3 กุญแจสู่ความสำเร็จของคลอปป์กับตลอดสี่ปีที่กุมบังเหียนหงส์แดง

เยอร์เก็น คลอปป์เข้ามาคุมลิเวอร์พูลเมื่อตุลาคม ปี 2015 จากวันนั้นจนถึงวันนี้เขาใช้เวลาประมาณ 4 ปี 3 ฤดูกาลครึ่ง

2 ฤดูกาลแรกเขาปราชัยในรอบชิงชนะเลิศในฟุตบอลถ้วยถึง 3 รายการ (ลีคคีพ ยูโรป้า ยูฟ่า)

ฤดูกาลที่ 3 เขาปราชัยต่อแมนซิตี้ในพรีเมียร์ลีคที่ 97 คะแนน

แต่ในฤดูกาลเดียวกันนี้ เขากลับมาสามารถคว้าแชมป์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุโรปได้

ผู้อ่านเคยนึกสงสัยเหมือนผมไหมครับว่า เพราะอะไรกันแน่ทำให้ผู้ชายที่ชื่อ เยอร์เก็น คลอปป์ มีศรัทธาในการฟุตบอลซึ่งส่งให้เขาต้องเล่นบทเป็นผู้แพ้มานับครั้งไม่ถ้วน ?

หรือจะถามแบบง่ายๆ ก็ได้ว่า ปัจจัยอะไรกันแน่ที่อยู่เบื้องหลังความประสบความสำเร็จท่ามกลางความพ่ายแพ้ไม่รู้จบของคลอปป์ ?

วันนี้ผมขออนุญาติ ทำตัวเป็นนักวิเคราะห์บ้านๆ ตามหาข้อมูลที่พอจะประกอบพอใช้เป็นกุญแจไขความลับสำหรับความสำเร็จของคลอปป์กับถ้วยแชมป์เปียนลีคสมัยที่ 6 ของลิเวอร์พูล

เริ่มกันเลยนะครับ

1.โค้ชสองประเภท

ในโลกของฟุตบอลจะมีโค้ชอยู่สองประเภท ประเภทแรกคือยึดถือในปรัชญาการทำทีมของตัวเองอย่างหนักแน่น ประเภทที่สองพร้อมจะปรับเปลี่ยนเมื่อถึงเวลาที่จะต้องปรับเปลี่ยน

ถ้าสงสัยว่าโค้ชประเภทแรกคือใคร ? ขอให้นึกถึงโจเซ่ มูรินโย่นะครับ

ในขณะที่เยอร์เก็น คลอปป์แม้จะยึดมั่นในปรัชญาการทำทีมของตัวเขาเอง แต่เขาก็พร้อมจะปรับเปลี่ยนเพื่อทีมที่ดียิ่งขึ้นเสมอเมื่อถึงเวลา

คลอปป์ปรับเปลี่ยนปรัชญาของตนเองอย่างไร ?

คุณผู้อ่านจำได้ไหมครับว่า ช่วงสองฤดูกาลแรกที่คลอปป์เข้ามาคุมทีม นักเตะทุกคนวิ่งไปทั่วทุกมุมของสนามเหมือนใส่ถ่านกระตุ้นให้ไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย นั่นทำให้เกมสนุก แฟนบอลชอบใจกับเกมรุกที่นักเตะใส่กันไม่ยั้ง

แต่มันก็แลกมาด้วยอาการเหนื่อยล้าสะสมช่วงท้ายฤดูกาลและอาการบาดเจ็บ / หากจำเกมนัดชิงกับมาดหริดได้ เราไม่เหลือสำรองกองกลางเลยแม้แต่คนเดียว ต้องไปตามเอ็มเร่ ชาน ที่กำลังจะย้ายทีมกลับมาเล่น (อนาจมาก)

จนกระทั่งฤดูกาลที่สามเริ่มต้นขึ้น เกมรุกที่ลิเวอร์พูลเคยมีหนักหน่วงก็เปลี่ยนไป กลายเป็นฟุตบอลที่เน้นเกมรับและรอจังหวะสวนกลับแบบหวังผล

การยอมเปลี่ยนปรัชญาเกมรุกแบบเพลงร็อค เป็นเกมรับหวังผลทำให้ลิเวอร์พูลในสองฤดูกาลก่อน กับฤดูกาลที่ผ่านมาล่าสุดมีความแตกต่างกันดังนี้ครับ

