“เก็บตกจ่าฝูง” 5 ประเด็นหลังเกมลิเวอร์พูลเปิดบ้านแกะคุ้กกี้อาเซน่อลกิน 3-1

1.พิชัยสงครามโลกฟุตบอล

ผู้ที่ดูบอลจนเซียนระดับหนึ่งจะรู้ดีว่า ตำราพิชัยสงครามในโลกฟุตบอลเขียนข้อห้ามในโลกฟุตบอลเอาข้อหนึ่งนั่นก็คือ

การเสียประตูในช่วงห้านาทีแรกและห้านาทีสุดท้ายนั้นเป็นเรื่องต้องห้ามเสมอ’

เพราะนั่นคือช่วงเวลาที่ส่งผลต่อความมั่นใจของนักเตะมากที่สุด ฝ่ายที่ทำประตูได้มีความมั่นใจทบทวี ฝ่ายที่เสีย เสียทั้งประตูและความมั่นใจทบทวีเช่นกัน

สำคัญก็คืออาเซน่อลเสียสองประตูแรกในนาทีที่ 40 และ 47 หมายความว่าโดนจบสกอร์ในช่วง 5 นาทีสุดท้ายของครึ่งแรก และ 5 นาทีแรกของครึ่งหลัง

จังหวะหลังจาก 47 นาทีเป็นต้นมาจึงเป็นลิเวอร์พูลที่คุมทุกอย่างของเกมนี้เอาไว้ได้อย่างแท้จริง เพราะนอกจากจะเพิ่มความมั่นใจให้กับนักเตะแล้ว มันยังเพิ่มระดับความมั่นใจให้กับกองเชียร์หงส์แดงในแอนฟิลด์อีกด้วย

ทำให้แอนฟิลด์กระหึ่มขึ้นมาได้ อย่าหวังว่าจะรอดกลับไปนะจ้ะ คุ้กกี้อาเซน่อล

2.จัดทัพผิดชีวิตเปลี่ยน

นอกจากการทำประตูในช่วงเวลาสำคัญของเกมแล้ว ความจริงอีกหนึ่งพิชัยสงครามที่อาเซน่อลพลาดไปอย่างมากเลยก็คือ ‘การจัดทัพ’

ใครจะคิดว่าปืนใหญ่ที่มีสามประสานอย่าง ลากาแซต เปเป้ และโอบาเมยอง จะมาจัดตัวผู้เล่นลงเล่นเป็นเกมรับ ใช้เพียงเปเป้ กับ โอบายืนหน้าคู่เท่านั้น

แม้จะเป็นที่ทราบกันดีว่า การเปิดเกมแลกใส่ลิเวอร์พูลนั้นเหมือนเป็นการคิดสั้น แต่การเป็นทีมที่มีนักเตะพร้อมรบแต่ดันเล่นเกมรับก็เป็นการคิดสั้นไม่ต่างกัน

เพราะมันไม่ต่างอะไรไปจาก เสือที่ถอดเขี้ยวเล็บของตัวเองทิ้งก่อนลงไปสู้ศึก เหมือนเป็นปืนใหญ่แต่ใส่กระสุนน้ำ เปรียบเปรยให้เข้าใจก็คือ ลงไปสู้ศึกแต่ดันไม่ใช้สิ่งที่ดีที่สุดของทีม

ดังนั้นอาเซน่อลในเกมนี้จึงเป็นได้เพียงแค่คุ้กกี้กระป๋องรอวันให้นักเตะลิเวอร์พูลแงะฝาออกมาได้แล้วหยิบกินทีละชิ้น ๆ

สำคัญไปกว่านั้น ความจริงเกมนี้ถ้าแฟนบอลอาเซ่น่อลจะหาคนผิดสักคน ก็ต้องโทษโชคโทษชะตาซะแล้ว เพราะคีย์แมนของทีมแต่ละคนอย่าง โอบา (กองหน้า) โสคราติส (กองหลัง) และ มาคิทยาน (กองกลาง) ดันเป็นนักเตะในสังกัดเก่าของคลอปป์ ซึ่งก็ไม่ต้องแปลกใจเลย หากจะถูกคลอปป์เดาทางออกได้ง่ายๆ

