ทำไมลิเวอร์พูลจึงประสบความสำเร็จแม้มีเงินทุนน้อยกว่าแมนยูไนเต็ด ?

ลิเวอร์พูลซื้อ เวอร์กิล ฟานไดซ์ เข้าทีมด้วยราคา 75 ล้านปอนด์ และซื้อ อลิสซง เบคเกอร์ เข้าทีมอีกในราคา 66 ปอนด์

สองดีลนี้คือดีลซื้อขายที่ใหญ่ที่สุดของลิเวอร์พูล แต่ต้องปักหมุดเอาไว้แน่นๆ เลยนะครับว่า มันเกิดขึ้นได้ก็เพราะทีมสามารถปล่อยคูตินโย่ออกไปจากทีม ซึ่งทำให้ได้เงินมากถึง 142 ล้านปอนด์เป็นต้นทุน

ตัดภาพไปที่แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดกันบ้าง ดูเหมือนว่าเรื่องเงินๆ ทองๆ พวกเขาจะเหนือลิเวอร์พูลอยู่ระดับหนึ่งเลยครับ

เพราะอะไรน่ะหรือ ?

ลองพิจารณาดูดีลที่ฮือฮาที่สุดของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดดูนะครับ

พวกเขาซื้อ พอล ป๊อกบา เข้าทีมด้วยเงิน 89 ล้านปอนด์ และซื้อ โรเมโร ลูกากูเข้าทีมอีก 75 ล้านปอนด์ (คนหนึ่งซื้อมาเป็นตู้เย็นอีกคนซื้อมาเป็นกองกลางตัวตัดผม) โดยที่ไม่ได้ปล่อยขายนักเตะคนใดออกไปจากทีมเพื่อหาทุนซื้อนักเตะเลย

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ปล่อยโค้ชออกจากทีมแทนปล่อยนักเตะเพื่อหาเงินต่างหาก !  (ในระยะเวลาไม่กี่ซีซั่นหัวหน้าของโอลทราฟฟอร์ดถูกเปลี่ยนมือไปแล้วถึง 4 คน)

และทั้งหมดนั่นยังไม่นับค่าเหนื่อยของอเล็กซิส ซานเชส ที่ได้ค่าเหนื่อยต่อสัปดาห์สูงสุดในพรีเมียร์ลีคถึง 500,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์

ขนาดเอาค่าเหนื่อยของโมซาลาห์และฟานไดซ์ (180,000 + 200,000 = 380,000 )รวมกันยังได้ไม่เท่าอเล็กซิสเพียงคนเดียวเลยครับ

ที่ผมกำลังจะบอกก็คือ มีอยู่สองเรื่องเท่านั้นที่ลิเวอร์พูลไม่สามารถเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในช่องเวลานี้ได้ คือ

หนึ่ง – สนามหญ้าที่แอนฟิลด์ไม่อาจฟูนิ่มเท่ากับแมนยูได้

สอง – กระเป๋าเงินของลิเวอร์พูลยังไงๆ ก็เบากว่าแมนยูแน่นอนร้อยเปอร์เซ็น แต่…

แต่ผู้อ่านนึกสงสัยเหมือนผมไหมครับว่า เพราะอะไรทำไมทีมที่มีทุนคอยใช้จ่ายหยิบสอยมากมายขนาดนี้กลับประสบปัญหามากมาย

ผู้เล่นที่เป็นกำลังหลักอย่าง ป๊อกบา กำลังตกเป็นข่าวอย่างหนักว่าจะย้ายออกจากทีม

อเล็กซิสที่ได้ค่าเหนื่อย 5 แสนปอนด์ต่อสัปดาห์ไม่สามารถเป็นที่พึ่งพาอะไรของทีมได้เลย

เงินทุนมากมายขนาดนั้น ส่งพวกเขาจบอันดับ 6 คว้าแชมป์หญ้าสวยและศูนย์หน้าค่าตัว 75 ล้านปอนด์ถูกตั้งฉายาว่า ‘เจ้าตู้เย็น’

