5 ประเด็นหลังเกมลิเวอร์พูลเปิดแอนฟิลด์ถล่มบาเซโลน่า 4 – 0

ใครน้ำตาไหลหลังเกมจบเหมือนผมสารภาพมาซะดีๆ

1.ปาฏิหารย์ของผู้เชื่อมั่น

ลิเวอร์พูลถูกบาเซโลนานำก่อน สามประตูต่อศูนย์ในเลกแรก

หากเป็นสโมสรทั่วไป คงถอดใจเพราะเริ่มเห็นอนาคตรำไรแล้วว่ามันมืดมนแค่ไหน

แต่นั้นไม่ใช่กับลิเวอร์พูล ทีมที่สามารถสร้างปาฏิหารย์ได้เสมอแม้ในวินาทีสุดท้าย

ก่อนเกมการแข่งขันมีคนคุยกันเล่นๆ ว่า ขนาดปี 2005 เราเหลือเพียงแค่ 45 นาทียังพลิกกลับมาชนะได้ แต่เกมกับบาเซโลนาเราเหลือเวลาตั้ง 90 นาที ลิเวอร์พูลพลิกกลับมาชนะได้อยู่แล้ว

แฟนบางทีมหัวเราะใส่และคิดว่าคงเป็นเพียงคำปลอบใจจอมปลอมของแฟนบอลลิเวอร์พูลเท่านั้น แต่… สำหรับสาวกหงส์แดงแล้วจะรู้ว่า นี่ไม่ใช่คำปลอบใจ แต่เป็นข้อเตือนใจให้ระลึกถึงสิ่งสำคัญที่สุดที่ลิเวอร์พูลมีเสมอมา

นั่นคือการเดินเคียงข้างไปกันจนวินาทีสุดท้าย สู้จนหมดหัวใจโดยไม่รู้รู้จักคำว่ายอมแพ้ และปาฏิหารย์จะเป็นผลงานของผู้ที่เชื่อมั่นเสมอ

(Walk on walk on with hope in your heart and you never walk alone…)

ซึ่ง…เราก็ได้เห็นแล้วในค่ำคืนที่ผ่านมา

ทำเอานึกถึงปี 2005 จริงๆ

2.การแก้เกมสุดเฉียบของคลอปป์

นี่น่าจะเป็นการแก้เกมที่เร็วที่สุดในยุคของเยอร์เก็น คลอปป์

ถ้าใครติดตามลิเวอร์พูลในยุคของคลอปป์เรื่อยมาจะทราบว่า บอสของเรามีรสนิยมแก้เกมช้า กว่าจะเปลี่ยนสำรองลงมาก็ปาเข้าไปตั้งนาทีที่ 60+ เป็นต้นไปแล้ว

แต่เกมการแข่งขันวันนี้ไม่รู้อะไรเข้าสิงบอสเรานะครับ เพราะเฮียแกเล่นเปลี่ยนตัวตั้งแต่นาทีที่ 45 หรือเริ่มครึ่งหลัง โดยถอดเอาตัวละครที่เป็นฟันเฟื่องหลักอย่างแอนดี้ โรเบิร์ตสันออก

ตอนโดนเปลี่ยนออก สาวกหงส์แดง (โดยเฉพาะผม) จะงงๆ กับการตัดสินใจนิดๆ เพราะโรเบิร์ตสันคือคนที่เติมเกมรุกทางกาปซ้ายที่ดีที่สุดในทีม ซึ่ง ณ เวลานั้นลิเวอร์พูลจะต้องใส่ไม่ยั้งต้องการประตูอีก 3 ลูก

แต่พอได้เห็นฟอร์มของจินี่ ไวนาดุมที่ถูกเปลี่ยนลงมาแทน (แล้วจับมิลเนอร์ไปเล่นแบ็คซ้ายแทน) ก็ถึงบางอ้อตอนนั้นเองว่า เกมรุกทางด้านซายไม่สำคัญเท่ากับความแข่งแกร่งในแดนกลางที่มิลเนอร์(นักเตะที่มีอายุมากที่สู้) เริ่มแสดงความเหนื่อยล้าให้เห็น

แต่สำคัญเหนืออื่นใด ฟอร์มการเล่นของกระดุมในวันนี้ ก็มาแบบเหยียบเมฆจริงๆ ครับคุณผู้อ่าน เพราะนอกจากจะเหมาคนเดียว สองประตูแล้ว จินี่ไวนาดุมยังเป็นนักเตะที่ผ่านบอลได้แม่นยำที่สุดในเกมอีกด้วย (คือจ่ายหนึ่งร้อยครั้งพลาดเพียง 7 ครั้ง)

ในตารางจะเห็นว่าไวนาดุมเป็นอันดับสองและหริดคือที่หนึ่ง แต่นับหริดไม่ได้เพราะลงมาช่วงจะหมดเวลาอยู่แล้ว

