนี้หรอก

“13 เกมที่เกิดขึ้นนี้มีความสำคัญยังไงรู้ไหม มันคือ 13 เกมที่ทำให้เราเห็นว่าลูกทีมของผมมีความมุ่งมั่นมากมายขนาดไหนยังงละ ซึ่งมันทำให้คู่แข่งตกอยู่ในความกดดันสำหรับการเผชิญหน้ากับเรา เกมวันนี้ช่างมีอะไรมากมายเหลือเกิน แต่รวมๆ แล้วมันก็เท่ไม่เบาเลยนะ”

ขยายความเพิ่มเติม *** ที่คลอปป์พูดว่า ‘มันทำให้คู่แข่งตกอยู่ในความกดดันสำหรับการเผชิญหน้ากับเรา’ ตรงนี้ คลอปป์กำลังหมายถึง เป้าหมายใหม่เขาเคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่า ว่าต่อไปของลิเวอร์พูลจะต้องกลายเป็นทีมที่ทุกคนไม่อยากเผชิญหน้าด้วย

เป็นจิตวิทยาที่ใช้สยบคู่แข่งของคลอปป์เขานั่นแหละครับ

2.สถิติหลังเกม

-การทำประตูในนาทีที่ 80 ของ โรเบอร์โต้ เฟอร์มิโน่ วันนี้ส่งผลให้เขากลายเป็น บราซิลเลี่ยนเพียงคนเดียวที่สามารถทำประตูได้สูงถึง 50 ลูกในพรีเมียร์ลีค

แต่ถ้านับท่าเต้น เขาอาจจเป็นนักเตะคนแรกของโลกที่เต้นมากกว่า 50 ท่าไปแล้ว !

อย่างไรก็ตามในปัจจุบัน เฟอร์มิโน่ทำประตูในฤดูกาลนี้ไปแล้ว 2 ลูก เทียบเท่ากับมาเน่ และน้อยกว่าบังโมที่ทำไปแล้ว 3 ประตู

-สามสิบนาทีแรกของเกมเป็นช่วงเวลาที่อึดอัดของเดอะค็อปมาก แต่พอ อเล็กซานเดอร์ อาโนล ทำประตูแรกได้สำเร็จ (ความจริงเครดิตขึ้นว่าเป็นการทำเข้าประตูตัวเองของคู่ต่อสู้)

หลังจากนั้นลิเวอร์พูลก็เหมือนว่าวที่ขึ้นลมบน หงส์แดงกลายเป็นฝ่ายควบคุมทุกอย่างเอาไว้ และคุณผู้อ่านทราบหรือไม่ว่า สถิติการครองบอลของลิเวอร์พูลหลังเกมการแข่งขันนั้น มีมากกว่าเบิร์นลีย์ถึง เท่าตัว กล่าวคือ 64 ต่อ 36

ลูกจบสกอร์ก็เช่นกัน ลิเวอร์พูลทำได้สูงถึง 15 ประตูในขณะที่เบิร์นลีย์ทำได้เพียงครึ่งหนึ่งของหงส์แดงคือ 7 ลูกเท่านั้น

3.อัจฉริยะด้านการครอสบอล

กล่าวกันอย่างติดตลกในหมู่แฟนบอลว่า ประตูแรกที่เกิดขึ้นนี้เป็นความอัจฉริยะของอเล็กซานเดอร์อาโนลเอง เพราะอันที่จริงเขาจงใจครอสบอลให้ ลูกสัมผัสปลายไหล่ผู้เล่นฝ่ายตรงข้าม เพื่อให้แน่ใจว่าบอลจะเหินขึ้นฟ้า และด้วยน้ำหนักที่เขาส่งออกไปจากเท้า อาโนลก็มั่นใจอยู่เต็มอกแล้วว่า นั่นจะเป็นบอลที่ย้อยเข้ากรอบประตู ดุจกระเรียนเหียบหิมะ กลายเป็นลูกที่ไม่มีประตูคนใดในโลกเซฟ แม้แต่อลีสซง !

อันที่จริง ความอัจฉริยะของอาโนลนี้เคยเผยให้เห็นเล็กๆ แล้วในเกมกับบาเซโลนา ที่สามารถฉวยจังหวะหลอกบาเซโลนาทั้งทีมให้หัวทิ่มได้

ถ้าเราจะนับโอริกี้เป็นอัจฉิยะเรื่องการยืนถูกที่ถูกเวลา อเล็กซานเดอร์ อาโนลก็ควรถูกนับว่าเป็นอัจฉริยะในการครอสบอล !

