“วิเคราะห์ฟุตบอล” 3 คุณสมบัติของซาลาห์ที่ทำให้เด็กหงส์ทุกคนหลงรัก

โมฮาเม็ด ซาลาห์ย้ายเข้าลิเวอร์พูลมาด้วยค่าตัว 34 ล้านปอนด์

สองปีต่อมา (ปัจจุบัน) ค่าตัวของบังโมกระโดดพรวดเป็น 150 ล้านปอนด์

บวกลบคูณหารแล้ว ถ้าคลอปป์ปล่อยซาลาห์ออกไปตอนนี้ ลิเวอร์พูลจะได้กำไรจากดีลซาลาห์ถึง 116 ล้านปอนด์

กำไรมหาศาลและลิเวอร์พูลจะมีเงินซื้อนักเตะตัวเทพๆ เข้าทีมอีกมากมาย แต่ทว่า…โมฮาเม็ด ซาลาห์ไม่ได้มีไว้ขาย เพราะเหตุใดน่ะหรือ นั่นก็เพราะว่าคุณสมบัติต่างๆ ในตัวของเขาคือ ปัจจัยในการสร้างลิเวอร์พูลให้กลับมาอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง

คุณสมบัติต่างๆ ในตัวของโมซาลาห์ที่จะสร้างประวัติศาสตร์ให้กับลิเวอร์พูลมีดังนี้

1.ไม่เคยยอมแพ้

โมฮาเม็ด ซาลาห์อาจไม่ใช่นักเตะต่างดาว-ยอดมนุษย์ เหมือนกับ เมซซีและโรนัลโด้ที่แพรวพราวในทุกๆ ทักษะฟุตบอล และยังมีฟอร์มที่ไม่สม่ำเสมอเหมือนสองคนนั้นอีกด้วย แต่…

ทุกครั้งที่โม ซาลาห์มีสนิมจับ – ฟอร์มฟืดขึ้นมาทีไร เจ้าชายอียิปต์คนนี้ไม่เคยยอมจำนนต่ออุปสรรคดังกล่าวเลยแม้แต่ครั้งเดียว

อนึ่ง – คุณผู้อ่านทราบหรือไม่ว่าในซีซั่น 2017-18 หรือซีซั่นที่แล้วนั้น มีนักวิเคราะห์ออกมาให้ทัศนะทำนองว่า ฤดูกาลหน้า (คือฤดูกาลนี้) โม ซาลาห์อาจไม่โชคดีคว้ารางวัลดาวซัลโวของพรีเมียร์ลีคอีกแล้ว

เมื่อฤดูกาล 2018-19 เริ่มต้นขึ้น ดูเหมือนว่าฟอร์มการเล่นของโม ซาลาห์จะ ‘ถอดความเก่ง’ ออกไป เหมือนกับที่นักวิเคราะห์คำนวนเอาไว้ไม่มีผิด ภายในหนึ่งฤดูกาลบังโมตกเป็นข่าวเรื่องฟอร์มการเล่น ‘สนิมจับ’ ถึง 2 ครั้ง

ครั้งแรกคือช่วงต้นฤดูกาล / ที่เราทราบภายหลังว่า ฟอร์มที่เล่นไม่ออกของบังโม นั้นเป็นเพราะอาการบาดเจ็บที่หัวไหล่ข้างซ้าย จากศึกชิงแชมป์เปียนลีคยังไม่หายดี

ครั้งต่อมาคือช่วงกลางเกือบปลายฤดูกาล เมื่อซาลาห์ไม่สามารถทำประตูที่ 50 ภายใต้สีเสื้อลิเวอร์พูลในพรีเมียร์ลีคได้ 6 นัดติดต่อกัน / แต่สุดท้ายบังโมก็เรียกฟอร์มเก่งของตัวเองกลับมาได้ จนในที่สุดเขาก็กลับไปประจำตำแหน่งดาวซัลโวสูงสุดอีกครั้ง ด้วยจำนวนประตูถึง 22 ลูก

เรื่องน่าคิดเรื่องหนึ่งก็คือ ความจริงอันดับในการลุ้นดาวซัลโวของโมซาลาห์ก็ตีคู่มากับ แฮรี่ เคนและโอบาเบยอง มาโดยตลอด ทั้งสามคนนี้ผลัดกันขึ้น-ลงที่ 1 2 3 เป็นว่าเล่น

