วิเคราะห์ความได้-เสียเปรียบในศึกชิงซูเปอร์คัพของหงส์แดงกับสิงโตน้ำเงินคราม

ฤดุกาลเปิดมาได้ไม่กี่วัน (หากนับคอมมูนิตี้ชิลด์ไปด้วยเท่ากับว่า) ลิเวอร์พูลมีโปรแกรมการแข่งขันกับอดีตแชมป์ถึงสามทีม

หนึ่ง – แมนซิตี้ แชมป์พรีเมียร์ลีคเมื่อฤดูกาลที่แล้ว (แพ้)

สอง – นอริช ซิตี้ อันดับหนึ่งแชมป์เปี้ยนชิพเมื่อฤดูกาลที่แล้ว (ชนะ)

สุดท้าย – เชลซี แชมป์ยูโรป้าเมื่อฤดูกาลที่แล้ว (ยังไม่ประกาศผล)

ถ้าเจอแชมป์หญ้าฟูด้วยคงจะมันส์กว่านี้ แต่อดใจรอก่อนได้

อย่างไรก็ดี แม้ว่าเกมการแข่งขันระหว่างลิเวอร์พูลกับเชลซี จะเป็นเพียงแมทซ์ยูฟ่าซูเปอร์คัพ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับตารางคะแนนภายในลีคแต่ประการใด

แต่แมทซ์การแข่งขันครั้งนี้กลับก็ยังเต็มไปด้วยศักดิ์ศรีอยู่เต็มสนาม

เพราะเหตุใดน่ะหรือ ? นั่นก็เพราะว่า ในประวัติศาสตร์ฟุตบอลที่มีมายาวนาน นี่เป็นครั้งแรกที่ทีมจากอังกฤษจะได้มีโอกาสวนมาพบกันในศึกยูฟ่าซูเปอร์คัพ !

แต่แชมป์ยูฟ่าหรือแชมป์ยูโรป้ากันแน่ ที่กำลังกุมความได้เปรียบในแมทซ์ ‘บอลนัดเดียว’ เกมนี้

สกู๊ปพิเศษชิ้นนี้จึงขอเสนอบทวิเคราะห์ ปัจจัยต่างๆ ที่จะส่งผลต่อความได้เปรียบในศึกชิงชนะเลิศ ยูฟ่าซุเปอร์คัพ…เริ่มกันเลยนะครับ

1.จุดชำรุดของหงส์

ลิเวอร์พูลกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่คาดการณ์ไม่ได้แบบสุดๆ เพราะจู่ๆ ลมเพลมพัดก็ทำให้อลีสซงต้องได้บาดอาการบาดเจ็บจนต้องพักและคลอปป์ก็ออกมาคอนเฟิร์มด้วยตัวเองแล้วว่า

‘เขาจะไม่ได้รับโอกาสลงเล่นในเกมกับเชลซีอย่างแน่นอน’

แฟนบอลหลายคนจึงฝากความหวังไปที่ อันเดรียน เพราะดูเหมือนว่าอะไรหลายๆ อย่างจะทำให้นายประตูมือสองรายนี้ ลงล็อคกับคำว่า ‘สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ’ จริงๆ

แต่ถ้ามองกันตามความเป็นจริง อันเดรียน พึ่งย้ายเข้าสู่ลิเวอร์พูลในวันที่ 5 สิงหาคม นั่นเท่ากับว่ามีเวลาไม่ถึงสองสัปดาห์ในการปรับตัวเข้ากับทีม ในขณะที่อลีสซงอยู่ซ้อมกับทีมมาเต็มๆ หนึ่งฤดูกาล

คำถามสำคัญก็คือ อยู่ซ้อมแปปเดียวกับอยู่ซ้อมแรมปี จะส่งผลแตกต่างกันอย่างไร เพราะเอาเข้าจริงๆ ตำแหน่งผู้รักษาประตูนั้นไม่เหมือนกับตำแหน่งอื่นๆ ที่ต้องคอยเชื่อมกับเพื่อนร่วมทีมตลอดเวลา ดังนั้นจะเอาใครมายืนเฝ้าเสาก็ได้ แค่เซฟเหนียวๆ เฉยๆ ก็พอแล้วไม่ใช่หรือ ?

