5 ประเด็นหลังเกมหงส์ถล่มขมิ้นสี่ต่อหนึ่งเถลิงขึ้นจ่าฝูงตั้งแต่เกมแรก

1.สิ่งที่สะท้อนให้เห็น

สนามเปิดไปไม่ถึง 45 นาที ลิเวอร์พูลชุดเดียวกับเกมชิงโล่ก็แผงฤทธิ์ จบสกอร์ร่วม 4 ประตู (เฉลี่ยได้ประตูทุกๆ สิบนาที)

เป็นสี่ประตูที่เกินขึ้นภายใน 45 นาทีแรก และอยู่จนจบ 90 นาทีสุดท้าย

อย่างไรก็ดีสกอร์เกมแรกพรีเมียร์ลีควันนี้สะท้อนอะไรได้หลายสิ่งหลายอย่าง

หนึ่ง – เกมรุกของเยอร์เก็น คลอปป์ยังคงมาตรฐานเอาไว้อย่างดุดัน ใครพลาดเปิดเกมรุกใส่เจอจังหวะเฮวี่เมทัลของคลอปป์เล่นงานแบบไม่ยั้งมือ

สอง –นอริช ซิตี้ ใช่ว่าจะเป็นอันดับหนึ่งแชมป์เปี้ยนชิพแบบไม่มีฤทธิ์เดชอะไรเลย แต่ความแตกต่างระหว่างแชมป์ยุโรปกับแชมป์เปี้ยนชิพมันแตกต่างกันเกินไป

สาม – ใครบอกว่าโอริกี้เหมาะกับการเป็นซูเปอร์ซัพมากกว่า เกมนี้เทพกี้พิสูจน์แล้วว่า จะเป็นตัวจริงหรือตัวสำรอง ‘ผมก็ทำประตูได้ค้าบ’ ไม่ต่างกัน

สี่ – ดูเหมือนรูปเกมจะผ่อนลงไปมากในครึ่งหลัง เรื่องนี้น่าจะหนีไม่พ้นการเล่นแบบเพลย์เซฟของลิเวอร์พูลเพื่อรักษารูปเกมไม่ให้เจอการสวนกลับมากเกินไป ประตูหลักก็ถูกเปลี่ยนออกด้วย

2.อาการบาดเจ็บของพ่อหมี

ว่าก็ว่าแล้ว เรื่องนี้จะไม่พูดถึงเลยก็ไม่ได้

เหมือนโชคดีหรือโชคร้ายของเด็กหงส์ก็ไม่ทราบครับ เพราะได้เห็นมือประตูคนใหม่ลงเฝ้าเสาตั้งแต่เกมแรก แต่มือประตูหลักอย่างอลีสซงดันเกิดอาการบาดเจ็บแทน

อย่างไรก็ดี อัพเดทล่าสุด เยอร์เก็น คลอปป์ให้สัมภาษณ์หลังเกมการแข่งขันเกี่ยวกับสถานการณ์ของพ่อหมีเอาไว้ดังนี้ครับ

“มันเป็นอาการบาดเจ็บที่น่อง เขารู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่ วันพุธนี้ในเกมยูฟ่าซุเปอร์คัพเราจะไม่มีเขาในรายชื่อตัวจริง”

ถือว่าโชคดีที่ไม่เจ็บมาก ได้เวลาโชว์ของแล้วนะอาเดรียน (ผมเชื่อว่าแฟนหงส์หลายคนรอดู อาเดรียนลากตั้งแต่หน้าประตูฝั่งตัวเองไปอีกกฝั่งหนึ่งอยู่ ฮ่าๆ)

นี่คือทวิตอัพเดทข่าวจากเจมเพียช นักข่าวที่รู้ทุกความเคลื่อนไหวในลิเวอร์พูลครับ

เพิ่มเติม***

หมุนเวลากลับไปสักหน่อย ในวันที่ลิเวอร์พูลเปิดตัวมือประตูหมายเลขสอง อาเดรียน ได้ให้สัมภาษณ์เอาไว้ว่า

“ผมหวังว่า ผมจะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับแฟนบอลลิเวอร์พูล ตั้งแต่ก้าวแรกที่ผมสัมผัสพื้นแอนฟิลด์เลย ผมอยากให้มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ นะ”

แล้วมันก็เป็นจริงสมใจปรารถนา เสียงเฮของแฟนบอลในช่วงที่ต้องเปลี่ยนอาเดรียนลงสนามดังไม่น้อยเลย

3.รักษาฟอร์ม

ผู้เล่นคนที่ 12 ในเกมนี้ยังคงรักษาฟอร์มอันโดดเด่นได้เช่นเคย

เปล่าครับ ผมไม่ได้กำลังพูดถึงแฟนบอลที่แอนฟิลด์ แต่ผมกำลังพูดถึง ชายที่ชื่อไมเคิล โอลิเวอร์ (พูล) ที่เซ็นสัญญาซื้อกับเราแบบลับๆ (ฮา)

เกมนี้ไมเคิล โอลิเวอร์รักษาฟอร์มได้เฉียบแค่ไหน มองด้วยตาเปล่าอาจจะไม่เข้าใจ แต่ถ้าไปเปิดสถิติหลังเกมดูแล้วจะเข้าใจเอง เพราะ

