ทำไมลิเวอร์พูลจึงประสบความสำเร็จแม้มีเงินทุนน้อยกว่าแมนยูไนเต็ด ?

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดกระหน่ำเงินลงทุนสูงกว่าลิเวอร์พูลในทุกๆ ด้าน

พวกเขาซื้อ พอล ป๊อกแป๊ก เอ้ย พอล ป๊อกบา กับแฮรี่ แมคไคว์น ในราคา (89+85=) 174 ล้านปอนด์

นั่นคือสองดีลที่แพงที่สุดของแมนยูไนเต็ด ในขณะที่สองดีลที่แพงที่สุดของลิเวอร์พูลคือ เวอร์กิล ฟานไดซ์ และ อลีสซง เบคเกอร์ ซึ่งรวมกันแล้วได้ (75+66) 141 ล้านปอนด์ เท่านั้น

นั่นยังไม่นับค่าเหนื่อยของ ดาบิด เดเกอา ที่ได้ต่อสัปดาห์สูงสุดถึง 375,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์

ทราบหรือไม่ครับว่า ค่าเหนื่อยเหนื่อยของเดเกอาเพียงคนเดียว สามารถเอามาจ่ายค่าเหนื่อยของนักเตะลิเวอร์พูลที่ได้รับค่าเหนื่อยสูงสุดในทีมได้ถึง 2 คนนั่นคือ โมซาลาห์และฟานไดซ์ที่ได้ค่าเหนื่อยอยู่ที่  200,000+180,000 = 380,000 ปอนด์

สิ่งที่ผมกำลังจะบอกผู็อ่านทุกท่านก็คือ มีอยู่เพียงสามสิ่งเท่านั้นที่ลิเวอร์พูลไม่สามารถเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดในช่วงเวลานี้ได้ ก็คือ

หนึ่ง – สนามหญ้าที่แอนฟิลด์ไม่อาจฟูนิ่มเท่ากับแมนยูได้

สอง – อาหารเลิศรสจากเชฟระดับมิชลินที่โอลทราฟฟอร์ด

สาม – กระเป๋าเงินของลิเวอร์พูลที่ยังไงๆ ก็เบากว่าแมนยูแน่นอนร้อยเปอร์เซ็น แต่…

แต่ผู้อ่านนึกสงสัยเหมือนผมไหมครับว่า เพราะอะไรทำไมทีมที่มีทุนคอยใช้จ่ายหยิบสอยมากมายขนาดนี้กลับประสบปัญหามากมาย

ผู้เล่นที่เป็นกำลังหลักอย่าง ป๊อกบา ตกเป็นข่าวมาตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้วว่าอยากย้ายซบมาดริดกับยูเวนตุส

ดาบิดเดเกอาที่ได้รับค่าเหนื่อยสูงถึง 375,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ แต่จู่ๆ กลับเจ็บก่อนเกมแดงเดือดเสียอย่างนั้น

แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดมีเงินทุนมากมาย แต่กลับทำได้เพียงส่งพวกเขาจบอันดับ 6 คว้าแชมป์หญ้าสวยและศูนย์หน้าค่าตัว 75 ล้านปอนด์ (ลูกากูที่ย้ายออกไปแล้ว) ยังถูกตั้งฉายาว่า ‘เจ้าตู้เย็น’ แถมฤดูกาลนี้ดูท่าจะเน้นตั๋วไปแชมป์เปียนชิพมากกว่าตั๋วไปแชมป์เปี้ยนลีคอีกด้วย !

ในขณะที่ทีมกระเป๋าเงินเบากว่าอย่างลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ยุโรปสมัยที่ 6 โดยที่ผู้เล่นที่ได้ค่าเหนื่อยสูงสุดของลิเวอร์พูลได้เพียงแค่ 2 แสนปอนด์ต่อสัปดาห์ แต่ที่ได้ค่าเหนื่อยเพียงเท่านี้ กลับเป็นคนๆ เดียวกับที่คว้ารองเท้าทองคำ 2 ฤดูกาลติดต่อกัน

และนักเตะค่าตัว 75 ล้านปอนด์ของลิเวอร์พูลก็กลายเป็นนักเตะที่คว้าผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปีและกำลังลุ้นบังลงดอร์คู่กับเลโอเนลเมสซี่

ลิเวอร์เบิร์ดตัวนี้จึงกลับมาประสบความสำเร็จภายใต้เงินทุน ที่น้อยกว่าแมนยูไนเต็ดได้อย่างไร