จะคิดแบบนี้กับทีมอื่นก็ได้อยู่ครับ แต่คิดกับลิเวอร์พูลไม่ได้ เพราะลิเวอร์พูลเป็นทีมที่อาศัยจังหวะเคาท์เตอร์ในการทำเกมสูงมาก และบ่อยครั้งมาจากการออกบอลของผู้รักษาประตูตรงไปยังกองหลัง จ่ายขึ้นกองกลาง และคิลเลอร์พาสไปสู่กองหน้า

(หากยังจำกันได้ ครั้งหนึ่งฟานไดซ์เคยกระตุ้นเรื่องการออกบอลกับอลีสซง หลังจากที่พ่อหมีกำลังโวยวายเรื่องบอลล้ำหน้าแต่กลิ้งเข้าประตูอยู่ พอพ่อหมีออกบอลตามสูตร ไม่กี่วินาทีต่อมา ลิเวอร์พูลก็สามารถทำประตูได้)

สรุปการขาดอลีสซงเบคเกอร์นี้ นอกจากจะส่งผลในเรื่องการเซฟประตูแล้ว อันที่จริงยังมีผลต่อจังหวะสวนกลับอีกด้วย คราวนี้ชาวหงส์แดงได้แต่ภาวนาแล้วละครับว่า อาเดรียนจะสามาระเข้ามาทดแทนทั้งการเซฟและการออกบอลของอลีสซงได้ (ขอแค่ 80 เปอร์เซ็นของอลีสซงก็พอแล้ว)

เท่านั้นยังไม่พอ ไม่ใช่เพียงแค่การขาดอลีสซงที่เป็นเรื่องน่ากังวลเท่านั้น ข่าววงในล่าสุดรายงานออกมาว่าลิเวอร์พูลจะขาดกำลังหลักจากเกอีต้าไปอีกหนึ่ง เพราะได้รับอาการบาดเจ็บขณะซ้อม

แต่นั่นยังไม่หนักหนาสาหัสเท่ากับการที่ คลอปป์ ไม่ใส่ชื่อ เดยัน ลอฟเลน ไปในรายชื่อตัวสำรองของทีม เพราะมีข่าวอย่างรุนแรงว่า กองหลังระดับโลกของหงส์แดงรายนี้จะย้ายออกไปโรม่านั่นเอง

(ขาดเพื่อนรู้ใจไปแบบนี้ ซาลาห์อาจจะเค้นฟอร์มเก่งไม่ออกก็ได้นะ…)

2.จุดวิกฤตของเชลซี

หัวข้อข้างต้นวิเคราะห์ถึงจุดชำรุดของลิเวอร์พูลไปแล้ว แต่ถ้ามองกันตามความเป็นจริงสถานการณ์ของเชลซีในเวลานี้เลวร้ายกว่าอาการชำรุดของลิเวอร์พูลมาก ถ้าใช้คำว่าวิกฤตน่าจะเหมาะสมที่สุด

อย่างไรน่ะหรือ ลองพิจารณาตามนี้นะครับ

– แม้เชลซีจะได้พูลิซิชมาใหม่ แต่นั่นก็ยังไม่สามารถทดแทนเอเดนอาซาร์ได้เลยแม้แต่เสี้ยวเดียว เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่พูดถึงเชลซี คุณจะต้องนึกถึงอาซาร์เสมอ ในขณะที่เกมล่าสุดของเชลซี (ซึ่งปราชัยต่อแมนยูไป 4 – 0) พูลิซิชนั้นยังได้รับการไว้วางใจจากแลมพาร์ดให้เป็นได้เพียงผู้เล่นสำรองเท่านั้น

นอกจากเสียอาซาร์ไปแล้ว สิงบลู ยังเสีย ดาวิด ลุยส์ ไปอีกหนึ่ง แม้มันเป็นสถานการณ์ที่พวกเขาไม่ควรจะเสียใครเลยแท้ๆ

– การได้แลมพาร์ดมาคุมทีมนั้นทำให้ได้แรงใจและความสดใหม่อยู่ไม่น้อย มันทำให้ฟุตบอลสนุก ใส่เกมรุกเต็มที่ในเกมแรกๆ ดังที่เกิดขึ้นในแมทซ์ระหว่างแมนยูกับเชลซี แม้แลมพาร์ดจะพาทีมไปพ่ายถึง 4 ประตูต่อ 0 แต่ถ้าเปิดสถิติดูหลังเกมจะเห็นว่า เชลซี จบสกอร์กินคานกับเสาไปสองลูก แถมสถิติการครองบอลยังเหนือกว่าทั้งๆ ที่เป็นการเล่นในบ้านของแมนยูแท้ๆ นั่นยิ่งตอกย้ำความจริงที่ว่าความสดใหม่ของแลมพาร์ดนั้นนำพาเกมรุกมาสู่สิงโตน้ำเงินครามได้อย่างแท้จริง

