6 ประเด็นหลังลิเวอร์พูลคว้าแชมป์สมัยที่ 6 ได้สำเร็จ

1.นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้น

ครั้งสุดท้ายที่ลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมป์เปียนลีคคือปี 2005

นั่นหมายความว่าการได้ชูถ้วยใบนี้อีกครั้งในปี 2019 เด็กหงส์ต้องรอวันรอคืนผ่านมายาวนานถึง 14 ปี

14 ปีในสายตาบางคนอาจทำให้ถอดใจเลิกเชียร์

14 ปีในสายตาบางคนอาจค่อนแคะว่าเป็นทีมไร้ถ้วย แชมป์ว่าว หรือมิอะไรก็มิอะไร

แต่ 14 ปีสำหรับแฟนหงส์แดงพันธ์แท้แล้ว คือการยืนหยัดอยู่คู่กับทีมที่พวกเรารัก ไม่ว่าจะเป็นยามที่ทีมปราชัยหรือประสบความสำเร็จ พวกเราไม่เคยเดินเดียวดาย แต่เดินเคียงข้างกันมาพร้อมกับความหวัง ดังท่อนหนึ่งในเพลงประจำทีมที่ร้องว่า

Walk on with hope in your heart

และวันนี้มันก็ไม่ใช่เพียงแค่ความหวังอีกต่อไป ทีมของเราทำได้ การตามคอยเชียร์มานานนับทศวรรษไม่ได้สูญเปล่าอย่างที่บางทีมค่อนแคะ วันนี้พวกเราชูถ้วยบิ๊กเอียร์อีกครั้ง และมันไม่ใช่จุดสุดท้ายของความสำเร็จ มันคือจุดเริ่มต้นของหน้าประวัติศาสตร์อันยิ่งใหญ่ต่างหาก

14 ที่ผ่านมาก็คงเป็นได้แค่เพียงความหลังนั่นแหละ ต่อไปนี้มีแต่ทางข้างหน้าที่ให้ก้าวเดินแล้วโว้ย

จอแดน เฮนเดอร์สัน

2.วาจาสิทธิ์ของคลอปป์

คลอปป์เคยพูดเอาไว้ตอนเข้ามาเซ็นสัญญาเป็นผู้จัดการทีมว่า ถ้าลิเวอร์พูลภายใต้การกุมบังเหียนของเขาไม่ได้แชมป์ภายใน 4 ปี เขาจะขอย้ายไปอยู่ลีคสวิซเซอร์แลนด์ซะ

จากวันนั้นมาจนถึงวันนี้มีระยะเวลา 4 ปีพอดิบพอดี และถ้วยบิ๊กเอียร์ก็เป็นถ้วยใบสุดท้ายประจำฤดูกาลอีกด้วย

โชคดีของเด็กหงส์ที่คลอปป์ไม่ต้องรักษาคำพูดของตัวเอง เขาคว้าแชมป์สำเร็จและไม่ต้องย้ายไปไหน อยู่กันต่อไปยาวๆ เลยนะเจอร์เกน คลอปป์

ยัง ยัง ยังไม่จบ

มีอีกเรื่องหนึ่งที่คลอปป์เคยให้สัมภาษณ์เอาไว้ คือก่อนการแข่งขันนัดชิงชนะเลิศไม่นานนี้เอง

คลอปป์บอกว่าตัวเขาเชื่อในสุภาษิตของเยอรมันเรื่องโชคครั้งที่ 3 คือถ้าเราผิดหวังมา 2 ครั้ง เราจะโชคดีได้สิ่งที่ปรารถนาในครั้งที่สาม

แปลกหรือไม่ที่มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ในชีวิตคลอปป์

เพราะเขาเคยคุมไมนซ์05 อยู่ 2 ปี ในลีคอันดับ 2 และขึ้นมาอยู่บุนเดสลีก้าในปีที่ 3 (คลอปป์บอกว่านั่นคือความสำเร็จสูงสุดของชีวิต)

