วิเคราะห์ แผนการซื้อขายนักเตะของคลอปป์ผ่านตำราพิชัยสงครามของซุนวู

หลังจากลิเวอร์พูลขึ้นเถลิงแชมป์ยุโรปสมัยที่ 6 ทุกคนทั้งแฟนบอลหงส์และทีมอื่นต่างก็คาดการณ์กันเป็นแน่ว่ากาละเทศะนี้คือช่วงที่ถูกต้องที่สุดสำหรับลิเวอร์พูลในการดึงสตาร์ดังเข้าร่วมทัพ

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นว่า ลิเวอร์พูลซื้อ ‘สตาร์ดาวรุ่ง’ เข้าทีมเพียงแค่ 2 ราย ทำสถิติทีมที่ใช้งบน้อยที่สุดในบรรดาทีมใหญ่ๆ ในพรีเมียร์ลีคทั้งหมดแทน

(ขนาดนิวคาสเซิ่ลที่แฟนบอลบ่นอิดโรยว่าอยากเปลี่ยนประธานเขายังซื้อนักเตะไป 40 ล้านเลยครับ)

หลายคนอาจจะคาดการณ์กันว่า ลิเวอร์พูลอาจมีเซอร์ไพรส์ซื้อนักเตะเข้าทีมในช่วงโค้งสุดท้ายสำหรับตลาดหน้าร้อนครั้งนี้ก็ได้ แต่ถ้าย้อนพิจารณาคำสัมภาษณ์ของคลอปป์ให้ดีก็จะเห็นครับว่า คลอปป์ไม่มีแผนซื้อใครในฤดูกาลนี้ตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว เว้นแต่ว่าจะเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นเท่านั้น

 ‘ผมพอใจกับทีมในชุดนี้มาก เราเหมือนได้นักเตะใหม่กลับมามากมาย ทั้งดาวรุ่งและเชมเบอร์เลนที่หายเจ็บ ผมอาจจะซื้อก็ได้นะในฤดูกาลนี้ แต่ผมขอดูอีกที ถ้าซื้อก็คงเป็นการซื้อแค่ตำแหน่งเดียว ถ้าจำเป็นจริงๆ’ เยอร์เก็น คลอปป์กล่าว

แต่คำถามที่สำคัญที่สุดสำหรับเรื่องนี้มีว่า

นโยบายการจัดทัพนักเตะของคลอปป์ในครั้งนี้ ดำเนินมาในทิศทางที่ถูกต้องแล้วหรือไม่

จะดีกว่าไหมถ้าคลอปป์ยอมละทิ้งทิฐิของตนแล้วยอมฟังเสียงแฟนคลับ หรืออย่างน้อยก็ควรให้ความเป็นธรรมในสิ่งที่อเล็ก เฟอร์กุสันเคยกล่าวเอาไว้ว่าทีมฟุตบอลนั้นจำเป็นต้องมีผู้เล่นหน้าใหม่เข้ามาสัก 2-3 คนเสมอเพื่อความสดใหม่และความสำเร็จ’

หรือแฟนบอลต่างหากที่ควรลดความกระหายอยากเห็นนักเตะใหม่ และวางใจในคนที่ใกล้ชิดกับทีมที่สุดอย่างเยอร์เก็น คลอปป์ให้เป็นคนตัดสินใจกันแน่

วันนี้ผมขอสมมติตัวเป็นนักวิเคราะห์ฟุตบอลสักหนึ่งวัน แต่บทวิเคราะห์ชิ้นนี้ไม่ได้คิดขึ้นมาจากลมจากฟ้านะครับ แต่จะใช้ตำราพิชัยสงครามของซุนวู (孙子兵法) เป็นแผ่นกรองเพื่อตรองดูว่า ที่จริงแล้วการไม่ซื้อนักเตะเข้าทีม (หรือซื้อเพียงดาวรุ่ง) ของคลอปป์นั้นเป็นทิศทางที่ลิเวอร์พูลเดินมาถูกทางหรือไม่ ?