“ผมไม่สนหรอกว่าประตูนั้นจะขึ้นว่าเป็นผมทำ หรือ พวกเขาทำเข้าประตูของตัวเอง มันไม่สำคัญหรอกครับ มันสำคัญที่ประตูนั้นนำมาซึ่งชัยชนะของเราต่างหาก”

“พวกเรามีโชคนิดหน่อยในเกมวันนี้ แต่สุดท้ายเมื่อมันเป็นประตูแล้วก็ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงมันได้อยู่ดีอะครับ

“การเล่นที่ทรัฟ มัว ยังคงเป็นเรื่องยากเสมอ พวกเราพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะเก็บคลีนชีท ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับพวกเรา ที่รองลงมาจากชัยชนะ ฟอร์มการเล่นของเราในวันนี้มันน่าพอใจจริงๆ ครับ เราทำทุกอย่างที่เราต้องการ เราตัดทุกโอกาสในการสร้างสกอร์ของคู่ต่อสู้ออกไปได้สำเร็จ”

สุดท้ายอาโนลพูดถึงประตูแรกของเกมวันนี้เอาไว้อีกครั้งว่า

“อันที่จริงผมก็แค่พยายามเปิดบอลให้ใครสักคนเท่านั้น”

4.อาการหงุดหงิดของมาเน่

ซาดิโอ มาเน่ถูกเปลี่ยนออกจากสนามในนาทีที่ 85 เจ้าตัวมีอาการหงุดหงิดชวนให้แฟนบอลหลายคนตกใจ

ว่ากันว่าต้นตอของเรื่องนี้หนีไม่พ้นจังหวะ ไม่ยอมจ่ายบอลในนาทีที่ 83 ของบังโม บอลลูกนั้นไม่เป็นประตู เห็นชัดๆ ว่ามีผู้เล่นเบิร์นลีย์ประกบอยู่สอง ในขณะที่มาเน่ยืนในตำแหน่งที่เหมาะเจาะกว่าเป็นไหนๆ

ไม่แปลกเลยที่มาเน่จะหงุดหงิด คลอปป์ที่ยืนอยู่ข้างสนามก็สบถออกมายกหนึ่ง

อย่างไรก็ตามหลังจากจบเกมการแข่งขัน คลอปป์ก็ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ดังกล่าวเอาไว้ว่า

“พวกคุณคงสงสัยใช่ไหมถึงจังหวะที่ว่า ผมรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น มาเน่เขาอารมมณ์เสีย นี่คือเรื่องจริง เราจะไม่ปกปิดความจริงในข้อนี้ แต่พวกเรา(อาจจะรวมถึงบังโมด้วย) คุยกันเรื่องนี้แล้ว ทุกอย่างลงรอย ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว

“คุณครับ เราทุกคนต่างก็เกิดมามีอารมณ์ด้วยกันทั้งนั้น มันเป็นแค่สถานการณ์หนึ่งในเกมเท่านั้นเอง อะไรต่างๆ ก็สามารถเกิดขึ้นได้ มีบางจังหวะที่เขาไม่แฮปปี้ในเกมมันก็แค่นั้น

“เขาจะทำกิริยาแบบนี้กับผู้จัดการทีมอีกไหม ? บางทีอาจจะไม่นะ แต่มันก็เกิดขึ้นไปแล้วนี่ ความจริงมันไม่มีอะไรเลย เขาหงุดหงิดก็จริงแต่ไม่ได้พูดคำที่ไม่สมควรจะพูด

“ในมุมมองของผมเรื่องนี้มันก็แค่ เรื่องเล็กๆ เรื่องหนึ่งเท่านั้นเอง

“ถ้าคุณเขียนอะไรสักอย่าง แต่ไมได้อ่านมันไปเจ็ดวัน สุดท้ายก็จะไม่มีใครจดจำเรื่องนั้นได้ไปเองนั้นแหละ ผมว่าเราควรรับมือกับเรื่องนี้แบบนี้นะ แต่ความจริงมันก็ไม่มีอะไรอยู่ดีนั่นแหละ สบายใจได้”

5.มหัศจรรย์เลขสี่

ดูเหมือนเลขนำโชคของลิเวอร์พูลในปีนี้นอกจากจะเป็นเลข 19 (คือปีที่ดัชกลินชนะต่อเนื่อง 12 เกมในปี 1990 และคลอปป์ที่ชนะต่อเนื่องในปี 2019) แล้ว

เลข 4 ก็เหมือนจะเป็นเลขนำโชคให้กับลิเวอร์พูลเหมือนกันครับ ยังไงน่ะหรือ ? ผมจะอธิบายให้ฟัง

เลข 4 นี้จะเป็นหมายเลขเสื้อของเวอร์กิล ฟานไดซ์ ปราการหลังคนแรกของโลกที่ผงาดคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของยุโรปเหนือเมสซี่และโรนัลโด้

ผ่านไปแล้ว 4 เกม ลิเวอร์พูลกลายเป็นทีมเดียวที่ชนะอย่างต่อเนื่องในพรีเมียร์ลีค เถลิงจ่าฝูงโดยไม่ต้องใช้บัลลังก์ร่วมกันกับใคร

ผ่านไปแล้ว 4 เกม อาเดรียนก็สามารถเก็บคลีนชีทของเขาได้ครั้งแรก

และสุดท้าย ผ่านไปแล้ว 4 เกม ในขณะที่ลิเวอร์พูลบินถลาลมอยู่เหนือทุกทีมในพรีเมียร์ลีค แมนยูไนเต็ดก็ดำดิ่งลงไปใต้ ต. เรื่อยๆ (แม้นี่จะไม่เกี่ยวกับลิเวอร์พูลโดยตรง แต่ก็ถือเป็นความมหัศจรรย์ในสัปดาห์ที่ 4 ที่เด็กหงส์จะร่วมยินดีปรีดากับอันดับของยอดทีมแห่งเกาะอังกฤษเขาได้)

คิ้กค้ากก