ทั้งลิเวอร์พูลและนกขมิ้นต่างก็มีจังหวะฟาวส์ใส่คู่แข่งเท่ากัน 9 ครั้ง แต่ไมเคิล โอลิเวอร์พูลแจกใบเหลืองให้นกขมิ้นไปถึง 2 ใบด้วยกัน ในขณะที่ใบเหลืองที่เขาให้กับลิเวอร์พูลนั้นมีมากถึง 0 ใบ (อิอิ)

รักษาฟอร์มได้โดดเด่นแบบนี้ อยากเห็นสัญญาฉบับใหม่เร็วๆ จัง (แต่คงเป็นสัญญาฉบับลับๆ แน่นอน)

4.ความโดดเด่นของสามประสาน

ในที่สุดเราก็ได้เห็นสามประสานอยู่ในสนามครบครันกันเสียที แม้ว่าซาดิโอมาเน่จะพลาดลงเป็นตัวจริงตั้งแต่แรก แต่สุดท้ายพอทั้งสามคนอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันแล้ว หน่อยจู่โจมของเครื่องจักรสีแดงก็ดูมีสีสันจี๊ดจ๊าดขึ้นเยอะ

อย่างไรก็ดีนี่เป็นความโดดเด่นที่ผมสังเกตุเห็นในสามประสานจากเกมวันนี้ครับ

โมซาลาห์ – เกมนี้ถ้าบอลเข้าเท้าซ้ายบังโมเมื่อไหร่เป็นหวดเมื่อนั้น หลายคนอาจมองว่าซาลาห์หวงบอลไปนิด แต่ผมว่ามองในอีกมุมหนึ่ง มันก็คือความกระหายในการจบสกอร์ ของนักเตะมากกว่า ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่ดีในอีกมุมนะ

เฟอร์มิโน่ – ใครคิดเหมือนผมไหมว่า บ้อบบี้ ดูอ้วนขึ้น แต่พริ้วกว่าเดิม !

มาเน่ – ความจริงมาเน่มีสถิติเรื่องการลงเล่นเป็นตัวจริงในเกมแรกแล้วทำประตูได้อยู่ เกมนี้บอสไม่ส่งลงเป็นตัวจริง มาเน่เลยไม่จบสกอร์ให้แฟนหงส์เลย สงสัยจะน้อยใจ (แต่พอเปลี่ยนลงมาแล้วก็มีลูกกระชากลากเลื้อยให้เห็นตามสไตล์คนหล่อๆ อย่างมาเน่นั่นแหละนะ)

5.หนทางหมื่นลี้เริ่มต้นที่ก้าวแรก

ปกติแล้ว แฟนบอลลิเวอร์พูลในช่วงต้นฤดูกาล มักจะพูดเสมอว่า ‘ปีนี้เรามาแน่’ อยู่บ่อยๆ เป็นกำลังใจให้หึกเหิม

แต่แปลกที่ปีนี้ เราแทบไม่ได้ยินความมั่นอกมั่นใจเช่นนี้เลย หรือถ้าจะมีให้เห็นก็น้อยมากๆ

สาเหตุส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะการเสริมทัพที่ไม่หวือหวา เสริมแต่ตัวเล็กๆ เสียเงินนิดหน่อย (ถ้าพูดอย่างเป็นธรรมแล้วก็แทบจะไม่เสริมเลยนั่นแหละ)

เรื่องน่าสนใจก็คือว่า แม้จะไม่เสิมทัพ แต่ปีนี้ลิเวอร์พูลก็ดูทรงว่าจะ “มาแน่” อยู่เหมือนกัน

ลองคิดดูว่าท๊อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ก็ไม่เสริมทัพเลยแม้แต่รายเดียวในฤดูกาลที่ผ่านมา แต่พวกเขาก็สามารถพาตัวเองไปสู่รอบชิงชนะเลิศยูฟ่าได้

ลิเวอร์พูลชุดนี้เหนือกว่าผู้เล่นสเปอร์ชุดนั้นอยู่หลายกระบวนท่า เพราะนอกจากจะมีความเป็นทีมคล้ายกันทั้งคู่ แต่ลิเวอร์พูลพกความมั่นใจจากการเป็นแชมป์ยุโรปอยู่ในกระเป๋าเสื้อเสมอ

ความมั่นใจกับนักฟุตบอลนี้ ยิ่งมีมากเท่าไหร่ก็ยิ่งทวีศักยภาพให้กับนักฟุตบอลได้มากเท่านั้น

ชัยชนะในเกมกับนกขมิ้นวันนี้ก็เปรียบเหมือนการเสริมความมั่นใจเข้าไปให้กับนักเตะ แม้จะเป็นชัยชนะครั้งแรกใน 38 แมทซ์ แต่ทุกสิ่งที่ยิ่งใหญ่ล้วนมาจากการลงมือเก็บลายละเอียดจากชิ้นส่วนเล็กๆ ด้วยกันทั้งนั้น

เส้นทางหมื่นลี้ที่ยิ่งใหญ่ยังต้องเริ่มต้นที่การก้าวเท้าครั้งแรกของนักเดินทางเลย

ทำไมเส้นทางแชมป์พรีเมียร์ลีคจะไม่ควรเริ่มต้นที่ชัยชนะในบ้านถึง 4 ประตู ?

ปีนี้ลิเวอร์พูลมาแน่ครับ หึกเหิมเข้าไว้ พี่น้องลิเวอร์พูล (ใส่เสื้อหงส์ไปเดินห้างกันโลด)