แต่ทำไมกันหนอ ? โมซาลาห์จึงโดนจับตาเรื่องฟอร์มตกถึง 2 ครั้ง โดยที่โอบาเบยอง กับ เคน ไม่เคยโดนเลยแม้แต่ครั้งเดียว

เรื่องนี้เคยมีคนมาวิเคราะห์กันเล่นๆ ว่า ความจริงแล้วเป็นอิทธิพลของสื่อในโลกฟุตบอล ที่มักเอียงข้างไปหาทีมในลอนดอนและแมนเชสเตอร์ จึงทำให้ลิเวอร์พูลที่เป็นเหมือน ‘คนนอก’ มักจะถูกโจมตีบ่อยๆ และบ่อยครั้งที่เป็นดาวยิงของทีม (หากยังจำกรณีของซัวเรสกันได้ก็คงจะเข้าใจ)

อย่างไรก็ดีความจริงแล้วบังโมมีทางเลือกง่ายๆ เมื่อเข้าสู่ช่วงฟอร์มตกและตกกดดันจากสื่อ

หนึ่ง – คือยอมจำนนต่อคำวิจารณ์ที่โถมเข้ามา เล่นบอลไปตามมีตามเกิด รอโชคชะตาพัดมาอีกครา

สอง – ก้มหน้าก้มตาฝึกซ้อมเรียกฟอร์มเก่งของตัวเองให้กลับมาอีกครั้ง

ความจริงการยอมจำนนนั้นง่ายกว่ามาก เพราะไม่ต้องทำอะไรเลย แต่…บังโม เลือกทางที่สอง เขาลุกขึ้นมาก้มหน้าก้มตาฝึกซ้อมและทำทุกวิถีทางให้ตัวเองกลับมาสร้างสกอร์ให้ได้ ท่ามกลางความกดดันของสื่อที่มุ่งเป้ามายังเขามากกว่าแฮรี่ เคน หรือ โอบาเบยอง  ท่ามกลางกองหลังของทุกสโมสรที่ได้รับคำสั่งให้ตามประกบโมซาลาห์ตลอดทั้งเกม

สุดท้ายเขาก็ทำได้ ลิเวอร์พูลเหลือการแข่งขันอีกนัดเดียวเท่านั้น และที่สำคัญเขาทำไปแล้ว 22 ลูกเป็นดาวซัลโวสูงสุด ทิ้งห่างอันดับ 2 (อันดับ 2 ซึ่งไม่ใช่โอบาเบยอง หรือ แฮรี่ เคน ที่เผชิญความกดดันน้อยกว่าซาลาห์อีกต่อไป)

2.เสาหลัก

สาวกหงส์แดงหลายท่านอาจจะเข้าใจว่า ศูนย์รวมของทีมในเวลานี้อยู่ที่ เยอร์เก็น คลอปป์ ฟานไดซ์ หรือเฮนเดอร์สัน

แต่ทราบหรือไม่ว่า เสาหลักที่ค้ำยันบ้านหงส์แดงในยุคสมัยของคลอปป์อีกคนหนึ่งก็คือผู้ชายที่ชื่อ โมฮาเม็ด ซาลาห์ ด้วยเหมือนกัน

เพราะอะไรน่ะหรือ ? ลองฟังดังนี้ครับ

ปัจจุบันโมฮาเม็ด ซาลาห์เป็นนักเตะที่ได้รับค่าเหนื่อยสูงที่สุดในสโมสรคือ 200,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์

ฟังดูคุ้มดีกับฟอร์มการเล่นของเขาใช่ไหมครับ แต่เจตนาที่แท้จริงสำหรับค่าเหนื่อยเท่านี้ไม่ได้มีไว้เพื่อตอบแทนการฟอร์มการเล่นเฉยๆ แต่มันเป็นจิตวิทยาการปกครองของคลอปป์ที่ต้องรั้งนักเตะระดับท็อปเอาไว้กับทีมให้ได้ เพื่อไม่ให้เสียสมดุล

ถ้าใครนึกภาพไม่ออก ให้นึกถึงเชลซีที่ตอนนี้กำลังจะเสียเอเดน อาซาร์ครับ

นอกจากนั้นแล้วการรั้งซาลาห์เอาไว้ ยังเป็นเหมือนการประกาศด้วยว่าลิเวอร์พูลจะเป็นทีมที่นักเตะระดับท็อปต้องอยากย้ายเข้ามา มากกว่าทีมที่เป็นเพียงทางผ่านของนักฟุตบอลดาวรุ่ง

