“วิเคราะห์บอล” ความได้เปรียบในศึกสุดท้ายของไบร์ทตันเวอร์พูลกับวูฟแฮมเตอร์ซิตี้

ลิเวอร์พูลในปัจจุบันมีคะแนนห่างจากแมนเชสเตอร์ซิตี้เพียง 1 คะแนน โดยหงส์แดงมีแต้มสูงถึง 94 คะแนน ในขณะที่เรือใบสีฟ้ามีแต้มรวมทั้งสิ้น 95 คะแนน

น่าเสียดายสำหรับสาวกหงส์แดงที่พรีเมียร์ลีคไม่ได้จัดขึ้นที่มีไทย ไม่งั้นเราอาจจะได้เห็น ‘คะแนนเขย่ง แต้มงอก’ ก็เป็นได้

อย่างไรก็ดีความจริงแล้ว หนึ่งแต้มที่แมนซิตี้นำห่างลิเวอร์พูลออกไปนี้ เป็น 1 แต้มที่ ‘จุกอก’ สาวกหงส์แดงอยู่ไม่น้อย เพราะเหตุว่า สถิติหลายๆ อย่างที่ลิเวอร์พูลทำได้ในซีซั่นนี้นั้นดูมีภาษีเหนือกว่าแมนซิตี้อยู่ไม่น้อยเลย

 

สถิติที่ว่ามีอะไรบ้าง ผมจะแจงให้ฟังคร่าวๆ ดังนี้

หนึ่ง – ลิเวอร์พูลคือทีมเดียวในซีซั่นนี้ที่มีนักเตะลุ้นดาวซัลโวถึง 2 คน นั่นคือ ซาดิโอ มาเน่ที่ทำไป 20 ประตู และ โมซาลาห์ที่ทำไป 22 ประตู ในขณะที่แมนซิตี้มีนักเตะที่ลุ้นดาวซัลโวเพียงคนเดียวเท่านั้นนั่นคือ เซคิโอ อเกวโร่ (ทำไป 20 ประตู)

สอง – ลิเวอร์พูลพ่ายแพ้เพียงแค่ 1 เกมเท่านั้นจากการแข่งขันทั้งหมด 37 เกม ในขณะที่แมนซิตี้แพ้ไปถึง 4 เกมการแข่งขัน / ข้อนี้น่าจุกหัวใจใช่ไหมละพี่น้อง เพราะเราดันพลาดเสมอไปถึง 7 เกมในขณะที่ซิตี้เสมอเพียง 2 ครั้งเท่านั้น

สาม – ลิเวอร์พูลคือทีมเดียวที่มีวิงแบ็คทั้งสองข้างทำแอสซิสต์ในพรีเมียร์ลีคไปทั้งสิ้นคนละ 11 ครั้ง (อาโนลและโรเบิร์ตสัน) ซึ่งเป็นจำนวนที่มากกว่า การทำแอสซิตโดยแนวรุกของแมนซิตี้ คือสเตอร์ริ่งและซาเน่ที่ทำกันไปคนละ 10 ครั้งเท่านั้น

แต่เอาเถอะ ไม่ว่าสถิติจะดูดีกว่าแค่ไหนมันก็ไม่สามารถทำให้ ‘คะแนนเขย่ง’ ขึ้นมาเทียบเท่ากับแมนเชสเตอร์ซิตี้ได้

สิ่งเดียวที่สามารถเปลี่ยนคะแนนของลิเวอร์พูลให้อยู่เหนือกว่าเรือใบสีฟ้าก็คือการเก็บสามแต้มในการแข่งขันนัดสุดท้าย และเชียร์หมดหัวใจให้เรือใบสีฟ้าพลาดท่าถูกไบร์ทตันจมลงทะเล (จะแพ้หรือเสมอก็ตาม) ในที่สุด

 

แต่โอกาสที่ไบร์ทตันจะจมเรือได้มีมากน้อยแค่ไหน ?

พอเจอคำถามนี้เข้าไป ผมถึงกับต้องส่ายหน้า เพราะเกมระหว่างเรือใบสีฟ้ากับนกนางนวลนั้น มันเหมือนจับเอานักมวยรุ่นเอฟวี่เวทมาชกกับมวยเยาวชนเสียจริง

แมนเชสเตอร์ซิตี้เป็นถึงจ่าฝูงพรีเมียร์ลีค ในขณะที่ไบร์ทตันโฮบอัลเบียนเป็นทีมสุดท้ายที่รอดตกชั้นของตาราง !

สถิติการเจอกันทั้ง 3 ครั้งของทั้งคู่คือเรือใบสีฟ้าชนะรวด และเพียงแค่ 3 เกมนั้นเองไบร์ทตันก็ถูกถล่มประตูไปถึง 7 ลูกด้วยกัน

ฟังดูหมดหวัง เพราะแมนซิตี้มีแรงจูงใจที่จะคว้าสามแต้มมากกว่า ในขณะที่ไบร์ทตัน…รอดตกชั้นแล้วเป็นที่เรียบร้อย เกมการแข่งขันวันนี้ไม่ส่งผลใดๆ เลยต่อตำแหน่งพรีเมียร์ลีคในซีซั่นหน้า

แต่แม้ว่าดูทรงบอลจะ ‘ลมๆ แล้งๆ’ หวังพึ่งพาอะไรไม่ได้ขนาดนี้ ก็ใช่ว่าสาวกหงส์แดงจะหมดหวังเสียทีเดียวนะครับ (ขนาดโดนบาซ่ากดไป 3 เม็ด เรายังพลิกกลับมาได้เลย บอลลูกๆ ไม่มีอะไรแน่นอนเสมอ) เพราะล่าสุดกองหลังตัวเก่งของไบร์ทตันอย่าง เชน ดัฟฟี่ ได้ออกมาประกาศกร้าวว่า

