3 สิ่งที่แมคไกวร์ไม่อาจเทียบฟานไดซ์แม้จะมีค่าตัวสูงกว่า

กลางดึกของวันที่ 2 สิงหาคม 2562 สำนักข่าวทุกสำนักยืนยันตรงกันว่า แฮรี่ แมคไกวร์ได้บรรลุข้อตกลงเข้าร่วมกับสโมสรอันดับ 6 หญ้าสวย แมนยูไนเต็ด ในราคา 80+ ล้านปอนด์เป็นประวัติศาสตร์ของกองหลังเป็นที่เรียบร้อย

ข่าวนี้เชื่อถือได้ 99.99 เปอร์เซ็น รอแค่ชูเสื้อเท่านั้น แต่ก็เป็นไปได้ที่จะพลาดนะครับ (เหมือนกรณีลิเวอร์พูลกับ นาบิล เฟคีย์ แม้จะมีโอกาสน้อยมากก็ตาม)

อย่างไรก็ดี พอเห็นแมนยูไนเต็ดคว้านักเตะกองหลังค่าตัวกองหน้าขนาดนี้แล้ว ทำให้นึกถึงวันวานเมื่อราวๆ ปีสองปีก่อน ที่แฟนบอลอันดับหกทำตัวเป็นชาวท่าแซะ ล้อลิเวอร์พูลเรื่องคว้านักเตะราคาแพงทะลุขีดอย่างฟานไดซ์ในราคา 75 ล้านปอนด์ เพื่อเข้ามากลบจุดอ่อนกองหลังของตัวเอง

มาวันนี้ ทีมอันดับหกที่มีปัญหากองหลัง กลับทำตามแชมป์สมัยที่ 6 แทบทุกกระเบียดนิ้ว

แถมยังแพงกว่า 10 ล้านปอนด์ เป็นกองหลังราคากองหน้า (เปเป้ของอาเซน่อล 79 ล้านปอนด์ว่าสุดแล้วนะ เจอแมคไกวร์เข้าไป ดับสนิทเลย)

แต่เอาเถอะ ทีมกำลังปรับปรุงใหม่มันก็ต้องจ่ายแพงกันบ้าง อย่าไปล้อทีมอันดับ 6 (อุ๊ยลืมตัว) อย่าไปล้อแมนยูไนเต็ดเยอะเลยครับพี่น้องลิเวอร์พูล ครั้งหนึ่งหงส์แดงของเราก็เคยมีอาการเช่นเดียวกัน

ดังนั้นการซื้อแมคไกวร์เข้าทีมของแมนยูไนเต็ด ความจริงแล้วก็คือความต้องการที่จะอุดรอยรั่วในแนวรับของ เรด เดวิว นั่นแหละ แต่การยอมจ่ายค่าตัวสถิติโลกนี้อาจจะไม่เกิดขึ้นเลยก็ได้ ถ้าหากดีลของลิเวอร์พูลและฟานไดซ์ไม่ประสบความสำเร็จมากขนาดนี้

ฟานไดซ์เคยให้สัมภาษณ์ว่า “ความรับผิดชอบของผมก็คือการทุ่มเทให้สมกับสิ่งที่สโมสรยอมจ่ายเงินเป็นสถิติโลกเพื่อให้ได้ตัวผมมา ดังนั้นผมจะใส่ทุกอย่างที่ตัวผมมีและไม่มีลงไปกับการเป็นนักฟุตบอลที่นี่”

ความข้างต้นสะท้อนให้เราเห็นชัดเจนครับว่าเงินที่สโมสรยอมจ่ายนั้นมีผลต่อ แรงใจนักเตะมากขนาดไหน

เป็นไปได้เหมือนกันครับ ที่แมคไกวร์จะรู้สึกรับผิดชอบมากกว่าฟานไดซ์ เพราะมีตัวแพงกว่าเป็นแรงผลักดัน แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องรอวันเวลาในการพิสูจน์ต่อไป

ทว่ามีอยู่ 3 สิ่งที่ไม่ต้องรอวันเวลาพิสูจน์ แต่ แมคไกวร์ ก็ไม่สามารถเทียบเคียงกับ เวอร์กิล ฟานไดซ์ ได้เลย

สามสิ่งเหล่านั้นประกอบไปด้วย

1.รอยเท้าและสถิติ

จินี่ ไวนาดุมเคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ในท่อนหนึ่งบนเว็ปไซต์อย่างเป็นทางการของลิเวอร์พูลว่า “มีนักเตะอยู่เพียงสองคนเท่านั้นที่สามารถเลี้ยงบอลผ่านเวอร์กิล ฟานไดซ์ได้ นั่นก็คือ เฟอร์มิโน่ และ ซาลาห์”

แต่ในสนามการแข่งขันจริงแล้ว แม้แต่เมสซี่ก็ยังไม่สามารถเลี้ยงบอลผ่านเวอร์กิล ฟานไดซ์ได้เลย

นี่คือสถิติของกองหลังที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อนในประวัติศาสตร์ แฮรี่ แมคไกวร์ทำได้อย่างมากก็แค่เสมอไม่มีทางสูงกว่าได้