ในขณะกองกลางเพียงหนึ่งเดียวที่เขาเอาชนะลิเวอร์พูลเมื่อ 7 ปีก่อน ดันเป็นนักเตะที่ชื่อว่า อ๊อคเหลด เชมเบอร์เลน ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ทราบกันดีว่าหัวใจของเขากลายเป็นหงส์แดงไปแล้วร้อยเปอร์เซ็น

3.สถิติหลังเกม

สถิติเล็กๆ น้อยหลังเกมมีดังนี้ค้าบ

หนึ่ง – เฟอร์มิโน่ยังคงตามหาการเป็นบราซิลเลี่ยนคนแรกที่ทำ 50 ประตูในพรีเมียร์ลีคต่อไป

สอง – บังโมกลายเป็นหนึ่งเดียวในสามประสานที่ทำไปแล้ว 3 ประตู ในขณะที่มาเน่กับบ้อบบี้ทำกันได้เพียงแค่คนละ 1 ลูกเท่านั้น (มาเน่ใส่หมดแมกซ์ไปแล้วในยูฟ่าซูเปอร์คัพ ฮ่าๆ)

สาม – ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าหัวใจเกมรุกของลิเวอร์พูลในวันนี้จะเป็นเด็กที่มีชื่อว่า อเล็กซานเดอร์ อาโนล หากใครได้ดูเกมจะเห็นว่า ลิเวอร์พูลขึ้นเกมจากทางฝั่งกาปขวาบ่อยมาก และสถิติหลังเกมก็ยืนยันออกมาแล้วว่า นักเตะที่ครองบอลมากที่สุดในเกมนี้หนีไอ้หนูอาโนลไปไม่พ้นเช่นกัน (อาโนลครองบอล 7.7 เปอร์เซ็น เป็นอันดับหนึ่งของเกม)

สี่ – สามเกมหลังสุดในพรีเมียร์ลีค (รวมเกมนี้เข้าไปด้วย) อาเซน่อลสามารถทำประตูใส่ลิเวอร์พูลได้เกมละ 1 เม็ด แต่นั่นก็เป็นสามเกมที่พวกเขาไม่สามารถค้นพบชัยชนะเลยสักเกมเดียว

ห้า – เกมนี้อาเซน่อลพ่ายแพ้อย่างหมดรูปแบบที่กล่าวไปข้างต้นจริงๆ เพราะตลอดระยะเวลา 90 นาที คุ้กกี้…เอ้ย ปืนใหญ่ โดนเครื่องจักรสีแดงนวดจนน่วม พวกเขาถูกลิเวอร์พูลจบสกอร์ไปทั้งสิ้น 25 ประตู ในขณะที่ฝั่งตัวเองสามารถจบสกอร์ใส่ลิเวอร์พูลได้เพียง 9 ครั้งเท่านั้น

หก – สถิติสุดท้าย ลิเวอร์พูลกลายเป็นทีมเดียวในซีซั่นนี้ที่สามารถชนะรวมได้ 3 เกมติดต่อกัน แต่น่าเสียดายตรงที่ เครื่องจักรสีแดงของเรายังเก็บคลีนชีทไม่ได้เลยสักเกม (คิดถึงอลีสซงนิดๆ แล้วนะ)

4.นิโคลัส เปเป้

ถ้าจะมีใครสักคนโดดเด่นที่สุดในฝั่งอาเซน่อล คนๆ นั้นหนีไม่พ้นผู้ชายที่ชื่อ นิโคลัส เปเป้ ไปได้.

