“18ฝน18หนาว” ของลิเวอร์พูลภายใต้การคุมทีมของคลอปป์ก่อนประสบความสำเร็จ

หลังจากลิเวอร์พูลคว้าแชมป์สูงสุดของยุโรปได้สำเร็จ อินเตอร์เน็ตทั่วโลกก็เร็วแรงที่สุดขึ้นมาในรอบสิบปี

นั่นไม่ใช่เพราะว่ามีการพัฒนาระบบเครือข่ายโทรคมนาคมครั้งใหญ่หรอกครับ แต่เป็นเพราะการหายไปของแฟนบอลบางกลุ่มที่ไม่สามารถทนเห็นลิเวอร์พูลกลายเป็นทีมที่คว้าถ้วยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในฟุตบอลยุโรปได้

อย่างไรก็ตามความสำเร็จในครั้งนี้ อาจดูเหมือนเป็นเรื่องไม่ง่ายไม่ยาก เพราะเรามีผู้เล่นยอดเยี่ยมประจำอยู่ทุกตำแหน่ง พร้อมชนกับทีมใหญ่ทุกทีมที่เข้ามาปะทะ

แต่ถ้าพิจารณาให้ดีแล้ว ‘กว่าจะมีวันนี้’ ของลิเวอร์พูลนั้นมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยแม้เสี้ยวเดียว

เพราะอะไรน่ะหรือ ? ลองพิจารณาอุปสรรคต่างๆ ที่ลิเวอร์พูลต้องเผชิญ (ภายใต้การกุมบังเหียนของคลอปป์) ดูได้ ดังนี้

เริ่มกันเลย…

1.ระส่ำระส่าย

ย้อนกลับไปเมื่อราวๆ เดือนเดียวกันนี้ของปีที่แล้ว ลิเวอร์พูลปราชัยต่อเรอัล มาดหริด แบบไม่เหลือทางสู้

ซาลาห์เจ็บหนักตั้งแต่ต้นเกม

ผู้รักษาประตูของลิเวอร์พูลในเวลานั้นสติหลุดจนเสียความมั่นใจ

เยอร์เก็น คลอปป์แทบจะไม่มีสำรองเหลือเลยแม้แต่คนเดียว (ตอนนั้นไปตามเอ้มเร่ ชานให้กลับมาเล่นนัดชิงให้ ทั้งๆ ที่ชานจะไปยูเว่เต็มทีแล้ว คิดดูเถิด)

มองจากภายนอกลิเวอร์พูลเหมือนทีมที่ถูกพายุ ซัดกระหน่ำ ดั่งฟ้าแกล้ง

มองจากภายในโครงสร้างของทีมก็ถูกถอด ‘เสาเข็มใหญ่’ ออกไปจากสโมสรเช่นกัน เพราะนั่นคือเวลาเดียวกันกับที่ เซจิโค่ บูวัช มือขวาหรือคนที่คลอปป์ยอมรับว่าเป็นมันสมองที่แท้จริงของทีมได้ออกจากทีมไป โดยที่ไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด

บางแหล่งข่าวถึงกับบอกว่าทะเลาะกับคลอปป์เลยนะครับ

2.เกเก้น เพรสซิ่งเจ้าปัญหา

ความจริง เกเก้น เพรสซิ่งที่คลอปป์ใช้นั้นถูกยอมรับจากทั่วทุกมุมโลก เพราะเป็นระบบการเล่นที่เน้นบีบการครองบอลของคู่ต่อสู้ ทำให้ทีมใดก็ตามที่ใช้เกเก้น เพรสซิ่งได้อย่างชำนาญแล้ว ทีมนั้นจะกลายเป็นทีมที่น่าเกรงขามไม่เบาเลยทีเดียว

แต่เกเก้น เพรสซิ่งกลับเป็นอุปสรรคของคลอปป์อีกอย่างหนึ่ง !

เพราะมันใช้ความเหนื่อยล้าของนักเตะในปริมาณมหาศาล และบางทีอาจเป็นที่มาของการปราชัยในนัดชิงชนะเลิศทั้งลีคคัพ ยูโรป้าและแชมป์เปียนลีค(เมื่อปีที่แล้ว) อีกด้วย เพราะนัดชิงจะเกิดขึ้นในช่วงสุดท้ายของฤดูกาลซึ่งนักเตะที่เล่นในระบบเกเก้น เพรสซิ่งกำลังถูกความเหนื่อยล้าสะสมเข้าเล่นงาน

3.คำสาป

ระหว่างปี 2005 ที่ลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ยูฟ่าจนถึงเมื่อวานที่ได้ครอบครองมันอีกครั้ง คุณผู้อ่านทราบหรือไม่ว่า ลิเวอร์เบิร์ดตัวนี้สามารถคว้าความสำเร็จได้เพียงแค่ 2 ถ้วยเท่านั้น ในรอบ 14 ปี

แถมยังเป็นถ้วยลีคคัพและคอมมูนิตี้ชิล ถ้วยที่ไม่โดดเด่นเท่าไหร่ในสายตาของแฟนเท่าไหร่ ที่สำคัญหงส์แดงตัวนี้ยังไม่เคยสัมผัสถ้วยพรีเมียร์ลีคได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว / ทำได้เพียงเฉียดไปเฉียดมาเท่านั้น

เท่านั้นยังไม่พอตั้งแต่คลอปป์เข้ามากุมบังเหียน แม้จะได้เข้าชิงถึงสามครั้ง (ไม่นับครั้งล่าสุด) คือ ลีคคัพ ยูโรป้าและแชมป์เปียนลีค