สำคัญก็คือ หากพูดอย่างเป็นธรรมแล้ว ฤดูกาลถัดไปของฟานไดซ์อาจจะทำสถิตินี้ให้ซ้ำรอยเดิมไม่ได้ด้วยซ้ำ ดังนั้นแม้ว่าจะเป็นกองหลังค่าตัวสถิติโลกแค่ไหน ก็ใช่ว่าจะเทียบ “รอยเท้า” ของ เวอร์กิล ฟานไดซ์ได้ง่ายๆ นะจ้ะ

เท่านั้นยังไม่พอ ในเรื่องของเกมรับผมมีสถิติเป็นตัวเลขยืนยันมากางพิสูจนให้เห็นกันได้ คือ ความสำเร็จในการเข้าปะทะของฟานไดซ์นั้นสูงกว่าแมคไกวร์ที่ 76.3 ต่อ 72.7 เปอร์เซ็น และมีเปอร์เซ็นการผ่านบอลที่มากกว่า 89.7 ต่อ 85.6 เปอร์เซ็น (ตัวเลขที่น้อยกว่าเป็นของแมคไกวร์นะครับ)

แม้นี่จะเป็นความห่างชั้นเพียงเล็กน้อย แต่อย่าลืมคำพูดที่ว่า “ความยิ่งใหญ่มาจากรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เสมอ” นะจ้ะ

2.เหนือกว่าเมสซี่

มีไม่บ่อยนักหรอกครับที่ ตำแหน่งที่ไม่ค่อยโดดเด่นอย่างกองหลังจะกลายเป็นแกนกลางทำให้ทีมขึ้นไปเถลิงแชมป์ยุโรปได้สำเร็จ

มีไม่บ่อยหรอกครับที่ กองหลังจะเล่นดีจนได้รางวัล PFA จากพรีเมียร์ลีค

และไม่มีหรอกครับที่ กองหลังจะกลายเป็นตัวเต็งในการคว้าบังลงดอร์ในยุคที่ยังมีเมสซี่และโรนัลโด้ ทว่าสุดท้ายมันก็มีปรากฏขึ้นจนได้ กับกองหลังที่ชื่อ เวอร์กิล ฟานไดซ์

ความจริงในทางทฤษฏี แฮรี่ แมคไกวร์ก็อาจเป็นกองหลังอีกคนที่มีชื่อลุ้นบังลงดอร์ในยุคเมสซี่กับโรนัลโด้ได้เหมือนกันนะ

แต่จากที่เห็นสถิติในปี 2018-19 ไปแล้ว จะเป็นไปได้หรือครับว่า แมคไกวร์จะผงาดเหนือกว่าทั้ง ฟานไดซ์ เมสซี่ และโรนัลโด้ มีชื่อลุ้นกลายเป็นเต็งหนึ่งบัลลงดอร์

คนดูบอลมานานจะรู้ว่า เรื่องนี้ถ้าอยากให้เป็นจริงก็มีเพียงอยู่สองสถานที่เท่านั้น นั่นคือในทฤษฏีกับความฝัน

3.จอมทัพ

ตามที่แฟนบอลทั้งหงส์แดงและแมนยูทราบกันดี

ดีลซื้อแมคไกวร์เข้าทีมครั้งนี้ ไม่มีเหตุผลอื่นใดรองรับนอกจากความหวังยกระดับแผงหลังของแมนยูไนเต็ด

ความโดดเด่นของแมคไกวร์ทั้งในเกมทีมชาติและสโมสรต่างใช้เป็นปัจจัยพิจารณาว่า นี่คือโมเคลความสำเร็จของลิเวอร์พูลกับฟานไดซ์ไม่ผิดเพี้ยน

ทว่า แมนยูไนเต็ดลืมคำนวนเรื่องสำคัญที่สุดเรื่องหนึ่งไป สิ่งๆ นั้นก็คือ

การยกระดับแผงหลังของลิเวอร์พูลจากฟานไดซ์ เกิดขึ้นได้เพราะความเป็นนักเตะประเภทจอมทัพ ซึ่งไม่ได้อาศัยเพียงแค่ทักษะในเกมรับเท่านั้น

ภาพจำของฟานไดซ์ที่เราเห็นเสมอๆ ก็คือ การสั่งการต่างๆ ในแนวรับ สิ่งนี้จำเป็นต้องอาศัยทั้งบารมีและการยอมรับจากเพื่อนร่วมทีมมหาศาล

แฮรี่ แมคไกวร์ก็อาจจะทำได้นะ แต่ลองนึกภาพ…นักเตะของแมนยูไนเต็ดดู ส่วนใหญ่แล้วเป็นพวกอยู่กับทีมมานาน บารมีมากกว่าจะยอมรับคำสั่งง่ายๆ

มิพักยังไม่ได้เอ่ยว่า ความโดดเด่นของแมคไกวร์นั้นอยู่ที่การเติมเกมรุกในบอลเปิดมุม หาใช่การบัญชาการในแนวรับแต่ประการใด

สรุปสั้นๆ

สิ่งที่แมคไกวร์นั้นอยู่เหนือฟานไดซ์มีเพียงแค่สองข้อ คือ หนึ่ง.ค่าตัว และ สอง.ส่วนสูง (ฟานไดซ์สูง 193 ในขณะที่กองหลังแมนยูสูง 194) ที่เหลือฟานไดซ์กินเรียบ