แต่ที่น่าประหลาดใจไปกว่านั้นก็คือ แชมป์ยูฟ่าที่คลอปป์คว้าในครั้งนี้ มันคือการเข้าชิงในครั้งที่ 3 พอดิบพอดีด้วยเหมือนกัน

ครั้งแรกที่เขาเข้าชิงคือตอนคุมเสือเหลืองในปี 2013

ครั้งที่สองคือการเข้าชิงเมื่อปีที่แล้วกับเรอัลมาดหริด

และครั้งที่สามคือค่ำคืนมหัศจรรย์ที่ผ่านมาพร้อมกับโชคครั้งที่สามเหมือนกันที่สุภาษิตเยอรมันกล่าวเอาไว้

3.วิเคราะห์เกม

เกมนี้ตัดสินกันด้วยปัยจัยเดียว

จุดโทษในนาทีที่ 1 หรือ ? / เปล่า ไม่ใช่ มันคือสิ่งที่เรียกว่า ‘ความมั่นใจ’ ต่างหาก

ลองคิดดูนะครับ ความจริงจังหวะเสียจุดโทษของผู้เล่นสเปอร์สนั้นเป็นเรื่องที่ไม่น่าเกิดขึ้นกับนักเตะมืออาชีพเลย การกางแขนออกมาในเขตโทษใครๆ ก็รู้ว่ามันเป็นเรื่องต้องห้ามในกติกาของฟุตบอล แต่เขาก็ยังทำ

ไม่ใช่ตั้งใจทำหรอกครับ แต่ประหม่าเกินไปต่างหาก

เหตุผลที่ประหม่า เราไม่ต้องพูดอ้อมแอ้มให้มากความครับ คิดดูเถิด บนแขนซ้ายของลิเวอร์พูลสลักเลข 5 (แต่ตอนนี้ต้องเปลี่ยนเป็น 6 ละ) เอาไว้บ่งบอกถึงประวัติศาสตร์สโมสรอันยิ่งใหญ่ แต่ของสเปอร์สเป็นเลข 0

แถมนี่คือการเข้าชิง 2 ปีติดของลิเวอร์พูล ส่วนสเปร์สคือครั้งแรกในรอบกี่ปีก็ไม่รู้

ดังนั้นความเยือกเย็น ความมั่นใจจึงตกไปอยู่กับฝ่ายลิเวอร์พูลเต็มๆ ดูสถิติเอาเถิดครับ ลิเวอร์พูลที่เป็นฝ่ายชนะครองบอลเพียงแค่ 35 เปอร์เซ็นเพียงเท่านั้น ในขณะที่สเปอร์สครองบอลมากถึง 65 เปอร์เซ็น

ตัวเลขที่หงส์แดงครองบอลน้อยไม่ใช่เพราะแย่งบอลจากคู่ต่อสู้มาไม่ได้นะครับ เพราะถ้าเราไปดูโอกาสจบสกอร์จะเห็นว่า ลิเวอร์พูลอยู่ที่ 14 ครั้ง พอๆ กับสเปอร์สที่ 16 ครั้ง

นั่นหมายความว่า แม้หงส์แดงจะครองบอลน้อยกว่าแต่ประสิทธิภาพของการจบสกอร์กลับมีเท่าๆ กัน ยิ่งไปกว่านั้น หากใครดูเกมก็จะรู้ใช่ไหมครับว่า มีหลายจังหวะเลยที่บอลอยู่กับสเปอร์สนานกว่า 5 นาที แต่พวกเขาไม่สามรถขึ้นเกมผ่านแดนกลางของลิเวอร์พูลได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว

นี่แหละครับคือความเหนือชั้นของคลอปป์ คือการปล่อยบอลให้คู่ต่อสู้ถือครอง แต่ไม่สามารถขึ้นเกมได้ เวลาเดินไปเท่าไหร่ยิ่งกดดัน ขาดความมั่นใจและประหม่ามากขึ้นไปเรื่อยๆ

ลองคิดกลับถ้าหงส์แดงเอาบอลมาครองแล้วให้สเปอร์สเข้ามาเพรสซิ่งแย่ง โอกาสเสียบอลมันมีแน่ๆ อยู่แล้ว ดังนั้นสู้เรายกบอลให้เขาไปเลยดีกว่า แต่เราเพรสซิ่งขึงเกมรับ ไม่ให้เขาขึ้นเกมได้ก็จบเรื่อง

4.พระเอกคือใคร ?