ในบทความนี้จะพิจารณาถึงคำตอบเหล่านั้นเอาไว้ครับ

เริ่มกันเลย

1.ความง่อนแง่นกับความมั่นคง

5 ปีที่ผ่านมาแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเปลี่ยนโค้ชไปแล้ว 4 คน คือ เดวิด มอยส์  / หลุยส์ ฟานกัล / โจเซ่ มูรินโย่ และ โซลชา

ในขณะที่ 5 ปีที่ผ่านมาของลิเวอร์พูลมีคนเพียง 2 คนเท่านั้นที่กุมบังเหียนหงส์แดง นั่นคือรอดเจอร์ในยุคปลายและเยอร์เก็น คลอปป์ ซึ่งคุมทีมมายาวนานถึงทุกวันนี้

แฟนแมนยูไนเต็ดหลายคนอาจมองว่ามันคือเรื่องธรรมดาในโลกฟุตบอลที่เมื่อโค้ช ไม่สามารถพาทีมไปสู่ความสำเร็จได้ พวกเขาก็เพียงแค่ถูกปลดออก

แต่เดี๋ยวก่อนนะครับ เยอร์เก็น คลอปป์คุมทีม 3 ปีแรกไม่เคยสัมผัสแชมป์เลยสักถ้วยเดียว ในขณะที่ ปีแรกของมูรินโย่และหลุยส์ฟานกัลสามารถนำแมนยูไนเต็ดไปสู่ความสำเร็จได้ทั้งสิ้น  (ยูโรป้าและลีคคัพ สำหรับจ่ามู – เอฟเอคัพของหลุย์ ฟานกัล)

ดังนั้นมันจึงไม่เกี่ยวกับความสำเร็จหรอกครับ มันเกี่ยวกับความไม่มีน้ำอดน้ำทนของแฟนบอลที่เรียกร้องหาความสำเร็จ (แบบมากเกินไปต่างหาก)

การเปลี่ยนโค้ชบ่อยๆ ส่งผลกับทีมอย่างเห็นได้ชัด

ลองพิจารณาดูว่าปัจจุบันนี้สภาพของแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดกลายเป็นทีมที่นักเตะผ่านการซื้อโดยโค้ช 3-4 คน มายำอยู่ที่เดียวกัน ในขณะที่ลิเวอร์พูลคือทีมนักเตะที่เยอร์เก็น คลอปป์หยิบจับมาวางเพียงแค่คนๆ เดียว (มีนักเตะที่หลุดมาจากยุครอดเจอร์เพียงแค่ไม่กี่คนเท่านั้น)

นั่นแหละครับทำให้การรวมศูนย์และสั่งการของลิเวอร์พูลมั่นคง เพราะเยอร์เก็น คลอปป์เข้าใจนักเตะที่ตัวเองเลือกเก็บไว้(จากยุครอดเจอร์) และที่ตัวเองซื้อเข้าทีมมาอย่างดี ในขณะที่การวมศูนย์สั่งการของแมนยูไนเต็ดง่อนแง่น เพราะต่างคนก็มาจากต่างยุคต่างสมัย ต่างเจ้านายด้วยกันทั้งสิ้น

2.ความเด็ดขาดของโค้ช

แมนยูไนเต็ดโชคร้ายตรงที่โค้ชที่มีอยู่ยังสั่งสมบารมีมาไม่มากพอ

ถ้าย้อนกลับไปในสมัยที่เยอร์เก็น คลอปป์เข้าทีมมาใหม่ๆ สิ่งแรกที่คลอปป์ทำนั้นไม่ใช่การสร้างลิเวอร์เบิร์ดตัวใหม่ขึ้นมาในทีนที แต่กลับเป็นการกำจัดส่วนเกินที่คอยชุดรั้งสโมสรเอาไว้ คิดดูนะครับ แม้ว่าบาโลเตลี่ จะเป็นนักเตะที่ได้รับการยอมรับในฝีเท้ามากแค่ไหน แต่คลอปป์ก็ปล่อยออกจากทีมไปโดยไม่เปิดโอกาสให้เขาเข้ามาในสนามซ้อมเลยแม้แต่วันเดียว