แต่เดี๋ยวก่อนนะ ! สงครามกับฟุตบอลสามารถโยงมันเข้ามาร่วมกันได้จริงๆ หรือ

อาจไม่ได้ในทุกบทของซุนวู (พิชัยสงครามของซุนวูมีทั้งหมด 13 บท) แต่ในบทที่ 4 [軍形]  หรือแปลเป็นภาษาอังกฤษได้ว่า Military form (รูปแบบของการเตรียมการรบ) นั้นแทบไม่ต่างอะไรจากการจัดทัพนักเตะของทีมฟุตบอลในช่วงตลาดซื้อขายเลย

อธิบายด่วนคนอ่านเขางงไปหมดแล้ว …

โอเค คำขึ้นต้นในบทที่ 4 ของซุนวูนั้นเขียนเอาไว้ว่า “ผู้ที่ชำนาญในการรบ จะทำตนให้อยู่ในฐานะที่ไม่อาจสยบได้ เพื่อรอโอกาสสยบศัตรู”

(สำหรับคนที่ไม่เข้าใจ ความท่อนนี้แปลไทยเป็นไทยได้ว่า ถ้ามุ่งหวังจะเอาชนะศัตรูจริงๆ จะต้องทำบ้านเมืองให้แข็งแกร่งก่อน ฝึกปรือกำลังพลของตนให้ดี เพื่อรอวันเวลาที่ศัตรูเผยจุดอ่อน เกินโรคระบาด หรืออะไรก็ตามที่อ่อนแอ แล้วเข้าตี เมื่อวันเวลานั้นมาถึง)

ประเด็นสำคัญของเรื่องนี้เลยก็คือ

สิ่งที่เยอร์เก็น คลอปป์ทำนั้น เป็นการสร้างทีมให้แข็งแกร่งขึ้น เพื่อรอวันเวลาเข้าสยบคู่แข่งอยู่หรือเปล่า ?

เรื่องนี้มองได้สองมุมนะครับ

มุมที่หนึ่ง – น้ำขึ้นให้รีบตัก  

คลอปป์พลาดที่ไม่ยอมซื้อนักสตาร์ดังเข้าทีมในเวลานี้ เพราะใครๆ ต่างก็รู้ดีว่า นี้คือช่วงเวลาที่สโมสรบิ๊กเนมนั้นตกอยู่ใน ‘ฐานะบาดเจ็บ’ ด้วยกันทั้งสิ้น

อาเซน่อล มีปัญหาเรื่องกองหลังอย่างรุนแรงและดูเหมือนว่าจะมีปัญหาด้านการเงินด้วย

แมนยูไนเต็ด กำลังเหมือนปีศาจกลับหลุมหลังจากผงาดมายาวนาน ทีมกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาค่าตัวนักเตะในห้องแต่งตัว หัวใจสำคัญของทีมอย่างป๊อกบาอยากทิ้งสโมสร และโซลชาก็ใช่ว่าจะฝากอนาคตเอาไว้ได้แบบ 100 เปอร์เซ็น

เชลซี ซื้อนักเตะเข้าทีมไม่ได้ ไล่ผู้จัดการคนเก่าออก หัวใจของทีมอย่างอาซาร์ คอสต้าไม่มีอยู่แล้ว

สเปอร์ส แม้จะดูมีทรง แต่เทียบกันแบบหมัดต่อหมัดแล้ว ไม่ใช่คู่แข่งของลิเวอร์พูลเลย

เหลืออยู่เพียงแค่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เท่านั้น ที่เหมือนมวยคู่ชิงของลิเวอร์พูล

ถ้าคลอปป์ซื้อสตาร์ดังๆ เข้าทีม (พูดอย่างเกินจริง แต่อาจเป็นไปได้) อย่าง เอ็มบัปเป้ – กริซมัน รับรองว่ามวยคู่ชิงกับแมนซิตี้ ลิเวอร์พูลจะอยู่ในฝ่าย ‘เป็นต่อ’ มากกว่าแน่

แต่ปัญหาสำคัญเลยก็คือ การตัดสินในครั้งนี้จะเป็นการตัดสินเพียงฤดูกาลเดียว เพราะในฤดูกาลถัดไปลิเวอร์พูลจะต้องปรับฐานเงินค่าเหนื่อยใหม่ทั้งหมด (เพราะเอ็มบัปเป้ในปัจจุบันรับค่าเหนื่อยสูงถึงเกือบ 4 แสนปอนด์ต่อสัปดาห์แล้ว)