แม้ว่าพวกเขาจะรอดตกชั้นมาได้แล้ว แต่แผงหลังไบร์ทตันจะขอสู้กับแมนเชสเตอร์ซิตี้อย่างสมศักดิ์ศรีที่สุดเท่าที่จะทำได้

“พวกเราจะต้องงัดฟอร์มที่ดีที่สุดขึ้นมาอีกครั้งเพื่อต่อกรกับเรือใบสีฟ้า ไม่ใช่เพราะว่าเราอยากมีส่วนในการตัดสินแชมป์ของใคร แต่นี่คือการเล่นในบ้านของไบร์ทตัน พวกเราต้องสู้อย่างเต็มที่และหมายมั่นในชัยชนะเพื่อตอบแทนความเคารพต่อหน้าแฟนบอลของเราทุกคน”

เห็นเชน ดัฟฟี่ พูดแบบนี้แล้วพี่ก็สบายใจ อย่างน้อยๆ ก็ ขอให้พวกเอ็งสู้สุดใจแบบที่เบิร์นลีย์ทำเอาไว้ก็พอแล้ว ผลการแข่งขันก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของโชคชะตาแล้วกัน

 

ว่าแต่ เชน ดัฟฟี่ เป็นใคร ?

แม้หลายคนจะไม่รู้จักผู้ชายคนนี้ (ผมเองก็ไม่รู้จัก) แต่หลังจากที่ผมทำการสืบประวัติเขามาแล้ว ก็ทำให้ถึงบางอ้อว่า ผู้ที่ประกาศสู้ศึกกับเรือใบสีฟ้าคนนี้ไม่ใช่นักเตะกิ๊กก๊อกธรรมดาทั่วไป แต่เขาคือกองหลังชั้นยอดคนหนึ่งเลยครับ

เชน ดัฟฟี่ เห็นเงียบๆ แบบนี้ ผู้อ่านทราบหรือไม่ว่า เขาเป็นกองหลังที่ทำประตูไปแล้วทั้งสิ้น 5 ลูก ฟังดูก็งั้นๆ แต่ เวอร์กิล ฟานไดซ์ เราทำไปได้เพียงแค่ 4 ลูกเองนะเออว์ (นับเฉพาะพรีเมียร์ลีคนะ)

โอเคเชื่อก็ได้ว่าพอมีดี แต่ถ้าอยากให้เด็กหงส์รักเอ็งมากกว่านี้ ต้องยันเสมอหรือชนะซิตี้ให้ได้นะ

 

ตัดภาพกลับมาที่แอนฟิลด์

ไม่ใช่แค่ผลการแข่งขันของไบร์ทตันเท่านั้นที่สาวกหงส์แดงต้องกังวล เพราะศึกสุดท้ายที่แอนฟิลด์กับวูฟแฮมตันนั่น ดูเหมือนว่าจะเป็นงานที่ยากกว่าเรือใบสีฟ้าเจออยู่มาก

จริงอยู่ที่ลิเวอร์พูลเราได้เล่นในบ้าน (สถานที่ซึ่งสอนบอลบาเซโลน่ามาแล้ว) แต่ทีมที่ลิเวอร์พูลเจอ ก็เป็นสโมสรจอมปราบยักษ์เช่นกัน

คุณผู้อ่านทราบหรือไม่ว่า ในฤดูกาลนี้วูฟแฮมตันสามารถหยุดบิ๊กมาได้แล้วทั้งหมด 10 ครั้ง โดยประกอบไปด้วย

เสมอแมนซิตี้ 1-1

ชนะเชลซี 2 – 1 , อีกครั้งคือเสมอเชลซี 1 – 1

ชนะสเปอร์ส 3 – 1

ชนะลิเวอร์พูล 2 – 1

ชนะแมนยู 2 – 1 (สองครั้ง) , และเสมอแมนยู 1-1 อีกครั้ง

ชนะอาเซน่อล 3 – 1, อีกครั้งคือเสมออาเซน่อล 1-1

จากตารางนี้เองทำให้เราเห็นว่า แมนยูไม่สามารถเอาชนะวูฟแฮมตันได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว (สมกับการเป็นโคตรทีมมหากาฬจริงๆ)

อย่างไรก็ตาม จากตารางเดียวกันนี้ทำให้เรารู้ว่า แม้เกมสุดท้ายลิเวอร์พูลจะได้เล่นในแอนฟิลด์สถานที่ซึ่งหงส์แดงไม่เคยปราชัย แต่คู่แข่งที่พวกเราต้องเผชิญหน้านั้น หงส์แดงก็ไม่ควรประมาทแม้แต่วินาทีเดียว

สรุป

เกมนี้แมนซิตี้อาจมีภาษีเหนือกว่าตรงที่เจอกับทีมท้ายตาราง แต่ลิเวอร์พูลมีดีกว่าตรงที่ได้เล่นในบ้าน และหลังจากเอาชนะบาเซโลน่าเข้าชิงชนะเลิศมาได้ สาวกลิเวอร์พูลทุกคนก็คงลบคำว่า ‘เป็นไปไม่ได้’ ออกไปจากพจนานุกรมจนหมดแล้ว

ดังนั้นโมเมนต์ตัม ความมั่นใจจึงยืนอยู่ข้าง ไบร์ทตันเวอร์พูล มากกว่าวูฟแฮมเตอร์ซิตี้ อยู่หนึ่งกระรัต