แต่เหมือนเทพีแห่งโชคจะไม่เคยอยู่ข้างลิเวอร์พูลเลยแม้แต่ครั้งเดียว พวกเขาปราชัยให้กับนัดชิงทั้งสามนัดนั้นหมดทุกแมทซ์

ทั้งหมดนั่นเหมือนบทพิสูจน์สำหรับแฟนหงส์แดงว่าพวกคุณคือตัวจริงที่จะยึดปรัชญา ‘คุณจะไม่มีวันเดินเดียวดาย’ ได้สมกับเป็นแฟนหงส์แดงจริงๆ หรือเปล่า

แต่สำหรับนักเตะ…ทั้งหมดนั่นเหมือนคำสาปที่จะปิดกั้นความสำเร็จและเกียรติยศต่างๆ ในฐานะนักฟุตบอลอาชีพของพวกเขา ดังนั้นลิเวอร์พูลในสายตาของนักเตะบางคนจึงเป็นได้เพียงแค่ทางผ่าน เล่นให้ดีเพื่อให้ทีมใหญ่หมายตา ไม่ใช่ทุ่มเททุกอย่างเพื่อให้ทีมคว้าแชมป์

นั่นเองจึงเป็นสาเหตุที่ว่าทำไม เอ็มเร่ ชาน และ ฟิลลิปเป้ คูตินโย่ จึงต้องการย้ายออกจากทีม มากกว่าอยู่สร้างความสำเร็จให้กับสโมสร

และนี่เองคืออุปสรรคที่สำคัญในการทำทีมของคลอปป์ เพราะสโมสรจะเป็นสโมสรระดับโลกได้ต้องเนื้อหอมพอจะเรียกนักเตะฝีเท้าเยี่ยมให้เข้าหาทีม ไม่ใช่เป็นสโมสรที่นักเตะฝีเท้าเยี่ยมอยากย้ายออกจากทีม

แต่คลอปป์ไม่ใช่ผู้ชายประเภทที่ยอมจำนนต่อปัญหาทั้งหลายแหล่

เขาคือคนทำงานที่พร้อมจะแก้ปัญหาทุกอย่าง ที่สำคัญสามารถทำมันออกมาได้ดีเสียด้วย

อย่างไร ? ผมขออธิบาย

หนึ่ง – การขาดเซจิโค่ บูวัชไปทำให้ทีมระส่ำระสายก็จริงอยู่ แต่นั่นกลับนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของระบบการเล่นของเยอร์เก็น คลอปป์

คลอปป์เป็นคนพูดเองว่า เกเก้น เพรสซิ่งที่ทุกคนเห็น 90 เปอร์เซ็นเป็นความคิดของบูวัช แต่พอบูวัชจากไป… เกเก้นเพรสซิ่งก็ถูกผสมผสานเสียใหม่เป็นสไตล์ เยอร์เก็น คลอปป์เพรสซิ่งแทน

หลังจากบูวัชจากไป การเพรสซิ่งตลอดทั้งเกมแบบที่ลิเวอร์พูลเคยทำตลอด 3 ซีซั่นแรกนั้นก็แทบไม่มีให้เห็นอีกเลย / เว้นเกมใหญ่ๆ ที่หลังชนฝาแบบเกมเลกสองกับบาเซโลน่าจริงๆ

ลิเวอร์พูลเปลี่ยนมาเล่นเป็นทีมที่เน้นรับ ผสมกับเพรสซิ่งตามจังหวะที่เหมาะสม ดังนั้นเราจึงไม่แปลกใจว่าทำไมเกมนัดชิงชนะเลิศในค่ำคืนที่ผ่านมา ลิเวอร์พูลจึงครองบอลน้อยกว่าสเปอร์สแต่เกมคนคุมเกมได้ ทั้งหมดนั่นมาจากการผสมระบบใหม่ที่คลอปป์เป็นคนคิดขึ้นเขาไปนี่แหละครับ

สอง – การเปลี่ยนระบบในครั้งนี้ยังแก้อีกหนึ่งปัญหาคือ อาการเหนื่อยล้าสะสมของนักเตะได้อีกด้วย ถือว่าจับปลามือเดียวได้ปลาสองตัว (มีด้วยเรอะสุภาษิตนี้)

สาม – ยัง ยังไม่จบ เพราะจริงๆ แล้ว คลอปป์จับปลามือเดียวได้ปลาสามตัวเลยทางหาก เพราะหลังจากที่เปลี่ยนระบบการเล่น นักเตะไม่เหนื่อยล้า จนมีแรงเหลือมากกว่าพอจะเล่นนัดชิงชนะเลิศในช่วงท้ายฤดูกาลได้สำเร็จ

พวกเขาคว้าแชมป์เปียนลีคมาได้ และต่อไปนี้ลิเวอร์พูลจะกลายเป็นทีมที่มีแต่นักเตะฝีเท้าเยี่ยมอยากย้ายเข้ามา และไม่มีนักเตะฝีเท้าเยี่ยมคนใดอยากย้ายออกไปอีกแล้ว ผมขอยืนยัน นั่งยัน นอนยันเลย

อุปสรรคทั้งหมดที่คลอปป์เผชิญสุดท้ายก็คลี่คลายไปได้ ด้วยจิตวิญญาณเฮวี่ เมทัลที่สู้ไม่ถอยของผู้ชายที่ชื่อ บัวขวา บัญชาเมฆ (ไม่ใช่โว้ย) คนนี้นี่แหละครับ