“YNWA” 5 ประเด็นหลังเกมหงส์แดงปราชัยต่อเสือเหลือง 3-2

1.เกมนี้เสือเหลืองแพ้ไม่ได้

ความแตกต่างของ โบรุสเซียดอทมุนส์ กับ ลิเวอร์พูลในครั้งนี้มีว่า เสือเหลืองส่งผู้เล่นตัวจริงลงทั้งสนาม ในขณะที่ลิเวอร์พูลเป็นทีมชุดผสมระหว่างตัวจริงและดาวรุ่ง

เท่านั้นยังไม่พอ สำคัญก็คือ โบรุสเซียดอทมุนส์ในปีที่ผ่านมาใช้งบประมาณซื้อนักเตะเข้าทีมไปราวๆ 110 ล้านปอนด์ ในขณะที่ลิเวอร์พูลใช้ไปเพียงแค่ 1.3 ล้านปอนด์ (ซื้อไอ้หนูเซปป์)

แฟนหงส์แดงหลายคนอาจโต้แย้งว่า นั่นเป็นเพราะดอทมุนส์ยังหาทีมที่มีความสมบูรณ์แบบจนสามารถพาตัวเองไปถึงแชมป์ได้ แต่ลิเวอร์พูลชุดนี้สามารถไปถึงมาแล้ว แถมแพ้ดอทมุนส์ 3-2 ในขณะที่เรามีแต่ดาวรุ่งมันก็ไม่เสียหายอะไร

แต่ถ้าพิจารณาอีกมิติหนึ่ง ความจริงเกมนี้ถ้าหงส์แดงไม่ได้จุดโทษในนาทีที่ 75 จากไอ้หนูวู้ดเบิร์นแล้ว สกอร์อาจจะจบลงที่ 3-1 ซึ่งเราไม่สามารถคาดหวังการได้จุดโทษมาใช้เป็นโอกาสในชัยชนะได้นะครับ

สำคัญไปกว่านั้น บทเรียนสำคัญที่คลอปป์น่าจะตระหนักในเกมนี้เอาไว้ก็คือ จริงอยู่ที่ดาวรุ่งของลิเวอร์พูลมีความสดใหม่และจี๊ดจ๊าดไม่แพ้ใคร แต่นั่นอาจยังดีไม่พอเมื่อต้องเจอกับคู่ต่อสู้ที่มีประสบการณ์มากกว่า เป็นทีมระดับเดียวกันและเขาแพ้ไม่ได้ เพราะขนนักเตะตัวจริงและนักเตะใหม่ๆ ลงสนาม (ถ้าแพ้หมายถึงความล้มเหลวในการซื้อตัวเลยนะครับ)

แม้ว่าดูจากทรงแล้ว ดาวรุ่งเหล่านี้จะมีแนวโน้มในการเติบโตไปเป็นระดับสตาร์ได้แน่ๆ แต่ จะดีกว่าไหมครับ ถ้าคลอปป์เลือกเติมนักเตะที่มีประสบการณ์สักคนสองคนเข้าทีม คอยประคองดาวรุ่งเมื่อพรีเมียร์ลีคเปิดให้เก็บประสบการณ์กันสัก 3-5 เดือน ไปเรื่อยๆ เพื่อเรียนรู้

ถ้าคลอปป์ซื้อนักเตะมีระดับเข้าทีมมาจริง ผมรับรองครับว่า คนเป็นโรคหัวใจหรือป่วยความดันก็สามารถดูลิเวอร์พูลชุดสำรองในบอลถ้วย อย่างลีคคัพหรือเอฟเอคัพได้แน่นอน

2.ด้วยความคิดถึง

เห็นสกอร์ 3 – 2 วันนี้แล้วก็เกิดความคิดถึงขึ้นบางอย่าง

คิดถึงหนึ่งก็คิดถึงความพ่ายแพ้ที่เราควรใช้เป็นบทเรียน (ฤดูกาลที่แล้วเราไม่แพ้เลยในพรีเมียร์ลีค)

คิดถึงสองก็คิดถึงอลีสซงกับลูกเซฟสวยๆ (หมายถึงอยากเห็นมินโย่เลต์พัฒนาฝีมือไปให้ถึงอลีสซง)

คิดถึงสามก็คิดถึง 3 ประสานกับเกมโต้กลับสายฟ้าฟาด (อันนี้คิดถึงจริงๆ เมื่อไหร่ ซาลาห์ มาเน่ ฟีโน่จะกลับมาประจำทีมสักที ใจจะขาดแล้วค้าบ)

3..ความโดดเด่นของดาวรุ่ง

วางความคิดถึงเอาไว้แล้วกลับมาพิจารณาสิ่งที่ลิเวอร์พูลมีอยู่ในปัจจุบันดีกว่าครับ

หากสังเกตุดีๆ จะเห็นว่า คลอปป์จับ วิลสัน กับ บริวสเตอร์ แยกออกจากกัน หลังจากที่ตลอดสองเกมพรีซีซั่นที่ผ่านมา คลอปป์จับทั้งคู่ลงเล่นด้วยกัน โดยทั้งคู่เข้ากันดีเป็นปี่เป็นขลุ่ย

กระนั้นการแยกกันของทั้งบริวสเตอร์และวิลสันออกจากกันก็ไม่ได้ส่งผลให้ ความโดดเด่นของทั้งสองคนลดลงแต่ประการใดครับ เพราะสองคนนี้เหมือนดาวฤกษ์ที่มีแสงสว่างในตัวเอง ไม่ว่าอยู่สนามไหนก็สามารถเจิดจรัสได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง

แฮรี่ วิลสัน – เกมนี้จบสกอร์คมๆ ในกรอบเขตโทษ (3 เกม 2 ประตู) ทำให้ผมคิดถึง อดีตของหน้าของเราอย่างตอเรสขึ้นมาเลยครับ (ไม่รู้คิดไปเองคนเดียวหรือเปล่า) ส่วน…

ริอาน บริวสเตอร์ – เกมนี้ก็โดดเด่นพอกันครับ เพราะสามารถจบสกอร์ได้อีกหนึ่งแม้เป็นประตูจุดโทษ (แต่การทำจุดโทษไม่ง่ายนะครับ แบกความกดดันเอาไว้หลายอย่าง) ที่สำคัญก็คือคลอปป์เปลี่ยนทีมชุด 2 ลง สนามในนาทีที่ 60 นั่นหมายความว่าไอ้หนูบริวสเตอร์มีเวลาเพียง ครึ่งชั่วโมงกับอีก 5 นาทีเท่านั้นในการทำประตู

อย่างไรก็ดีนับตั้งแต่พรีซีซั่นที่ทรานเมียร์เริ่มต้นขึ้นมา บริวสเตอร์ลงสนามไปให้ลิเวอร์พูลแล้ว 3 เกม ทำไป 4 ประตู (ไม่น้อยเลยนะ)

ไรอัน เคนท์ – เอ็งกับวิลสันรู้ใจกันเกินไปหรือเปล่า ทั้งจังหวะทำชิ่ง ทั้งจังหวะหลอกคู่ต่อสู้ จนจบสกอร์ได้

เบน วู้ดเบิร์น – ทำเป็นเล่นไป ถ้าใครได้ดูเกมจะเห็นจังหวะเอาบอลลงพื้นระดับเทพของวู้ดเบิร์ด แทนยังเป็นคนเรียกจุดโทษให้ประตูที่สองได้อีกด้วย

ลาลูซี่ – เกมนี้ยังต้องพัฒนาอะไรๆ อีกหลายๆ อย่าง โดนไป 1 ใบเหลืองด้วย

เคอติส โจนส์ – เกมนี้เงียบๆ นะ (คงเพราะได้ลงแค่ 35 นาที)

3.การกลับมาของฟานไดซ์

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า หลังจากที่ฟานไดซ์ลงมาประจำสนาม แนวรับลิเวอร์พูลที่สะเปะสะปะก็กลับมาเข้าที่เข้าทาง และไม่โดนทำสกอร์อีกเลย แม้จะเป็นช่วงที่โดนนำไปแล้ว 3-1 ซึ่งผู้เล่นเสือเหลืองควรจะยิ่งหึกเหิมกว่าเดิมด้วยซ้ำ

สำคัญไปกว่านั้น ซิมง มินโย่เลต์ ที่ฟอร์มเริ่มออกทะเล ก็กลับมาเซฟลูกสำคัญอีก 2 – 3 ลูก

ทั้งหมดนั่นเกิดขึ้นได้เพียงเพราะ ฟานไดซ์ ลงไปอยู่ในสนามแต่เพียงเท่านั้น

นี่แหละครับเซ็นเตอร์ที่เป็นจอมทัพ มีทั้งบารบีและฝีมือ ปลุกใจเพื่อนร่วมทีมได้เสมอ (เอ…ไม่รู้ว่าแมคฟาย ที่แมนยูไนเต็ดคุยนักคุยหนาว่ากำลังจะได้น่ะ มีคุณสมบัติเหล่านี้หรือเปล่า แพงกว่าตั้ง 5 ล้าน เชียวนะ)

อาจมีใครสักคนแย้งว่า เป็นไปได้ไหมที่ฟานไดซ์ไม่ใช่นักเตะที่เปลี่ยนเกมรับลิเวอร์พูล แต่เป็นกองหลังระดับโลกอย่าง เดยัน ลอฟเลน ต่างหาก !

ใครแย้งมาแบบนี้ ผมต้องตอบไปคำเดียวเลยครับว่า…เห็นด้วย (ฮ่าๆ)

5.ไม่เป็นไร ณ ณเดช

ขอนอกเรื่องหลังเกมนิดนึง แต่ข่าวนี้เกี่ยวกับหงส์แดงเต็มๆ

เพราะนอกจากเกมการแข่งขันระหว่างบุโรเซีน ดอทมุนส์แล้ว ยังมีการแข่งขันระหว่าง เซเนกัลกับอัลจีเรีย ในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอล แอฟฟริกันเนชั่นคัพอีก

น่าเสียดายที่ เซเนกัล ทีมชาติของซาดิโอ มาเน่ เป็นฝ่ายปราชัย แต่ที่น่าเจ็บหัวใจไปมากกว่านั้นก็คือ อัลจีเรียที่เป็นฝ่ายชนะนั้นมี มาเรส นักเตะแมนซิตี้เป็นตัวชูโรง

มาเน่ต้องน้ำตาตกในแน่ๆ ครับ ในพาดหัวข่าวบนเว็ปไซต์ลิเวอร์พูลถึงกับใช้คำว่า Hearthbreak หรือ อกหัก เลย

ไม่เป็นไรนะครับ แพ้ก็กลับบ้านเรา ที่ตรงนี้มีคนพร้อมตะโกนคำว่า “คุณจะไม่มีวันเดินอย่างเดียวดาย” ให้นายฟังเสมอ