สถิตินี้ยืนยันว่าเชลซีเหนือกว่าแมนยูทุกประการในเกมที่พวกเขาพ่าย 4-0

แต่ปัญหามันอยู่ที่ตรงนี้แหละ เพราะลิเวอร์พูลเป็นทีมที่ชอบให้คู่ต่อสู้เปิดเกมรุกใส่และรอจังหวะสวนกลับ (เป๊ป เคยพูดเอาไว้ว่า การเปิดเกมรุกใส่ลิเวอร์พูลคือการไม่คิดถึงชัยชนะ)

นั่นหมายความว่า ถ้าแลมพาร์ดยังต้องการมีลุ้นชนะ เขาจะต้องมาในเกมรับและรอจังหวะสวน ทั้งๆ ที่ตัวเองกำลังถือไพ่ได้เปรียบเรื่องความสดใหม่ในเกมรุกอยู่แท้ๆ

– กองเต้กองกลางตัวสำคัญของเชลซี นั้นมีอาการบาดเจ็บจากเกมแมนยู (อิอิ)

– แม้นัดชิงยูฟ่าซูเปอร์คัพจะเป็นเกมที่ใช้สนามกลาง แต่สนามที่ใช้ในเกมนี้ดันอยู่ในเมืองเดียวกับที่ลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ยูฟ่าปี 2005

แฟนบอลเชลซีอาจจะเฉยๆ ไม่คิดอะไรมาก เพราะยังไงก็เป็นสนามกลางอยู่แล้ว แต่สำหรับเดอะค้อป เมืองๆ นี้มันเป็นมากกว่ามนต์วิเศษที่ไม่อาจหาอะไรมาเทียบเคียงได้ และนั่นอาจจะเป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เสียงเชียร์ของพวกเขาดังกว่าครั้งไหนเลยก็ได้

3.วัดกันด้วยสถิติ

เชลซีเข้าชิงยูฟ่าซูเปอร์คัพทั้งหมด 3 ครั้ง สามารถเอาชนะได้ครั้งเดียวและนั่นต้องย้อนกลับไปถึงปี 1998 ในขณะที่ปี 2012 และ 2013 พวกเขาพบกับความปราชัย

ตัดภาพกลับมาที่ลิเวอร์พูล

เครื่องจักรสีแดง เข้าชิงยูฟ่าซูเปอร์คัพทั้งหมด 5 ครั้ง สามารถเอาชนะได้ทั้งสิ้น 3 ครั้ง ปีล่าสุดที่เครื่องจักรสีแดงคว้าถ้วยใบนี้มาครองได้นั่นคือปี 2005 ยุคป๋าราฟา และปีดังกล่าวคือปีสุดท้ายที่ทีมจากอังกฤษสามารถบุกมาคว้าถ้วยใบนี้ไปครอง

และครั้งสุดท้ายที่แชมป์ยูโรป้าสามารถเอาชนะถ้วยนี้ได้ต้องย้อนกลับไป 10 ปี คือปี 2009

4. สรุป

ลิเวอร์พูลมีจุดชำรุดจุดใหญ่คืออลีสซงและอาเดรียนที่ไม่รู้แน่ว่า จะทดแทนกันได้หรือไม่ ที่เหลือการขาดเกอิต้าและลอฟเลนนั้นยังไม่เป็นปัญหาสำคัญ รูปทีมโดยรวมนั้นยังสดใหม่และสมบูรณ์อยู่ ต่างจากเชลซีที่พึ่งถูกยำใหญ่จากแมนยูไนเต็ดมาจนเสียขวัญ หาตัวแทนอาซาร์ยังไม่ได้ และแลมพาร์ดก็ต้องทำงานหนักหาทางออกสำหรับการวางกลยุทธ์ในการสู้กับลิเวอร์พูลให้ได้

สุดท้ายหากวัดกันด้วยสถิติแล้ว กำลังใจอยู่ฝั่งลิเวอร์พูลล้วนๆ ครับ…