ถ้าลิเวอร์พูลซื้อสตาร์เข้าทีม หงส์แดงจะเกาเสาธงของเรือใบสีฟ้า และพรีเมียร์ลีคในปีนั้นจะกลายเป็นลิเวอร์พูลที่มีโอกาสคว้ามากกว่า เพราะความจริงผู้เล่นแมนซิตี้เริ่มมีอาการเหนื่อยล้าจากการซ้อมสุดหินของเป๊ปบ้างแล้ว (ย้อนกลับไปอ่านบทสัมภาษณ์เดอบรอยที่ผมแปลเอาไว้ใน ข่าวลิเวอร์พูลวันที่ 30 กรกฏาคม ได้)

แต่มันอาจเป็นเพียงการลุ้นระยะสั้น ได้แค่ 1-2 ฤดูกาลเท่านั้น (ถ้าได้มาจริงจะปลดล็อคภูเขาในใจแฟนหงส์แดงเลยนะ) แต่จากนั้นลิเวอร์พูลจะต้องตามแก้ปัญหาทางการเงิน และจิตวิทยาในห้องแต่งตัว แบบที่แมนยูไนเต็ดเป็นอยู่ตอนนี้

มาดูมุมมองที่ 2 กันบ้างครับ

มุมที่สอง – ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม

ลิเวอร์พูลในตลาดซัมเมอร์นี้ มีเพียงนักเตะที่หายเจ็บกลับมาและดาวรุ่งจากอคาเดมี่เข้ามาเสริมนักเตะชุดใหญ่ จนดูเหมือนกับว่า คลอปป์ไม่ได้เสริมอาวุธชิ้นใหม่เข้าทีมสร้างความแข็งแกร่งเพื่อรอวันสยบศัตรูเหมือนที่ซุนวูเขียนเอาไว้เลย

แต่…ความเป็นจริงก็คือ แก่นแท้ของสโมสรที่มั่นคงนั้นจะต้องมาจาก นักฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่จากอคาเดมี่ของตน

มองอย่างเป็นธรรมนะครับ นี่คือสิ่งเกิดขึ้นกับแมนยูไนเต็ดยุครุ่งเรื่องที่มีคนที่หัวใจเป็นปีศาจแดงอย่างแกรี่ เนวิล (นักเตะที่ขึ้นมาจากอคาเดมี่) ประจำตำแหน่งกัปตันอยู่ในทีม

หรือความยิ่งใหญ่จากบาเซโลน่าเพราะได้เด็กตัวเล็กๆ ในวันนั้น อย่าง เมสซี่ ขึ้นมาเป็นเสาเอก

และนึกภาพดูครับว่า ถ้าเจอร์ราดมีอายุสัก 28 ในยุคของคลอปป์เฮียแกจะเป็นจอมทัพในปลอกแขนกัปตันลิเวอร์พูลแบบน่าเกรงขามมาก

ความแข็งแกร่งหรืออาวุธที่สโมสรจะได้จากเด็กอคาเดมี่ อาจไม่ได้เห็นในช่วงที่ดึงเขาขึ้นมาทีมชุดใหญ่ทันทีเพราะเรื่องนี้เปรียบได้กับการปลูกไม้ยืนต้น ที่ต้องรอวันเวลาบ่มเพาะ ช่วงแรกอาจดูไร้ความหมายในสายตาหลายๆ คน แต่ถ้าอดทนจนกล้าไม้กลายเป็นไม้ใหญ่ได้

วันนั้นแหละครับที่เด็กจากอคาเดมี่ที่คนมองว่าไร้ประโยชน์ จะกลายเป็นเสาหลักค้ำทีม หัวใจของพวกเขาจะรักทีมอย่างหมดหัวใจ พร้อมทุ่มให้ทั้งในสนามและไม่มีคำว่าอิดออดในห้องแต่งตัวนักเตะอีกด้วย