ลิเวอร์พูล 2017-18 ที่โดดเด่นด้านเกมรุก :  75 แต้ม ทำประตูไป 84 ลูกเป็นอันดับสองของปีนั้น แต่เสียประตูไปถึง 38 ประตู

ลิเวอร์พูล 2018-19 ที่โดดเด่นด้านเกมรับ :  97 แต้ม ทำประตูไป 89 ลูก (นี่ขนาดเปลี่ยนมาเล่นเกมรับ) และเสียประตูไปเพียง 22 ประตูเท่านั้น

เห็นไหมครับ คลอปป์จะเปลี่ยนเมื่อเห็นว่ามันถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนจริงๆ

2.ผมไม่ใช่เพื่อนโชค

บางครั้งผมก็อยากให้เทพีแห่งโชคยืนอยู่ข้างผมบ้าง” นั่นคือคำพูดของเยอร์เก็น คลอปป์หลังจากที่ปราชัยในบอลนัดชิงมานักต่อนัก

คุณผู้อ่านทราบหรือไม่ครับว่าหากนับตั้งแต่ การคุมทีมของ เยอร์เก็น คลอปป์ ที่ดอทมุนส์จนถึงก่อนที่เขาจะคว้าแชมป์เปียนลีคกับลิเวอร์พูล เยอร์เก็น คลอปป์พ่ายแพ้ในนัดชิงทั้งสิ้น 6 เกมติดต่อกัน (เป็นผมคงถอดใจไปแล้ว)

แต่เยอร์เก็น คลอปป์ไม่เคยถอดใจ ในเมื่อเขาไม่สามารถพึ่งพาโชคชะตาได้ “กูก็ต้องพึ่งทั้งสองมือของตัวเอง” เยอร์เก็น คลอปป์คงคิดแบบนี้ในใจแหละครับ เพราะ…

ผู้อ่านทราบหรือไม่ครับว่า ความจริงก่อนเกมการแข่งขันกับสเปอร์ส คลอปป์ได้ทำงานแบบละเอียดขั้นสุดยอด โดยได้ติดต่อไปยัง สโมสรเบนฟิก้าที่เขาและทีมงานคิดกันแล้วว่า เป็นทีมที่มีสไตล์การเล่นคล้ายกับ ท๊อตแน่มฮอต สเปอร์ส

ดังนั้นลิเวอร์พูลจึงส่งเทียบเชิญไปยังสโมสรเบนฟิก้าไปเพื่อขอให้มาทำการฝึกซ้อมร่วมกันก่อนการลงเล่นนัดชิง

เรื่องนี้คือคำให้การของนาย เรนาโต้ ไปร่า ผู้จัดการเบนฟิก้าทีมบี เองนะครับ

เฮียเรนาโต้พูดเอาไว้แบบนี้ครับว่า

“ตอนที่พวกเราได้รับเทียบเชิญ เราก็ไปด้วยความยินดีนะ ในวันนั้น พวกเราจำลองแผนการเล่นขึ้นมาใหม่นิดหน่อย โดยปรับให้มีแผนเกมรุกสองแบบและแผนเกมรับอีกสองแบบ แล้วก็การเซ็ทพีทให้มีความคล้ายคลึงกับที่สเปอร์สทำที่สุดอีกด้วย

“ทางเราพยายามทำให้ทุกอย่างเหมือนกับสเปอร์สมากที่สุด ทดแทนผู้เล่น วิเคราะห์รูปแบบการเล่นที่สเปอร์สมักจะใช้ออกมา เพื่อเป็นแบบจำลองให้กับนักเตะลิเวอร์พูลเข้าใจสถานการณ์”

สรุปสั้นๆ ชัยชนะที่คลอปป์ได้มาในครั้งนี้ ไม่ได้มากับดวงแบบที่ใครหลายๆ ใครหลายๆ คนบอกว่า ทีมที่จะเป็นแชมป์ต้องเก่ง + เฮง อะไรพวกนั้น

แต่ความจริงก็คือมันคือการทุ่มเทเก็บทุกๆ รายละเอียด ทำงานกันจนถึงเศษเสี้ยวสุดท้ายต่างหาก

ดังนั้นเราอาจจะพูดว่า แชมป์ปี 2005 ที่อิสตันบลูคือปาฏิหารย์ของหงส์แดงได้

แต่สำหรับแชมป์ปี 2019 ของลิเวอร์พูล มันคือหยาดเหงื่อและความเพียรพยายาม ไม่อิงปาฏิหารย์ใดๆ อย่างแท้จริง และนี่คืออีกกุญแจแห่งความเพียรพยายามไปสู่ความสำเร็จของคลอปป์ครับ