“ฤดูกาลนี้เราเสียคูตินโย่ไป มันเป็นเรื่องใหญ่ ผมจะยอมให้ลิเวอร์พูลเป็นได้เพียงแค่จุดพัฒนานักเตะไม่ได้ เราต้องรั้งเขาเหล่านั้นเอาไว้ การขึ้นค่าแรงให้กับโมซาลาห์คือการแสดงให้ทุกคนในโลกฟุตบอลเห็นว่า สถานที่แห่งนี้พร้อมต้อนรับนักเตะระดับท๊อปให้เข้าสู่ทีมเสมอ” เยอร์เก็น คลอปป์ให้สัมภาษณ์ตอนที่ขึ้นค่าแรงต่อสัปดาห์ให้กับโม ซาลาห์

ดังนั้นการที่ซาลาห์ยังเลือกอยู่กับลิเวอร์พูลไม่จากไปไหน นอกจากจะเป็นเขี้ยวเล็บให้กับลิเวอร์พูลแล้ว เขายังเป็นอีกหนึ่งเสาหลักในการสร้างทีมของเยอร์เก็น คลอปป์อีกด้วย

3.หัวใจหงส์แดง

เกมกับนิวคาสเซิ่ลเมื่อคืนวันที่เสาร์ที่ผ่านมา โมฮาเม็ด ซาลาห์ถูกกระแทกจากผู้รักษาประตู เขาได้รับอาการบาดเจ็บบริเวณท้ายทอย

โมซาลาห์นอนนิ่งอยู่ 7-8 นาทีไม่ขยับตัว ภาพเก่าๆ เมื่อนัดชิงกับเรอัล มาดหริดมันย้อนกลับมาในความทรงจำ ผมเชื่อว่ามีสาวกหงส์แดงหลายคนก็คงน้ำตาคลอเหมือนกันกับผม

ก็คิดดูเถิดครับ ขนาดปีนี้พยายามไม่เพรสซิ่งหนัก เก็บแรงเอาไว้ไม่ให้ผู้เล่นเหนื่อยล้าในช่วงท้ายฤดูกาล แต่เคราะห์ซ้ำกรรมซัดให้ลูกทีมของคลอปป์ยังต้องเผชิญกับอุบัติเหตุแรงๆ อีกไปวาย (นี่เกอีต้าก็ไปอีกคนละ)

เกอิต้า

อย่างไรก็ดี เหตุการณ์ตอนที่ซาลาห์ถูกหามเปลออกมา หากสังเกตุให้ดีแล้วก็จะพบว่า โม ซาลาห์ยกมือปิดหน้าร้องไห้ ขณะกำลังถูกหามออกไป

หลายคนอาจมองว่า จริงๆ แล้วแค่ถูกเปลี่ยนตัวออก ซาลาห์ไม่จำเป็นต้องร้องไห้เลยก็ได้ เพราะเรื่องเล็กน้อยและเป็นธรรมดาของโลกฟุตบอล แต่นี่แหละครับประเด็นสำคัญ เพราะน้ำตาของคนเราไม่เคยไหลออกมากับเรื่องธรรมดาสำมัญ ดังนั้นการที่เขาร้องไห้ออกมาเมื่อถูกเปลี่ยนออกในเกมนี้ มันจึงเป็นหลักฐานยืนยันเป็นอย่างดีว่า บังโม ให้ความสำคัญกับเกมการแข่งขันของลิเวอร์พูลมากแค่ไหน

อาจเพราะในใจเขากังวลไปถึงอนาคตว่า จะไม่สามารถอยู่ช่วยทีมจนจบฤดูกาล

อาจเพราะในใจเขาหวังว่าตัวเองจะสร้างความเปลี่ยนแปลงในช่วง ยี่สิบนาทีที่เหลือได้แน่ๆ

จะเป็นเหตุผลอะไรก็ตาม แต่มันคือเหตุผลที่เขาหวังดีต่อสโมสรด้วยกันทั้งสิ้น

หัวใจของโม ซาลาห์ ณ เวลานี้คือลิเวอร์เบิร์ดอย่างไม่ต้องสงสัย และผมถือวิสาสะเชื่อไปแล้ว 99 เปอร์เซ็นว่า ผู้ชายคนนี้จะเป็นตำนานคนต่อไปของลิเวอร์พูลอย่างแน่นอน