ในขณะที่ทีมกระเป๋าเงินเบากว่าอย่างลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ยุโรปสมัยที่ 6 โดยที่ผู้เล่นที่ได้ค่าเหนื่อยสูงสุดของลิเวอร์พูลได้เพียงแค่ 2 แสนปอนด์ต่อสัปดาห์ แต่ที่ได้ค่าเหนื่อยเพียงเท่านี้ กลับเป็นคนๆ เดียวกับที่คว้ารองเท้าทองคำ 2 ฤดูกาลติดต่อกัน

และนักเตะค่าตัว 75 ล้านปอนด์ของลิเวอร์พูลก็กลายเป็นนักเตะที่คว้าผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีและกำลังลุ้นบังลงดอร์คู่กับเลโอเนลเมสซี่

ลิเวอร์พูลทำได้อย่างไร ทำไมลิเวอร์เบิร์ดตัวนี้จึงกลับมาประสบความสำเร็จภายใต้เงินทุน ที่น้อยกว่าแมนยูไนเต็ดได้อย่างไร

ในบทความนี้จะพิจารณาถึงคำตอบเหล่านั้นเอาไว้ครับ

เริ่มกันเลยนะครับ

1.ความง่อนแง่นกับความมั่นคง

5 ปีที่ผ่านมาแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเปลี่ยนโค้ชไปแล้ว 4 คน คือ เดวิด มอยส์  / หลุยส์ ฟานกัล / โจเซ่ มูรินโย่ และ โซลชา

ในขณะที่ 5 ปีที่ผ่านมาของลิเวอร์พูลมีคนเพียง 2 คนเท่านั้นที่กุมบังเหียนหงส์แดง นั่นคือรอดเจอร์ในยุคปลายและเยอร์เก็น คลอปป์ ซึ่งคุมทีมมายาวนานถึงทุกวันนี้

แฟนแมนยูไนเต็ดหลายคนอาจมองว่ามันคือเรื่องธรรมดาในโลกฟุตบอลที่เมื่อโค้ช ไม่สามารถพาทีมไปสู่ความสำเร็จได้ พวกเขาก็เพียงแค่ถูกปลดออก

แต่เดี๋ยวก่อนนะครับ เยอร์เก็น คลอปป์คุมทีม 3 ปีแรกไม่เคยสัมผัสแชมป์เลยสักถ้วยเดียว ในขณะที่ ปีแรกของมูรินโย่และหลุยส์ฟานกัลสามารถนำแมนยูไนเต็ดไปสู่ความสำเร็จได้ทั้งสิ้น  (ยูโรป้าและลีคคัพ สำหรับจ่ามู – เอฟเอคัพของหลุย์ ฟานกัล)

ดังนั้นมันจึงไม่เกี่ยวกับความสำเร็จหรอกครับ มันเกี่ยวกับความไม่มีน้ำอดน้ำทนของแฟนบอลที่เรียกร้องหาความสำเร็จ(แบบมากเกินไปต่างหาก)

การเปลี่ยนโค้ชบ่อยๆ ส่งผลกับทีมนะครับ

ลองพิจารณาดูว่าปัจจุบันนี้สภาพของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดกลายเป็นนักเตะผ่านการซื้อโดยโค้ช 3-4 คน มายำอยู่ที่เดียวกัน ในขณะที่ลิเวอร์พูลคือทีมนักเตะที่เยอร์เก็น คลอปป์หยิบจับมาวางเพียงแค่คนๆ เดียว (มีนักเตะที่หลุดมาจากยุครอดเจอร์เพียงแค่ไม่กี่คนเท่านั้น)

นั่นแหละครับทำให้การรวมศูนย์และสั่งการของลิเวอร์พูลมั่นคง เพราะเยอร์เก็น คลอปป์เข้าใจนักเตะที่ตัวเองเลือกเก็บไว้(จากยุครอดเจอร์) และที่ตัวเองซื้อเข้าทีมมาอย่างดี ในขณะที่การวมศูนย์สั่งการของแมนยูไนเต็ดง่อนแง่น เพราะต่างคนก็มาจากต่างยุคต่างสมัย ต่างเจ้านายด้วยกันทั้งสิ้น