3.ยอดขุนพล

กุญแจสู่ความสำเร็จดอกสุดท้ายที่จะบ่ายเบี่ยงไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ “ตาเหยี่ยว”

ฟังดูอาจจะงงๆ แท้ถ้าพูดว่า ทุกนักเตะที่คลอปป์ซื้อเข้าทีมมาล้วนเป็นนักเตะที่เต็มเปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพ ด้วยกันทั้งสิ้นแบบนี้คงเข้าใจใช่ไหมครับ

ทั้ง ซาลาห์ มาเน่ ฟานไดซ์ อลีสซง ฟาบินโย่ แต่ละตัวนี้ท๊อปๆ ทั้งนั้น

เอาละครับ แต่อะไรคือเบื้องหลังของกุญแจสู่ความสำเร็จดอกสุดท้ายนี้

คลอปป์ไม่ได้มีตาเหยี่ยวจากการมองปราดเดียวก็รู้เรื่องหรอกครับ แต่คลอปป์มีทีมงานที่โคตรเทพอยู่คนหนึ่ง

เฮียคนนี้แกมีชื่อว่า เอียน เกรแฮม หัวหน้าทีมข้อมูลของลิเวอร์พูลคนปัจจุบันครับ

เอียน เกรแฮม แม้จะไม่ใช่ทีมติดต่อซื้อขายโดยตรง แต่เฮียคนนี้คือคนชี้เป้าทุกๆ คนที่เข้ามาในลิเวอร์พูลแล้วโดเด่นนะครับ

ทั้งซาลาห์ ฟานไดซ์ อลีสซง คูตินโย่ รวมไปถึงตัว เยอร์เก็น คลอปป์ ก็ด้วยครับ เอียน แกรมคนนี้ เป็นคนเสนอให้ซื้อคลอปป์เข้ามาเป็นผู้จัดการทีมเอง แม้ในช่วงท้ายของการคุมดอทมุนซ์ คลอปป์จะทำให้ทีมจบอันดับได้อย่างน่าผิดหวัง แต่ตามข้อมูลที่เกรแฮมสะสมมาตลอด ความจริงคลอปป์คือคนที่สมควรพาดอทมุนส์จบอันดับสองในปีนั้น

เพียงแต่โชคไม่เข้าข้างคลอปป์เท่านั้นเอง (คนอะไรไม่ค่อยมีดวง)

ใช่ครับ สถิติไม่คำนวนเรื่องโชคและก็ไม่ได้คำนวนเรื่องความฝันของคูตินโย่ด้วย

นอกจากนั้นนะครับ ผู้อ่านคงจะสังเกตุเห็นว่า จริงๆ เยอร์เก็น คลอปป์เป็นคนที่ชอบซื้อนักเตะราคาถูกๆ เข้ามาปั้นให้เก่งเหมือนซาลาห์ มาเน่ ใช่ไหมครับ แต่นั่นไม่เป็นความจริงหรอกครับ เพราะคลอปป์ก็สามารถทุ่มเงินซื้อนักตะมหาศาลได้เหมือนกัน ดูจากการซื้อฟานไดซ์และอลีสซง เป็นหลักฐาน

ที่ผมพยายามจะบอกก็คือ คลอปป์ไม่ได้ซื้อนักเตะจากราคาถูกแต่มีแววเก่ง หรือราคาแพงแล้วครบเครื่อง แต่คลอปป์ซื้อนักเตะจากข้อมูลที่เขาได้มาจากตาเหยี่ยวของทีม เพื่อให้นักเตะคนนั้นสามารถทดแทน ทำตามระบบกับที่คลอปป์ต้องการได้นั่นเอง

นี่แหละครับกุญแจดอกสุดท้ายที่นำคลอปป์ไปสู่ความสำเร็จ ฟุตบอลในยุคสมัยนี้ไม่ได้ต่อสู้กันด้วยการทุ่มเงินซื้อนักเตะเก่งๆ แพงๆ อีกต่อไป แต่มันจะเป็นฟุตบอลที่อาศัยการสถิติข้อมูล และทีมวิเคราะห์ที่เป็น ‘ตาเหยี่ยว’ เหมือนเกรแฮมต่างหาก

ปล. สงสัยอย่างหนึ่งก็คือ คาริอุส นี่เฮียเกรแฮมเป็นคนชี้เป้าด้วยรึเปล่า ?