“ตัดเกรดหงส์แดง” กรอกคะแนนแข้งลิเวอร์พูลในเกมเปิดรังชนะวูฟแฮมตัน 2-0

อลีสซง  8/10

ครึ่งแรกพ่อหมีทำงานหนักกว่าทุกที ความกดดันจากผลการแข่งขันของคู่ต่อสู้ ส่งผลต่อเกมรุกและเกมรับของลิเวอร์พูลจริงๆ แต่ดูเหมือนว่าอลีสซงจะยังคงทำหน้าที่ปราการสุดท้ายได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ครึ่งหลังอลีสซงยังคงทำงานของเขาอย่างหนักหน่วงต่อไป มีจังหวะที่ออกมาตัดบอลกั้กคู่กับฟานไดซ์ แต่ก็สกัดออกไปได้ให้เด็กหงส์หัวใจหล่นเล่นๆ

อาโนล 8.5/10

ไม่รู้ว่าเพราะอะไรแต่เกมนี้ลิเวอร์พูลขึ้นเกมผ่านทางขวาเยอะมาก อเล็กซานเดอร์อาโนลก็โชวฟอร์มได้ตรงตามศักยภาพของเขา และทำแอสซิสต์ในนาทีที่ 17 ส่งบอลให้พ่อณเดชสุดหล่อจบสกอร์อย่างสวยงาม

นอกจากนั้นประตูที่สองที่ช่วยคลายความกดดันให้กับลิเวอร์พุลก็ยังมาจาก แอสซิสต์ของไอ้หนูอเล็กซานเดอร์ อาโนลอีกด้วย นั่นทำให้อาโนลกลายเป็นกองหลังเพียงคนเดียวประวัติศาสตร์ที่สามารถทำแอสซิสต์ได้ถึง 13 ประตู

มาติป 7.8/10

ครึ่งแรกมาติปมีโอกาสได้สกัดบอลหลายๆ จังหวะ โดยเฉพาะในช่วงท้ายครึ่งแรกที่ถูกวูฟโหมกดดันอย่างหนักหน่วง

ครึ่งหลังโจเอลมาติปยังคงเป็นตัวละครสำคัญของทีม เขามักจะเป็นคนสุดท้ายในแนวรับที่คอยสกัดวูฟแฮมตันที่กำลังคะนองเสมอ รูปร่างที่สูงใหญ่กว่าของพี่ไทธนาวุติ ช่วยลิเวอร์พูลได้ในหลายๆ จังหวะ

ฟานไดซ์ 7.8/10

ผู้บัญชาการในปราการหลังอย่างแท้จริง 75 ล้านปอนด์ที่ลิเวอร์พูลจ่ายไป มันยิ่งกว่าคุ้มค่าอย่างแท้จริง

โรเบิร์ตสัน 6.8/10

วันนี้มีจังหวะจบสกอร์หนึ่งครั้งในครึ่งแรก เป็นการจบบอลแบบเต็มข้อ บอลพุ่งเลียดเร็วและแรงแต่ก็ต้องยอมรับความสามารถของผู้รักษาประตูวูปจริงๆ

ครึ่งหลังถูกแนวรุกของวูฟแฮมตันเจาะหลายครั้ง จนคลอปป์ต้องเปลี่ยนมิลเนอร์ลงมาช่วย แต่ไม่ว่ากัน คนเพิ่งหายเจ็บ

ฟาบินโย่ 7.3/10

กลางรับในเวลานี้ไม่มีใครเกินฟาบินโย่ เขาคือแนวรับแรกก่อนจะถึงฟานไดซ์และมาติป และช่วยสกัดได้ในหลายๆ จังหวะ

ไวนาดุม  6.8/10

ครึ่งหลังไวนาดุมมีโอกาสจบสกอร์ในมุมแคบอยู่หนึ่งครั้ง โดยรวมแล้วทำได้ตามมาตรฐานแม้จะมีเสียสมาธิไปบ้างในบางจังหวะ

เฮนเดอร์สัน  6.8/10

วันนี้ไม่ค่อยเห็นลูกจ่ายแบบคิลเลอร์พาสเท่าไหร่ โดยรวมเฮนเดอร์สันไม่โดดเด่นเท่าไหร่ในเกมนี้ แต่ก็ได้เล่นในตำแหน่งนี้ก็ดีกว่าตำแหน่งกลางรับแล้วล่ะนะ

จอแดน เฮนเดอร์สัน

ซาลาห์  7.2/10

ครึ่งแรกมีจังหวะวอลเล่ย์เน้ๆ แต่บอลลอยข้ามคานออกไป

ครึ่งหลังซาลาห์ลงมาช่วยในเกมรับมากขึ้น แต่ดูเหมือนว่าประตูที่ 23 ของเขาจะไม่สามารถงัดออกมาได้ในเกมๆ นี้ เพราะทุกครั้งที่ง้างเท้าสับไกยิง ถ้าบอลไม่ติดคู่ต่อสู้ก็โดนจับจากผู้รักษาประตูไปเสียหมด