สิ่งที่ผมพยายามจะบอกก็คือ การดันเด็กขึ้นทีมชุดใหญ่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้สโมสรแข็งแกร่งขึ้นเหมือนกัน แถมยังมั่นคงกว่าซื้อสตาร์ดังเข้าทีมเป็นไหนๆ เพราะเพดานค่าเหนื่อยจะเติบโตไปพร้อมๆ กัน

แม้จะน่าเสียดายที่ช่วงนี้คือวันเวลาที่ 4 บิ๊กทีมกำลังอ่อนแอ แต่พิจารณาให้ดี สิ่งนี้ไม่ใช่การสยบคู่แข่งทั้ง 4 ที่กำลังอ่อนแอเท่านั้น แต่เป็นการต่อสู้ระยะยาวกับแมนซิตี้ (ที่ระบบอคาเดมี่ของเรือใบยังไม่ขลังเท่าลิเวอร์พูล) นั่นเอง

รอดูเอาเถิดครับ วันเวลาจะบ่มเพราะ บริวสเตอร์ วิลสัน เซปป์ เอลเลียต ให้กลายเป็นนักเตะที่เติบใหญ่ ภายใต้การแนะนำจากโค้ชที่ได้ขึ้นชื่อว่าเก่งเรื่องการปั้นนักเตะมากที่สุดในคนหนึ่งของโลก

โค้ชที่พาลิเวอร์พูลไปแตะแชมป์ยุโรปได้อีก 1 สมัย และเป็นคนที่เริ่มจรดปากกาสลักประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับลิเวอร์พูลอีกครั้ง

คำถามทิ้งท้าย

แต่ไม่ดีกว่าหรือถ้า คลอปป์จะซื้อนักเตะตัวสองตัวธรรมดาๆ เข้ามาเสริมแนวรุกเพื่อเรียกความสดใหม่ให้กับทีม ไม่ต้องถึงขั้นสตาร์ดังก็ได้ ?

ความจริงเรื่องนี้น่าเห็นใจคลอปป์มากครับ ลิเวอร์พูลมองหาชัยชนะแทบไม่เห็นในช่วงพรีซีซั่นเกิดจาก การขาดผู้เล่นหลักไปถึง 6 คน และ 3 ใน 6 นั้นคือ 3 ประสานที่สำคัญที่สุด

หลายคนอาจจะยังไม่รู้ครับว่า การขาดสามประสานอยู่ทีมนั้นส่งผลกระทบต่อเกมรับของลิเวอร์พูลอย่างมหาศาล

ตามคำกล่าวอ้างของไวนาดุม คนที่สามารถเลี้ยงผ่านฟานไดซ์ได้นั้นมีเพียง 2 คน นั่นก็คือ ซาลาห์ และเฟอร์มิโน่

ยิ่งมีกองหน้าเก่งมากป้วนเปี้ยนอยู่ในสนามซ้อมมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งขัดเกลาความเหนียวแน่นในเกมรับมากกขึ้นเท่านั้น

แต่คลอปป์ไม่มีในเกือบตลอดพรีซีซั่นเลย นั่นหมายความว่า คลอปป์จะไม่ได้เห็นพัฒนาการหรือจุดบกพร่องใดๆ เลย

สุดท้าย… นโยบายการซื้อนักเตะของทีมของลิเวอร์พูลไม่เคยเกิดขึ้นพร่ำเพื่อ สังเกตุการซื้ออลีสซง ฟานไดซ์เข้ามา เกิดจากการแก้ปัญหาด้วยกันทั้งนั้น แต่พรีซีซั่นคลอปป์ไม่มีนักเตะหลัก 6 คน ในสนามซ้อม ทำให้มองไม่เห็นภาพรวมว่าทีมมีจุดอ่อนอยู่ตรงไหน

การซื้อนักเตะเข้าทีมสัก 2 คน อาจเรียกความสดใหม่เข้าทีมได้ แต่มันอาจไม่ช่วยแก้ปัญหาอะไรเลยหรือเสริมความแข็งแกร่งอะไรเลย ไม่ดีกว่าหรือหากจะออมเงินในตลาดงวดนี้แล้วรอตลาดฤดูหนาวอีกที ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เรารู้แน่ๆ ว่า เครื่องจักรสีแดงชิ้นนี้กำลังขาดอะไร และต้องการอะไรเข้ามาเสริมแกร่ง