ระหว่างเกมผู้บรรยายรายงานว่า ช่วงต้นเกมฟานไดซ์ถูกเปเป้ทำลายสถิติไม่มีใครเลี้ยงผ่านในพรีเมียร์ลีคไปได้ (ทุกอย่างมีครั้งแรกเสมอ แต่ผมยังไม่อยากเชื่อ เดี๋ยวรอช่วงสายๆ หลายเพจน่าจะเอาข้อมูลยืนยันมาลงนะครับ)

อย่างไรก็ดี เปเป้ น่าจะกลายเป็นดีลที่น่าเสียดายที่สุดแล้วของลิเวอร์พูล เพราะสถิติหลังเกมยืนยันเอาไว้ว่า

เป็นนักเตะที่เลี้ยงหลบคู่ต่อสู้ได้สูงถึง 7 ครั้ง (มากที่สุดในการแข่งขันครั้งนี้) แม้จะอยู่ในรูปเกมที่เป็นรองและบอลไม่ค่อยส่งไปหาเขาในแดนหน้าก็ตาม

มีโอกาสจบสกอร์ 4 ครั้ง เป็นรองเพียงแค่บ้อบบี้และบังโมที่มีโอกาสจบสกอร์ 6 และ 5 ครั้งตามลำดับ

น่าเสียดายดีลนี้จริงๆ ครับ ผมลองไปค้นข้อมูลย้อนหลัง ไม่ใช่ว่าคลอปป์ไม่สนใจเปเป้นะ ความจริงมีนักวิเคราะห์คิดกันว่า เปเป้ คือคนที่เหมาะกับเกมรุกสไตล์คลอปป์มากเท่าที่จะมีนักฟุตบอลแนวรุกคนหนึ่งเป็นได้ (เท่าที่ดูก็น่าจะจริงเสียด้วย)

แต่ปัญหาใหญ่ของลิเวอร์พูลก็คือ พวกเราไม่สามารถการันตีตำแหน่งตัวจริงให้กับเปเป้ได้ต่างหาก

นึกไปแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจอีกที อยากเป็นตัวจริงก็เลยไปอยู่อาเซน่อล ทำให้อดชูถ้วยแชมป์กับหงส์แดงเลย น่าเสียดายนะ

5.วันหลังอย่าทำอีก

โสคราติสพูดเอาไว้ก่อนเกมการแข่งขันว่า “แนวรุกของลิเวอร์พูลเป็นงานที่ง่ายกว่าแนวรุกของเบิร์นลีย์อีกนะในความคิดผิด”

สงสัยมัวแต่จับจ้องกับแนวรุกลิเวอร์พูลมากเกินไป สุดท้ายโดนแนวรับของลิเวอร์พูลอย่างมาติปกระโดดโขก ทำประตูชัยในนาทีที่ 40 กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญของเกม

สำคัญไปกว่านั้นประตูดังกล่าวเกิดจากความผิดพลาดของโสคราติสที่พยายามยื้อฟานไดซ์เอาไว้จนไม่สามารถเทคตัวขึ้นขว้างมาติปได้สุดตัวอีกด้วย (หรือถ้ามาติปพลาดโขกไม่เข้านะ ความจริงมีโอกาสสูงมากทีเดียวที่ VAR จะจับจังหวะดึงเสื้อฟานไดซ์เป็นจุดโทษ)

นิทานเรื่องสอนให้รู้ว่า วันหลังอย่าเก่งก่อนเกมกับหลวงปู่ลิเวอร์พูลนะจ้ะ เพราะโดนคำพูดตัวเองเล่นงานมาแล้วทู๊กคน

นอกจากนั้นแล้ว ตลกร้ายที่ประตูชัยของลิเวอร์พูลทั้ง 3 ลูกเกิดขึ้นมาจากความผิดพลาดในแนวรับของเซ็นเตอร์ อาเซน่อลด้วยกันทั้งสิ้น

ลูกแรกโสคราติสพลาด ลูกสองและลูกสามคือความผิดของดาวิด ลุยซ์

ประตูที่สอง ลุยซ์ ดึงซาลาห์จนเสียจุดโทษ และจังหวะพลาดลูกสามก็ไม่กล้าสกัดซาลาห์เพราะกลัวว่าจะโดนใบเหลืองอีกใบ (หลังจากที่โดนในจังหวะเสียจุดโทษไปแล้ว) จนกลายเป็นเสียประตู

นอกจากปากจะพาตัวเองซวยแล้วนะโสคราติส ปากยังพาเพื่อนซวยไปด้วยอีก รู้แล้วก็อย่าทำอีกนะเรื่องเก่งก่อนเกมเนี้ย