มาเน่ 8.7/10

พ่อณเดชสุดหล่อวันนี้เป็นคนปลดล็อคให้กับลิเวอร์พูลด้วยการทำประตูขึ้นนำในนาทีที่  17 ปลดล็อคให้กับคลอปป์ เพื่อนร่วมทีมและนักเตะทุกคน

ครึ่งหลังมาเน่ยังคงเป็นพระเอกของเกมนี้อีกเช่นเคย เขาทำประตูในนาทีที่ 80 ส่งผลให้ลิเวอร์พูลขึ้นนำวูฟแฮมตัน 2-0 และยังส่งให้ซาดิโอมาเน่ทำประตูรวมทั้งสิ้น 22 ประตูเทียบเท่ากับโมซาลาห์ ได้รองเท้าทองคำคู่กับซาลาห์และโอบาเบยองอีกหนึ่งคน

 

โอริกี้ 7/10

ครึ่งแรกลงมาได้ 3 นาทีก็มีโอกาสจบสกอร์ น่าเสียดายที่ไม่เป็นประตู นอกจากนั้นแล้วลูกกระชากลากเลื้อย เข้าปะทะโอริกี้ก็มีให้เห็นไม่ขาดสาย นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่คลอปป์เลือกไว้ใจ ‘นักเตะนำโชค’ คนนี้มากกว่าสเตอร์ริดจ์ก็ได้

ครึ่งหลังโอริกี้ยังคงเป็นนักเคะที่โดดเด่น ทั้งลูกสกัด ลูกจ่ายและลูกจบสกอร์ น่าเสียดายที่บอลวอลเลย์ในนาทีที่ 62 นั้นไม่เป็นประตู และนั่นก็เป็นจังหวะสุดท้ายของโอริกี้ในเกมนี้

เจมมิลเนอร์ 6.9/10

ลงมาแทนโอริกี้ ในนาทีที่ 63 ช่วยเกมรับได้ให้แน่นขึ้นได้เยอะ

โจ โกเมส  6.9/10

ลงมาแทนโรเบิร์ตสันในนาทีที่ 84 ในตำแหน่งแบ็คซ้าย เป็นผู้เล่นที่เล่นแผงหลังในทุกมุมของสนามจริงๆ

ลงมาไม่ค่อยมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของเกมมาก เพราะเหลือเวลาเพียงแค่ 10 นาที

เชมเบอร์เลน 6.9/10

ลงมาแทนไวนาดุมในนาทีที่ 88 เวลาเหลือไม่มากทำให้ไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก แต่ก็ถือว่าเป็นการเรียกกำลังใจของนักเตะเพิ่งหายเจ็บกลับมา

ไมเคิล โอลิเวอร์พูล 3/10

ลงตัดสินในเกมแมนซิตี้กับไบร์ทตัน แต่ทำไมพี่ไม่ออกจุดโทษให้นกนางนวลบ้างเลยอะค้าบ ? ตัดคะแนนเสียเลย

รูปเกมโดยรวม

ครึ่งแรก

เสียงเชียร์ในสนามแอนฟิลด์มีผลต่อสมาธินักเตะอย่างมาก ผลสกอร์ที่ปรับเปลี่ยนในคู่ของแมนซิตี้กับไบร์ทตันนั้นส่งผลต่อการเล่นของลิเวอร์พูลจริงๆ ในช่วงท้ายครึ่งแรก ลิเวอร์พูลดูเสียสมาธิอีกครั้ง ถูกวูฟแฮมตันครองบอลและกดดันอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง

อย่างไรก็ตามหากได้ดูการแข่งขันก็จะเห็นว่า เยอร์เก็น คลอปป์ได้ออกมากระตุ้นลูกทีมเมื่อเสียสมาธิอยู่เสมอ นั่นหมายความอื่นใดไปไม่ได้นอกจากเขาต้องการทำผลงานในเกมสุดท้ายให้ดีที่สุดโดยไม่สนสกอร์ของคู่ต่อสู้อื่นใด

ครึ่งหลัง

เกมบุกของวูฟแฮมตันยังคงถาโถมใส่ลิเวอร์พูล พวกเขาจำเป็นต้องเปิดเกมแลกเพราะตามอยู่หนึ่งประตู นั่นทำให้สุดท้ายเยอร์เก็น คลอปป์ตัดสินใจหันหน้ามาเล่นเกมรับมากขึ้นโดยส่งมิลเนอร์ลงมาแทนโอริกี้ในนาทีที่ 63 และเปลี่ยนมาเล่นในระบบ 4 – 4 – 2

แม้เกมรับจะหนาขึ้น แต่นั่นก็ทำให้เกมรุกของหงส์แดงเบาบางลงไปเช่นกัน