หรือแม้แต่มามาดู ซาโก้ เซ็นเตอร์แบ็คจาก PSG ที่ดูทรงจะคอยคุมแผงหลังให้ลิเวอร์พูลได้ดี แต่ทัศนคติส่งผลในแง่ลบกับสโมสรคลอปป์ก็ปล่อยเขาออกจากทีมไม่มีเหลือ แม้ว่าเวลานั้นคลอปป์จะยังไม่มีหัวใจแผงหลังอย่าง เวอร์กิล ฟานไดซ์ ก็ตาม

ความเด็ดขาดของคลอปป์ก็คือตัดส่วนเกินออกจากทีมไปโดยไม่สนหน้าอิฐหน้าพรมหมที่ไหน

ในขณะที่โซลชากลับปล่อย ลูกากู อเล็กซิส นักเตะที่ทำผลงานกับทีมได้ไม่มาก แต่ในแง่จิตวิทยาแล้ว ทั้งคู๋คือนักเตะที่อยากพิสูจน์ตัวเองกับสโมสรมากที่สุด

โดยที่นักเตะที่ควรจับมานั่งปรับทัศนคติหรือไม่ก็ตัดออกจากทีมไปมากที่สุดก็คือเจสซี่ลินการ์ดที่ทำตัวเป็นยูทูปเบอร์มากกว่านักฟุตบอล

3.ใช้สมองซื้อนักเตะ

นักเตะที่แมนยูไนเต็ดซื้อส่วนหนึ่งมาจากทีมสเกาท์ แต่อีกส่วนหนึ่งซื้อเพราะฟอร์มการเล่นที่โดดเด่น เช่น ป๊อกบา ลูกากู อเล็กซิส และแฮรี่ เมคไควน์

(ยอมรับนะว่าป๊อกบาเป็นดีลที่ค่อนข้างประสบความสำเร็จ แต่ ลูกากู กับ อเล็กซิส คือความล้มเหลวแบบไม่ต้องสงสัย)

ในขณะที่ลิเวอร์พูลซื้อนักเตะเข้ามาโดยผ่านทีมสเกาท์ที่คัดกรองแล้วคัดกรองอีก ถ้าใครติดตามวงในลิเวอร์พูลลึกๆ ก็จะรู้ดีว่าลิเวอร์พูลมีทีมสเกาท์ขั้นเทพ

เพราะนอกจากดูฝีเท้าของนักเตะแล้ว พวกเขายังมีนักวิเคราะห์สถิติอย่าง เอียน แกรแฮมคนที่ชี้เป้านักเตะดังๆ ในลิเวอร์พูลตอนนี้อย่าง โม ซาลาห์ ฟานไดซ์ เกอิต้า และยังรวมถึงการซื้อเยอร์เก็น คลอปป์เข้าทีมอีกด้วย

นักเตะที่ถูกซื้อเข้ามาในยุคคลอปป์มีทั้งสิ้น 15 ดีล มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ไม่ประสบความสำเร็จนั่นคือคาริอุส ส่วนที่เหลือถ้าไม่คว้าถุงมือทองคำ ลุ้นบัลลงดอร์ ก็โชว์ฟอร์มยอมเยี่ยมด้วยกันทั้งสิ้น

สมัยก่อนในยุคที่สถิติยังไม่เฟื่องฟูเท่าทุกวันนี้ การซื้อฟุตบอลที่มีชื่อเสียงเข้าทีมเป็นหนึ่งในสร้างความยิ่งใหญ่กับกับสโมสร (เหมือนกลาติกอสของเรอัลมาดริด) แต่ฟุตบอลสมัยใหม่เปลี่ยนไปแล้ว

ในขณะที่แมนยูกำลังหมกมุ่นหานักเตะดาวเด่นเพื่อเข้ามาสร้างความเปลี่ยนแปลงแบบพลิกสถานการณ์ให้กับสโมสร

ลิเวอร์พูลกลับเลือกที่จะหานักเตะที่มีแว่วแจ่ม แต่ไม่ดัง เข้ามาสู่ทีม แล้วค่อยๆ สร้างเครื่องจักรสีแดงชิ้นใหม่ขึ้นมา โดยไม่ต้องแบกรับค่าเหนื่อยมากจนเกินไป

จบ

ปล.อีกหนึ่งทีมที่ใช้ฟุตบอลสถิติในการซื้อนักเตะก็คือเลสเตอร์ ซิตี้ ที่ผลิตกองเต้ วาดี้ มาเรส และอื่นๆ อีกมากมายออกมา