2.ระยะสั้นระยะยาว

แมนยูไนเต็ดไม่มองภาพ ระยะยาว ยาวเลย ที่พวกเขาต้องการคือกลับไปคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีคให้เร็วที่สุด จนทำให้ลืมเสน่ห์ที่สำคัญจากการปั้นเด็กอคาเดมี่ไปเสียสนิท

ลองคิดดูนะครับ เด็กปั้นที่ยังไม่ขึ้นทีมใหญ่ของลิเวอร์พูล อย่าง ริอาน บริวสเตอร์ และแฮรี่ วิลสัน ต่างก็ถูกจับตามองด้วยกันทั้งนั่น ในขณะที่แมนยูเอาแต่ซื้อนักเตะสตาร์เข้าทีม จนลืมปั้นเด็กอคาเดมี่ ที่มีแววเด่นแววดัง

อย่าลืมนะครับ วันเวลาของโลกฟุตบอลมันหมุนไปข้างหน้าเสมอ ถ้าสโมสรไม่มีนักเตะที่เป็นดุจเพชรรอวันเจียรไนอยู่ในทีมบ้างเลย สโมสรก็จะประสบปัญหาโดยการซื้อนักเตะดาวดังๆ จากทีมอื่นๆ และมาลุ้นเอาอีกทีว่าผู้เล่นที่ซื้อมานั้นจะเข้ากับบรรรยากาศและระบบของทีมได้ หรือจะกลายเป็นตู้เย็นและคนชอบตัดผม

มันก็เท่านั้น

3.ใช้สมองซื้อนักเตะ

ต่อจากข้อเมื่อสักครู่เลยนะครับ นักเตะที่แมนยูไนเต็ดซื้อส่วนหนึ่งมาจากทีมสเกาท์ แต่อีกส่วนหนึ่งซื้อเพราะฟอร์มการเล่นที่โดดเด่น (เช่นป๊อกบา ลูกากู อเล็กซิส)

ในขณะที่ลิเวอร์พูลซื้อนักเตะเข้ามาโดยผ่านทีมสเกาท์ที่คัดกรองแล้วคัดกรองอีก ถ้าใครติดตามวงในลิเวอร์พูลลึกๆ ก็จะรู้ดีว่าลิเวอร์พูลมีทีมสเกาท์ขั้นเทพ เพราะนอกจากดูฝีเท้าของนักเตะแล้ว พวกเขายังมีนักวิเคราะห์สถิติอย่าง เอียน แกรแฮมคนที่ชี้เป้านักเตะดังๆ ในลิเวอร์พูลตอนนี้อย่าง โม ซาลาห์ ฟานไดซ์ เกอิต้า และยังรวมถึงการซื้อเยอร์เก็น คลอปป์เข้าทีมอีกด้วย

เห็นไหมว่าลิเวอร์พูลมีทีมสเกาท์ไปยันผู้จัดการทีม ในขณะที่แมนยูไนเต็ดมักจะเลือกนักเตะที่เป็นสตาร์เอาไว้ก่อน

ซึ่งมันก็อาจจะทำให้ทีมประสบความสำเร็จได้นะครับสำหรับทีมที่เอาแต่ซื้อสตาร์ดังๆ แต่การซื้อนักเตะผ่านการวิเคราะห์สถิติ ข้อมูลต่างๆ นาๆ ในราคาไม่แพงแล้วได้ผ็เล่นที่มีประสิทธิภาพระดับโลก มันเท่กว่ากันเป็นไหนๆ ที่สำคัญยังทำให้สโมสรคว้าแชมป์ยุโรปได้อีกด้วย

ในขณะที่แมนยูกำลังจะกลายเป็นทีมที่เป็นดั่งแพแตก เพราะมีสตาร์และปัญหาในห้องแต่งตัวจากค่าเหนื่อยนักเตะมากจนเกินไป

เกอิต้า