3.คมในฝัก

โอริกี้หรือนักเตะที่ เยอร์เก็น คลอปป์เก็บเอาไว้ในกรุอยู่นานสองนาน วันนี้เขาซัดสองประตูปาฏิหารย์เน้นๆ

เป็นไปได้ใช่ไหม ครับที่นี่อาจจะ เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่คลอปป์ไม่ยอมเสริมหน้าเป้าธรรมชาติสักที เพราะมีของดีที่กำลังหมักบ่มเอาไว้ อย่างโอริกี้ นักเตะที่มักจะสร้างประตูสำคัญๆ ให้กับลิเวอร์พูลได้เสมอ

เกมกับเอฟเวอร์ตัน เขานำประตูชัยในนาที่ 90+6

เกมกับนิวคาสซ่ลทำประตูชัยในนาทีที่ 84

เกมกับบาเซโลน่าที่ถูกนำไปก่อน 3 ลูกในครึ่งแรก

เขา นำของลิเวอร์พูลตีตื้นในนาทีที่ 7 (สกอร์รวม 3-1)

ต่อมาโอริกี้คนเดิมซัดประตูย้ำชัย ในนาทีที่ 79 (สกอร์รวม 3-4) สุดท้ายนักเตะที่เป็นเพียงสำรองคนนี้กลับ เป็นคนเดียวกับที่สามารถส่งลิเวอร์พูลเข้ารอบชิงชนะเลิศศึกยูฟ่าแชมปเปียนลีคได้สำเร็จ (โดยที่ไม่มีใครคาดถึงมาก่อน)

 4.อย่าสู้กับพี่ที่แอนฟิลด์

เรื่องตลกอย่างหนึ่งของเกมการแข่งระหว่างลิเวอร์พูลกับบาซาก็คือ

ลิเวอร์พูลแทบไม่เคยเอาชนะทีมใหญ่ๆ ในแชมป์เปียนลีคได้เลยหากเล่นในบ้านของคู่ต่อสู้

แพ้นาโปลี แพ้เปเอชเช แพ้บาเซโลน่า แต่ชนะบาเยิร์นนะ (อิอิ)

แต่ถ้าเป็นที่แอนฟิลด์ พวกเราก็ไม่เคยแพ้ใครเช่นกัน ไอ้ที่เขียนไว้ข้างบนว่าแพ้นอกบ้านน่ะ พลิกกลับมาชนะในบ้านทั้งหมด

5.มีแต่ใจ

ย้อนเวลากลับไปก่อนการแข่งขันไม่กี่วัน บาเซโลน่าส่งนักเตะลงเล่นในเกมลีคโยเป็นนักเตะสำรองเกือบทั้งทีม เพราะคว้าแชมป์ลีคไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และต้องการใส่เดี่ยวเต็มที่กับลิเวอร์พูลในเกมแชมป์เปียนลีค แม้ว่าจะนำห่างออกไปถึง สามประตู ด้วย

ตัดภาพกลับมาที่ลิเวอร์พูล ที่ต้องลงฟาดแข้งกับนิวคาสเซิ่ลที่แม้จะเจอทีมผู้จัดการทีมคนเก่า แต่ราฟาเอล ไม่มีอ่อนข้อให้กัลิเวอร์พูลเลยแม้แต่น้อย แถมยังส่งโมฮาเม็ด ซาลาห์ นักเตะที่เป็นความหวังของลิเวอร์พูลไปพบกับอาการบาดเจ็บ

จนทำให้…

ลิเวอร์พูลกับบาซ่าในค่ำคืนที่ผ่านมา ไม่มีนักเตะตัวสำคัญๆ อย่างโมซาลาห์ เฟอร์มิโน่ และเกอิต้า

ในขณะที่บาเซโลน่าขนนักเตะมาพร้อมกับความฟิตเต็มร้อย

แต่…อย่างที่ทุกคนทราบลิเวอร์พูลเอาชนะบาซ่าและเป็นทีมที่ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ

ไม่มีใครรู้ว่า ปัจจัยใดกันแน่ที่ทำให้ผลสรุปของเกมแบออกมาแบบนี้ได้ทั้งๆ ที่บาซ่าเตรียมพร้อมมาดีกว่า แถมเป็นอันดับหนึ่งของสเปน

แต่ปัจจัยที่ชัดเจนแจ่มชัดซึ่งสาวกลิเวอร์พูลทุกคนเห็นเต็มสองตาก็คือ นัยน์ตาของนักเตะลิเวอร์พูลทั้งสิบเอ็ดคนในสนามไม่มีคำว่ายอมแพ้เจืออยู่เลยแม้แต่น้อย

ไม่สิ…ความจริงเกมนี้เรามีนักเตะ สิบสองคนนี่หน่า ใช่ไหมครับ ผู้เล่นคนที่สิบสองทุกท่าน พวกคุณก็ไม่ยอมแพ้เหมือนกันใช่ไหม ?