มีประเด็นชวนให้คิดเล่นๆ ครับ ว่าใครสมควรเป็นพระเอกสำหรับถ้วยแชมป์เปียนลีคใบนี้กันแน่ระหว่างโอริกี้ซุเปอร์ซัฟกับพ่อหมีอลีสซง

เพราะทั้งคู่ต่างก็โดดเด่นมากๆ ในศึกยูฟ่าแชมป์เปียนลีคครั้งนี้

ลองคิดดูนะครับ โอริกี้ซัดประตูชัยปลดล็อคทุกอย่างให้กับลิเวอร์พูลในนาทีที่ 87 ที่สำคัญยังเป็นคีย์แมนส่งลิเวอร์พูลผ่านบาเซโลนามาได้อย่างมหัศจรรย์อีกด้วย

ในขณะที่อลีสซง เบคเกอร์ทดแทนคาริอุสได้แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ผู้อ่านทราบหรือไม่ว่า ในค่ำคืนที่ผ่านมา อลีสซงเบคเกอร์เซฟไปถึง 8 ครั้ง ปัดบอลทั้งหมด 3 ครั้ง จับบอลอีก 3 ครั้ง ชกบอลอีก 1 ครั้ง แถมเอาชนะทางอากาศจากลูกตั้งเตะอีก 1 ครั้ง

อืมม์ ตัดสินใจยากจริงๆ ครับ แต่ผมตัดสินใจได้แล้ว คนที่เป็นพระเอกสำหรับถ้วยใบนี้คือผู้ชายที่ชื่อ เยอร์เก็น คลอปป์ต่างหาก ไม่ใช่ใครที่ไหน ฮ่าๆ

5.หลังเกมกับบอส

พูดถึงคลอปป์แล้วก็ขอยกเอาบทสัมภาษณ์หลังเกมของผู้ชายที่แฟนบอลหงส์แดงทั่วโลกหลงรักมาซะเลย โดยเยอร์เก็น คลอปป์กล่าวเอาไว้หลังชูถ้วยแชมป์ว่า

“พวกเราปรารถนาจะเขียนประวัติศาสตร์ของพวกเราเอง และคืนนี้เราก็เริ่มต้นมันแล้ว

ผมมีความสุขนะ มีความสุขมากๆ เลย แต่ไม่ใช่ผมที่คู่ควรสำหรับความสุขนี้ที่สุดหรอกครับ แม้หลายคนจะบอกว่าผมทำงานหนักหรืออะไรนั่น คนที่สำควรมีความสุขที่สุดในแชมป์ถ้วยนี้คือ แฟนบอลของเราทุกคนต่างหาก พวกเรารอคอยมาเนิ่นนาน ผมไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน พวกเราวิ่งจนแทบไม่มีแรงเหลือ แม้แต่ในวินาทีสุด พวกเขาเองก็เช่นกัน คอยเป็นกำลังใจให้เราตลอดไม่ว่าเวลาใดก็ตาม”

6.กฏเหล็กสลาย

คลอปป์เคยสั่งลูกทีมทุกคนว่า ห้ามแตะป้ายเหนือหัวบนสนามแข่งแอนฟิลด์เด็ดขาดหากพวกเรายังไม่สามารถคว้าแชมป์ที่ยิ่งใหญ่ให้กับทีมได้

วันนี้กฏนั้นสลายไปแล้ว พวกนายทุกคนสามารถสัมผัสมันได้ กฏเหล็กที่คลอปป์ใช้เป็นจิตวิทยาขับเคลื่อนทีมประสบผลสำเร็จ และ 6 ประเด็น 6 สมัยก็จบลงแต่เพียงเท่านี้…

มีความสุขจริงๆ